แอ้ View my profile

ไปพัก... ร้อน อุบลราชธานี

posted on 12 Sep 2014 16:07 by littlest-aa in Travel directory Travel

 
 บันทึกการเดินทาง ๖-๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖

ยังไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน บันทึกเก็บไว้เองคนเดียว

------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ชั้นทำอะไรของชั้นเนี่ย ?!

ตั้งแต่ก่อนเที่ยงของวันที่ ๖ เมษา ฉันก็ถามตัวเองด้วยประโยคนี้เป็นครั้งที่สิบกว่าๆ เข้าไปแล้ว ปีนี้หน้าร้อนมาเร็วและแรง เสียงบ่นว่าลมฟ้าอากาศดังพึมทั่วประเทศมาตั้งแต่กลางเดือนมีนา ฉันสองจิตสองใจจะทิ้งตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้ถูกๆ เมื่อชาติ.. เอ๊ย.. ปีก่อน เพราะเกรงว่าความร้อนจะทำให้การเดินทางหฤโหดมากกว่าหฤหรรษ์ แต่แล้วด้วยความคันในกมลสันดาน หยุดราชการสามวันฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ต้องพิเศษ ขอแค่ไม่ธรรมดาก็พอ

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ แค่พูดถึงก็นึกถึงบรรยากาศภาคอีสานบ้านเฮาที่เรียบง่าย และร้อนแล้ง ต้นเดือนเมษา บิดมอเตอร์ไซค์ที่ความเร็ว ๗๐ กม./ชม. ลมอุ่นๆ พัดปะทะไม่ขาดสาย เหมือนยืนหน้าเตาหมูปิ้งร้อนฉ่าที่มีพัดลมใบพัดโตหมุนติ้วจากอีกด้านตลอดเวลา ต่างกันแค่ไม่มีกลิ่นหอมของหมูปิ้ง มีแค่กลิ่นฝุ่นดินจางๆ นานๆ ก็พัดเลยจากจมูกมาเข้าเบ้าตาบ้างเล็กน้อยพอให้น้ำตาไหล ฉันเดินทางตามลำพัง เพราะไม่กล้าชักชวนมิตรสหายไม่ว่าท่านไหนมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ และก็มั่นใจว่าตัดสินใจถูกแล้ว

 

 

๖ เมษายน ๒๕๕๖

รถนครชัยแอร์ที่โดยสารมาจากค่ำคืนหลังเลิกงาน พาฉันมาเกยจุดหมายในยามเช้าที่บขส.อุบล จากนั้นเรียกแท็กซี่มิเตอร์อัธยาศัยดี (ไม่ต่างกับที่เคยเจอเสมอที่จังหวัดนี้) ไปยังร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ที่อัธยาศัยดียิ่งกว่าพี่แท็กซี่ ที่ติดต่อไว้คร่าวๆ ก่อนเดินทางแล้ว แดดเข้มจัดก่อนที่ฉันจะเสร็จธุระเรื่องเอกสารกับทางร้าน เมื่อเดินทางออกจากตัวเมืองอุบล มุ่งหน้าสู่ อ.โขงเจียมเป้าหมายคร่าวๆ เป้าหมายแรกของวัน พระอาทิตย์ส่องเฉียงเข้าหน้าเนื่องจากฉันมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเวลาสาย ฉันขยับแว่นตาดำราคาร้อยบาท ที่ซื้อมาตั้งแต่การเดินทางครั้งเก่าก่อนให้กระชับและดึงหน้ากากของหมวกกันน็อคลงจรดคาง แสงถูกกรองลงครึ่งหนึ่ง มุมโค้งด้านบนของกระจังหน้าสะท้อนแสงแฟลร์กลมๆ เข้าตาเป็นครั้งคราว เรี่ยวแรงโดนสูบไปใช้เพื่อต่อสู้ความร้อน ลดฮวบๆ แบบครึ่งต่อครึ่งของสถานการณ์ปกติ

 

