แอ้ View my profile

ไปพัก... ร้อน อุบลราชธานี

posted on 12 Sep 2014 16:07 by littlest-aa in Travel directory Travel

 
 บันทึกการเดินทาง ๖-๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖

ยังไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน บันทึกเก็บไว้เองคนเดียว

------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ชั้นทำอะไรของชั้นเนี่ย ?!

ตั้งแต่ก่อนเที่ยงของวันที่ ๖ เมษา ฉันก็ถามตัวเองด้วยประโยคนี้เป็นครั้งที่สิบกว่าๆ เข้าไปแล้ว ปีนี้หน้าร้อนมาเร็วและแรง เสียงบ่นว่าลมฟ้าอากาศดังพึมทั่วประเทศมาตั้งแต่กลางเดือนมีนา ฉันสองจิตสองใจจะทิ้งตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้ถูกๆ เมื่อชาติ.. เอ๊ย.. ปีก่อน เพราะเกรงว่าความร้อนจะทำให้การเดินทางหฤโหดมากกว่าหฤหรรษ์ แต่แล้วด้วยความคันในกมลสันดาน หยุดราชการสามวันฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ต้องพิเศษ ขอแค่ไม่ธรรมดาก็พอ

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ แค่พูดถึงก็นึกถึงบรรยากาศภาคอีสานบ้านเฮาที่เรียบง่าย และร้อนแล้ง ต้นเดือนเมษา บิดมอเตอร์ไซค์ที่ความเร็ว ๗๐ กม./ชม. ลมอุ่นๆ พัดปะทะไม่ขาดสาย เหมือนยืนหน้าเตาหมูปิ้งร้อนฉ่าที่มีพัดลมใบพัดโตหมุนติ้วจากอีกด้านตลอดเวลา ต่างกันแค่ไม่มีกลิ่นหอมของหมูปิ้ง มีแค่กลิ่นฝุ่นดินจางๆ นานๆ ก็พัดเลยจากจมูกมาเข้าเบ้าตาบ้างเล็กน้อยพอให้น้ำตาไหล ฉันเดินทางตามลำพัง เพราะไม่กล้าชักชวนมิตรสหายไม่ว่าท่านไหนมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ และก็มั่นใจว่าตัดสินใจถูกแล้ว

 

 

๖ เมษายน ๒๕๕๖

รถนครชัยแอร์ที่โดยสารมาจากค่ำคืนหลังเลิกงาน พาฉันมาเกยจุดหมายในยามเช้าที่บขส.อุบล จากนั้นเรียกแท็กซี่มิเตอร์อัธยาศัยดี (ไม่ต่างกับที่เคยเจอเสมอที่จังหวัดนี้) ไปยังร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ที่อัธยาศัยดียิ่งกว่าพี่แท็กซี่ ที่ติดต่อไว้คร่าวๆ ก่อนเดินทางแล้ว แดดเข้มจัดก่อนที่ฉันจะเสร็จธุระเรื่องเอกสารกับทางร้าน เมื่อเดินทางออกจากตัวเมืองอุบล มุ่งหน้าสู่ อ.โขงเจียมเป้าหมายคร่าวๆ เป้าหมายแรกของวัน พระอาทิตย์ส่องเฉียงเข้าหน้าเนื่องจากฉันมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเวลาสาย ฉันขยับแว่นตาดำราคาร้อยบาท ที่ซื้อมาตั้งแต่การเดินทางครั้งเก่าก่อนให้กระชับและดึงหน้ากากของหมวกกันน็อคลงจรดคาง แสงถูกกรองลงครึ่งหนึ่ง มุมโค้งด้านบนของกระจังหน้าสะท้อนแสงแฟลร์กลมๆ เข้าตาเป็นครั้งคราว เรี่ยวแรงโดนสูบไปใช้เพื่อต่อสู้ความร้อน ลดฮวบๆ แบบครึ่งต่อครึ่งของสถานการณ์ปกติ

 