แต่ละอำเภอของจังหวัดอุบลเมืองดอกบัวไม่ห่างกันนัก ฉันมักมีช่วงการบิดมอเตอร์ไซค์ครั้งละไม่เกิน ๕๐-๖๐ กม. และพักระยะสั้นๆ หนึ่งครั้ง จิบน้ำ ถ่ายรูป ดูท้องฟ้าก็ว่ากันไป มันช่วยให้ไม่เพลียเจียนสลบ และยังมีรูประหว่างการเดินทางบ้างประปราย แก่งสะพือที่พิบูลมังสาหารดูน่าสนใจมาก น้ำจำนวนมากที่เบื้องล่างใต้สะพานดึงความสนใจฉันเหมือนบึงน้ำดึงดูดช้างในทุ่งแล้งแห่งแอฟริกา (ไม่บ่อยที่ฉันจะเปรียบเทียบตัวเองเป็นช้าง ปกติจะโดนเปรียบเป็นฮิปโป) แดดยังเต้นยิบอยู่ในตา เมื่อยังมีแรง ก็เลยไม่ได้แวะและยังคงมุ่งหน้าเดินทางต่อไป

ฉันว่าอุบลเป็นเมืองที่มีระบบชลประทานดี เราจะสามารถเห็นลำคลองและแม่น้ำอยู่เสมอ แม้ว่าผืนดินที่เห็นส่วนมากจะดูแห้งแล้ง แต่แม่น้ำมีน้ำใสสะอาดที่ไหลเวียนตลอด ชาวสองฝั่งน้ำทำประมงน้ำจืดด้วยเรือลำน้อย ฉันจำไม่ได้ว่าแวะที่แรกที่หมู่บ้านหรือตำบลไหน แต่มันเป็นตอนที่กำลังข้ามสะพานคอนกรีตแห่งหนึ่ง ตามองแว้บไปเห็นร้านอาหารอีสาน+ตามสั่งมีกระต๊อบริมน้ำให้นั่ง จึงวกรถมอเตอร์ไซค์คันเท่ห์เข้าจอด สั่งผัดซีอิ๊ว น้ำอัดลมเย็นๆ แล้วขอตัวไปนอนสิ้นแรงอยู่ในร่มเงากระต๊อบ หายเหนื่อยไปอีกโข โลกใบน้อยๆ ที่นั่นแทบไม่กระเพื่อมไหวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว พี่คนเฝ้าร้านเปิดวิทยุทรานซิสเตอร์ แว่วเสียงเพลงลูกทุ่งเอื้อยเจื้อย เสียงแกรกกรากของกะปอมสักตัวที่วิ่งฝ่าใบไม้แห้งโคนต้นเนื่องจากตกใจการมาเยือนของฉัน แล้วก็แม่น้ำ..

 

 

 

 

ฉันถ่ายรูปเข็มวัดระยะทางของมอเตอร์ไซค์คันเก่งไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางเพื่อเช็คว่าทำยอดไปได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน และเก็บไว้โม้ได้อีกนานว่าอึดแค่ไหนในแต่ละทริป แต่น่าเจ็บใจที่ตอนกลับดันลืมถ่ายเข็มก่อนคืนรถ หลักฐานการเดินทางชั้นเยี่ยมก็เลยหายไปเสียแล้ว แต่โชคดีที่ฉันไม่พลาดช่วงเวลาที่เข็มวัดระยะทางบอกตัวเลข ๕ ซ้ำกันถึง ๕ ตัว แน่นอนว่าหลักสุดท้ายฉันต้องขับไปมองเข็มไปเพื่อที่จะจอดถ่ายรูปได้ตรงเป๊ะ เป็นความจริงจังในเรื่องไร้สาระที่ไม่ขอให้ใครเข้าใจ ให้ขำอย่างเดียวพอ ชั่วขณะที่การเดินทางหยุดลง ลมอุ่นๆ หยุดพัด ร้อนอบอ้าว และเหงื่อออกใต้ปลอกแขนที่ดัดแปลงมาจากถุงน่องเนื้อหนาเริ่มทำให้แขนคันคะเยอ

 

 

 

เมื่อพ้นอำเภอพิบูลมังสาหาร เข้าสู่เขตโขงเจียม ฉันจอดแวะชมนั่นนี่บ้างเป็นระยะ เขื่อนปากมูลเงียบเชียบกับอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้ายืนหยัดตากแดดที่ร้อนที่สุดในรอบวัน บนสันเขื่อนที่ไม่น่าจะยาวไปกว่าหลายที่ที่เคยแวะชมมา มองลงไปเบื้องล่างท้ายน้ำ ทางเขื่อนปล่อยน้ำไหลผ่านรางปริมาณไม่มาก เรือลำน้อยๆ หลายลำลอยนิ่ง ดูเหมือนรังสีจากพระอาทิตย์จะทำให้ทุกอย่างค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลง ช้าลง และหยุดนิ่งในที่สุด แม้แต่ลมยังเหนื่อยจะพัด

เที่ยงตรงฉันเลี้ยวรถเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ฉันสะสมตราประทับของอุทยานแห่งชาติ จึงพร้อมจะเลี้ยวเข้าไปทุกที่ที่จะทำให้ได้ของสะสมเพิ่มขึ้น แก่งตะนะเป็นโขดหินเกาะแก่งที่สวยงามทีเดียว สายน้ำสีเขียวเข้มดูสดชื่น ต้นไม้รอบๆ ทิ้งใบเป็นส่วนมาก เหลือแต่กิ่งก้านกร้านแดดที่เลื้อยไหลอ่อนช้อย มีเรือลำหนึ่ง ขนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเต็มลำจอดเกยโขดหิน จากการตะโกนโหวกเหวกของคนเรือ เดาว่าน่าจะกำลังประสบปัญหาด้านพลังงาน ดูสุขสงบดีแต่ทว่าขณะนั้นบรรยากาศเรียกได้ว่าร้อนบรรลัย มองผ่านเปลวแดดมานานหลายชั่วโมงทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ หมดแรงและต้องการจะหลับอย่างจริงจัง ถ้าเพียงแต่มีเปลสักเปลใต้ต้นไม้ใบหนาทึบ..

 

อยากให้มีลมเย็นๆ พัดมาจัง..

 

 

 

 

 

ก่อนเข้ามายังแก่งตะนะ ฉันเห็นป้ายโฮมสเตย์เขียนด้วยสีขาวบนแผ่นไม้เก่าๆ ฉันไม่เกี่ยงที่พัก และชอบค้นหาความตื่นเต้นจากการพักในที่แปลกๆ ที่ที่คาดไม่ถึง ฉันจึงเลี้ยวไปตามทางทันทีหลังออกจากชมแก่ง ทางฝุ่นดิ้นๆ อันเป็นที่น่าหวั่นสำหรับสิงห์มอ'ไซค์ นำไปสู่บ้านป้าหน้าไม่รับแขกคนหนึ่ง (ซึ่งไปโทษแกไม่ได้ ไอ้คนที่ขับผิดทางน่ะฉัน แกไม่ได้ทำบ้านให้พักแต่อย่างใด) แถวของบ้านน้อยสีเขียวเรียงตัวเป็นตับตั้งประจันหน้ากับแม่น้ำในระยะห่างพอสมควร พี่สาวคนหนึ่งเดินออกมารับฉัน แกพูดตรงๆ ว่าบ้านแกน่ะร้อนมาก แต่สนนราคาเพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น แกว่า ไม่ไหวก็ไม่เป็นไร แนะนำให้ไปนอนในตัวโขงเจียมดีกว่า

 

ที่นี่ร้อนมาก แกย้ำ แกว่าตัวแกเองยังหลับยาก

 

 

 

 