แต่ละอำเภอของจังหวัดอุบลเมืองดอกบัวไม่ห่างกันนัก ฉันมักมีช่วงการบิดมอเตอร์ไซค์ครั้งละไม่เกิน ๕๐-๖๐ กม. และพักระยะสั้นๆ หนึ่งครั้ง จิบน้ำ ถ่ายรูป ดูท้องฟ้าก็ว่ากันไป มันช่วยให้ไม่เพลียเจียนสลบ และยังมีรูประหว่างการเดินทางบ้างประปราย แก่งสะพือที่พิบูลมังสาหารดูน่าสนใจมาก น้ำจำนวนมากที่เบื้องล่างใต้สะพานดึงความสนใจฉันเหมือนบึงน้ำดึงดูดช้างในทุ่งแล้งแห่งแอฟริกา (ไม่บ่อยที่ฉันจะเปรียบเทียบตัวเองเป็นช้าง ปกติจะโดนเปรียบเป็นฮิปโป) แดดยังเต้นยิบอยู่ในตา เมื่อยังมีแรง ก็เลยไม่ได้แวะและยังคงมุ่งหน้าเดินทางต่อไป

ฉันว่าอุบลเป็นเมืองที่มีระบบชลประทานดี เราจะสามารถเห็นลำคลองและแม่น้ำอยู่เสมอ แม้ว่าผืนดินที่เห็นส่วนมากจะดูแห้งแล้ง แต่แม่น้ำมีน้ำใสสะอาดที่ไหลเวียนตลอด ชาวสองฝั่งน้ำทำประมงน้ำจืดด้วยเรือลำน้อย ฉันจำไม่ได้ว่าแวะที่แรกที่หมู่บ้านหรือตำบลไหน แต่มันเป็นตอนที่กำลังข้ามสะพานคอนกรีตแห่งหนึ่ง ตามองแว้บไปเห็นร้านอาหารอีสาน+ตามสั่งมีกระต๊อบริมน้ำให้นั่ง จึงวกรถมอเตอร์ไซค์คันเท่ห์เข้าจอด สั่งผัดซีอิ๊ว น้ำอัดลมเย็นๆ แล้วขอตัวไปนอนสิ้นแรงอยู่ในร่มเงากระต๊อบ หายเหนื่อยไปอีกโข โลกใบน้อยๆ ที่นั่นแทบไม่กระเพื่อมไหวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว พี่คนเฝ้าร้านเปิดวิทยุทรานซิสเตอร์ แว่วเสียงเพลงลูกทุ่งเอื้อยเจื้อย เสียงแกรกกรากของกะปอมสักตัวที่วิ่งฝ่าใบไม้แห้งโคนต้นเนื่องจากตกใจการมาเยือนของฉัน แล้วก็แม่น้ำ..

 

 

 

 

ฉันถ่ายรูปเข็มวัดระยะทางของมอเตอร์ไซค์คันเก่งไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางเพื่อเช็คว่าทำยอดไปได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน และเก็บไว้โม้ได้อีกนานว่าอึดแค่ไหนในแต่ละทริป แต่น่าเจ็บใจที่ตอนกลับดันลืมถ่ายเข็มก่อนคืนรถ หลักฐานการเดินทางชั้นเยี่ยมก็เลยหายไปเสียแล้ว แต่โชคดีที่ฉันไม่พลาดช่วงเวลาที่เข็มวัดระยะทางบอกตัวเลข ๕ ซ้ำกันถึง ๕ ตัว แน่นอนว่าหลักสุดท้ายฉันต้องขับไปมองเข็มไปเพื่อที่จะจอดถ่ายรูปได้ตรงเป๊ะ เป็นความจริงจังในเรื่องไร้สาระที่ไม่ขอให้ใครเข้าใจ ให้ขำอย่างเดียวพอ ชั่วขณะที่การเดินทางหยุดลง ลมอุ่นๆ หยุดพัด ร้อนอบอ้าว และเหงื่อออกใต้ปลอกแขนที่ดัดแปลงมาจากถุงน่องเนื้อหนาเริ่มทำให้แขนคันคะเยอ

 

 

 