ห้องพี่แกมีพัดลมถึงสองตัว ฉันว่าแค่พัดลมก็เอาอยู่ เลยดื้อดึงจะพักที่นี่ ผลปรากฏว่าแม่งร้อนเกินเลยจริงๆ อย่างพี่แกว่า อาบน้ำไปสองรอบในบ่ายเดียว และพยายามนอนหลับหนีแดดเท่าไหร่ก็ไม่หลับ ตัวอุ่นๆ นั่งอยู่ภายในอ้อมกอดของไออุ่นๆ จากหลังคาที่อมแดด ง่วงและเพลียแต่ก็หลับไม่ลง นึกด่าตัวเองในใจว่าทำไมดื้อจังวะ ขับต่ออีกไม่กี่กิโลแล้วหาที่นอนห้องแอร์เสียก็สิ้นเรื่อง ถึงตอนนี้ให้กลับลำก็ไม่ใช่ฉันเสียแล้ว การเดินทางเพื่อเรียนรู้ เราต้องเริ่มที่อดทน ใครๆ เขาก็อยู่กันได้ ฉันก็ต้องอยู่ได้..บอกตัวเองแบบนี้พลางกึ่งสะลึมสะลือ กึ่งเป็นลมตามลำพัง

 

ฉันพักผ่อน (แบบที่ไม่ได้รู้สึกสบายขึ้นเท่าไหร่) ท่ามกลางไอร้อนของหลังคาที่ไร้แผ่นปูสะท้อนแสงหรือฉนวนกันความร้อนใดๆ แม้แต่มิลเดียว ราวสองชั่วโมงก็บอกตัวเองว่า ออกไปผจญภัยให้ลมพัดหน้าดีกว่า ออกสตาร์ทรถสองล้อสีสวยคู่ใจสำหรับสามวันนั้น แล้วก็มุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติผาแต้ม สี่โมงเย็นแดดยังแข็งจ้า แต่พอสักหน่อยก็เริ่มออกสีส้มอุ่นๆ ปกคลุมทั่วกิ่งไม้ใบบางๆ สองข้างทาง เดือนเมษายนทิ้งธรรมชาติไว้แล้งแกร็นและกรอบแห้ง ร่องรอยไฟไหม้หญ้าข้างทาง อันน่าจะเกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่มีให้เห็นเรื่อยๆ

 

 

 

ไม่นานนักฉันก็ไปถึงป่าดงนาทาม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เขาหินขนาดมหึมา ลาดตัดด้านบนเป็นลานดูเวิ้งว้างร้างผู้คน มีรถจอดเหงาๆ เพียงสองคัน ฉันขับมอเตอร์ไซค์บนผิวขรุขระเพื่อเข้าที่จอดและลงเดินสำรวจ แผ่นผาที่ระอุแดดมาทั้งวันค่อยๆ คลายความร้อนออกช้าๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ในซาวน่าชนิดแห้งขนาดยักษ์ ความร้อนที่ไม่ยอมลดราวาศอกทำเอาฉันหมดแรงอย่างจริงจัง รู้สึกว่าอยากจะหลับตลอดเวลา

 

 

 

 

ที่จุดชมวิวแห่งผาแต้มท่ามกลางสสารแห่งผืนดินสากกระด้าง แม่น้ำโขงเบื้องหน้ากั้นแบ่งประเทศไทยลาว สายน้ำมีชีวิตด้วยสีเขียวอมฟ้าเข้มลึกมีเกาะแก่งหินโขดโผล่ขึ้นมามากมาย ทิวทัศน์เบื้องล่างปูฉากหลังด้วยดินน้ำตาลอมแดงมากกว่าไม้ใบเขียว มองเพลินๆ ก็งดงามเหมือนภาพวาดของศิลปินที่ถ่ายทอดความเหงาด้วยสีจืดจางลงบนผืนผ้าใบแห้งเก่ากรอบ ผู้คนกลุ่มสองกลุ่มเดินเกร่ไปมา หามุมถ่ายรูป ป้ายชี้ชวนให้เดินตามทางเพื่อไปชมภาพเขียนโบราณตั้งไว้ชัดเจน แต่ฉันไม่มีแรงเดินจึงปฏิเสธออพชั่นนั้นอย่างไร้เยื่อใย