เมื่อพ้นอำเภอพิบูลมังสาหาร เข้าสู่เขตโขงเจียม ฉันจอดแวะชมนั่นนี่บ้างเป็นระยะ เขื่อนปากมูลเงียบเชียบกับอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้ายืนหยัดตากแดดที่ร้อนที่สุดในรอบวัน บนสันเขื่อนที่ไม่น่าจะยาวไปกว่าหลายที่ที่เคยแวะชมมา มองลงไปเบื้องล่างท้ายน้ำ ทางเขื่อนปล่อยน้ำไหลผ่านรางปริมาณไม่มาก เรือลำน้อยๆ หลายลำลอยนิ่ง ดูเหมือนรังสีจากพระอาทิตย์จะทำให้ทุกอย่างค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลง ช้าลง และหยุดนิ่งในที่สุด แม้แต่ลมยังเหนื่อยจะพัด

เที่ยงตรงฉันเลี้ยวรถเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ฉันสะสมตราประทับของอุทยานแห่งชาติ จึงพร้อมจะเลี้ยวเข้าไปทุกที่ที่จะทำให้ได้ของสะสมเพิ่มขึ้น แก่งตะนะเป็นโขดหินเกาะแก่งที่สวยงามทีเดียว สายน้ำสีเขียวเข้มดูสดชื่น ต้นไม้รอบๆ ทิ้งใบเป็นส่วนมาก เหลือแต่กิ่งก้านกร้านแดดที่เลื้อยไหลอ่อนช้อย มีเรือลำหนึ่ง ขนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเต็มลำจอดเกยโขดหิน จากการตะโกนโหวกเหวกของคนเรือ เดาว่าน่าจะกำลังประสบปัญหาด้านพลังงาน ดูสุขสงบดีแต่ทว่าขณะนั้นบรรยากาศเรียกได้ว่าร้อนบรรลัย มองผ่านเปลวแดดมานานหลายชั่วโมงทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ หมดแรงและต้องการจะหลับอย่างจริงจัง ถ้าเพียงแต่มีเปลสักเปลใต้ต้นไม้ใบหนาทึบ..

 

อยากให้มีลมเย็นๆ พัดมาจัง..

 

 

 

 

 

ก่อนเข้ามายังแก่งตะนะ ฉันเห็นป้ายโฮมสเตย์เขียนด้วยสีขาวบนแผ่นไม้เก่าๆ ฉันไม่เกี่ยงที่พัก และชอบค้นหาความตื่นเต้นจากการพักในที่แปลกๆ ที่ที่คาดไม่ถึง ฉันจึงเลี้ยวไปตามทางทันทีหลังออกจากชมแก่ง ทางฝุ่นดิ้นๆ อันเป็นที่น่าหวั่นสำหรับสิงห์มอ'ไซค์ นำไปสู่บ้านป้าหน้าไม่รับแขกคนหนึ่ง (ซึ่งไปโทษแกไม่ได้ ไอ้คนที่ขับผิดทางน่ะฉัน แกไม่ได้ทำบ้านให้พักแต่อย่างใด) แถวของบ้านน้อยสีเขียวเรียงตัวเป็นตับตั้งประจันหน้ากับแม่น้ำในระยะห่างพอสมควร พี่สาวคนหนึ่งเดินออกมารับฉัน แกพูดตรงๆ ว่าบ้านแกน่ะร้อนมาก แต่สนนราคาเพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น แกว่า ไม่ไหวก็ไม่เป็นไร แนะนำให้ไปนอนในตัวโขงเจียมดีกว่า

 

ที่นี่ร้อนมาก แกย้ำ แกว่าตัวแกเองยังหลับยาก

 

 

 

 

ห้องพี่แกมีพัดลมถึงสองตัว ฉันว่าแค่พัดลมก็เอาอยู่ เลยดื้อดึงจะพักที่นี่ ผลปรากฏว่าแม่งร้อนเกินเลยจริงๆ อย่างพี่แกว่า อาบน้ำไปสองรอบในบ่ายเดียว และพยายามนอนหลับหนีแดดเท่าไหร่ก็ไม่หลับ ตัวอุ่นๆ นั่งอยู่ภายในอ้อมกอดของไออุ่นๆ จากหลังคาที่อมแดด ง่วงและเพลียแต่ก็หลับไม่ลง นึกด่าตัวเองในใจว่าทำไมดื้อจังวะ ขับต่ออีกไม่กี่กิโลแล้วหาที่นอนห้องแอร์เสียก็สิ้นเรื่อง ถึงตอนนี้ให้กลับลำก็ไม่ใช่ฉันเสียแล้ว การเดินทางเพื่อเรียนรู้ เราต้องเริ่มที่อดทน ใครๆ เขาก็อยู่กันได้ ฉันก็ต้องอยู่ได้..บอกตัวเองแบบนี้พลางกึ่งสะลึมสะลือ กึ่งเป็นลมตามลำพัง