 

 

 

 

เย็นแล้ว แดดคล้อยหายไปแต่ความอุ่นที่ดินและหินค่อยๆ คายออกมายังไม่สิ้นสุด ฉันแวะชมเสาเฉลียงระหว่างทางกลับ หมู่หินเทินก้อนเป็นรูปร่างเหมือนกอเห็ดขนาดยักษ์ ฟอร์มสวย แต่ฟ้าไม่สวยถ่ายรูปไม่แจ่มเท่าไหร่ บรรยากาศที่แวะกลางทางยามนอกฤดูกาลท่องเที่ยวบอกตรงๆ ว่าโคตรเปลี่ยวเลย มีป้ายบอกทางเดินไปชมวิวใดๆ จึงได้แค่เยี่ยมหน้าไปชม แล้วรีบเผ่นมาอยู่ใกล้ๆ รถมอเตอร์ไซค์ไว้ดีกว่า ไม่ได้ไม่ดีก็บิดหนีทันล่ะวะ

 

 

 

 

พระอาทิตย์เคลื่อนลงมาใกล้แตะขอบฟ้า ฉันมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักน้อยๆ สุดกันดารอีกครั้ง แต่แวะชมพระอาทิตย์ตกที่แก่งตะนะเสียก่อน กิ่งไม้ที่ทิ้งใบโกร๋นค่อยๆ เผยความงามของมันออกมายามที่ท้องฟ้าเป็นสีส้มจัด ดวงอาทิตย์วัยชราสะท้อนแสงสีส้มบนผิวน้ำ ฉันซื้อน้ำเย็นๆ ดื่มแล้วกลับไปยังที่พัก พี่สาวคนที่มาต้อนรับทีแรก ออกปากชวนเดินลงไปเล่นในแก่งซึ่งก็คือบริเวณที่เชื่อมต่อกับแก่งตะนะนั่นเอง แต่สามารถเดินลงได้จากหลังห้องแถวที่ฉันซุกหัวนอน

 

 

 

 

เด็กๆ วิ่งกรูตามมาเล่นน้ำด้วย เด็กๆ โปรดการเล่นน้ำในแก่งแต่ผู้ใหญ่คงห้ามไว้ไม่ให้ไปลำพัง เมื่อมีผู้ใหญ่พาไป เด็กๆ จึงดีใจมาก หมาวัยรุ่นสามสี่ห้าตัววิ่งชุลมุน พวกมันก็คงชอบตามเด็กๆ ไปเล่นอะไรก็ตามที่เด็กๆ สนุกที่จะเล่น การเดินในแก่งนี่ไม่ใช่ง่ายๆ กอไม้สูงท่วมหัวขึ้นแทรกตามซอกก้อนหินจนกลายเป็นป่าเขาวงกตที่ไม่สูงจนข่มเราให้รู้สึกว่าหลงไปใน Laby rinth แต่ก็ไม่เตี้ย มองทางไม่เห็น และไม่ง่าย

 

 

ฉันเดินตามเด็กและผู้ใหญ่อย่างเพลิดเพลิน ลัดเลาะซ้ายทีขวาที มุดพงนี้ ข้ามพงโน้น หัวเราะขำหมาน้อยที่หล่นน้ำและดูท่าจะสบายกับพุงเปียกชื้น ถ่ายรูปด้วยแสงน้อยๆ ที่ยังเหลืออยู่ ชีวิตดูสุขสันต์ส่งท้ายวันที่เหน็ดเหนื่อยเชียวล่ะ จนกระทั่ง..

 

 

โขดหินขาดตอน กลายเป็นเวิ้งน้ำกว้างราว ๑๐-๑๕ เมตร ทุกคนลงเดินลุย หมาน้อยบางตัวลุยบ้างว