 

ฉันพักผ่อน (แบบที่ไม่ได้รู้สึกสบายขึ้นเท่าไหร่) ท่ามกลางไอร้อนของหลังคาที่ไร้แผ่นปูสะท้อนแสงหรือฉนวนกันความร้อนใดๆ แม้แต่มิลเดียว ราวสองชั่วโมงก็บอกตัวเองว่า ออกไปผจญภัยให้ลมพัดหน้าดีกว่า ออกสตาร์ทรถสองล้อสีสวยคู่ใจสำหรับสามวันนั้น แล้วก็มุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติผาแต้ม สี่โมงเย็นแดดยังแข็งจ้า แต่พอสักหน่อยก็เริ่มออกสีส้มอุ่นๆ ปกคลุมทั่วกิ่งไม้ใบบางๆ สองข้างทาง เดือนเมษายนทิ้งธรรมชาติไว้แล้งแกร็นและกรอบแห้ง ร่องรอยไฟไหม้หญ้าข้างทาง อันน่าจะเกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่มีให้เห็นเรื่อยๆ

 

 

 

ไม่นานนักฉันก็ไปถึงป่าดงนาทาม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เขาหินขนาดมหึมา ลาดตัดด้านบนเป็นลานดูเวิ้งว้างร้างผู้คน มีรถจอดเหงาๆ เพียงสองคัน ฉันขับมอเตอร์ไซค์บนผิวขรุขระเพื่อเข้าที่จอดและลงเดินสำรวจ แผ่นผาที่ระอุแดดมาทั้งวันค่อยๆ คลายความร้อนออกช้าๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ในซาวน่าชนิดแห้งขนาดยักษ์ ความร้อนที่ไม่ยอมลดราวาศอกทำเอาฉันหมดแรงอย่างจริงจัง รู้สึกว่าอยากจะหลับตลอดเวลา

 

 

 

 

ที่จุดชมวิวแห่งผาแต้มท่ามกลางสสารแห่งผืนดินสากกระด้าง แม่น้ำโขงเบื้องหน้ากั้นแบ่งประเทศไทยลาว สายน้ำมีชีวิตด้วยสีเขียวอมฟ้าเข้มลึกมีเกาะแก่งหินโขดโผล่ขึ้นมามากมาย ทิวทัศน์เบื้องล่างปูฉากหลังด้วยดินน้ำตาลอมแดงมากกว่าไม้ใบเขียว มองเพลินๆ ก็งดงามเหมือนภาพวาดของศิลปินที่ถ่ายทอดความเหงาด้วยสีจืดจางลงบนผืนผ้าใบแห้งเก่ากรอบ ผู้คนกลุ่มสองกลุ่มเดินเกร่ไปมา หามุมถ่ายรูป ป้ายชี้ชวนให้เดินตามทางเพื่อไปชมภาพเขียนโบราณตั้งไว้ชัดเจน แต่ฉันไม่มีแรงเดินจึงปฏิเสธออพชั่นนั้นอย่างไร้เยื่อใย

 

 

 

 

เย็นแล้ว แดดคล้อยหายไปแต่ความอุ่นที่ดินและหินค่อยๆ คายออกมายังไม่สิ้นสุด ฉันแวะชมเสาเฉลียงระหว่างทางกลับ หมู่หินเทินก้อนเป็นรูปร่างเหมือนกอเห็ดขนาดยักษ์ ฟอร์มสวย แต่ฟ้าไม่สวยถ่ายรูปไม่แจ่มเท่าไหร่ บรรยากาศที่แวะกลางทางยามนอกฤดูกาลท่องเที่ยวบอกตรงๆ ว่าโคตรเปลี่ยวเลย มีป้ายบอกทางเดินไปชมวิวใดๆ จึงได้แค่เยี่ยมหน้าไปชม แล้วรีบเผ่นมาอยู่ใกล้ๆ รถมอเตอร์ไซค์ไว้ดีกว่า ไม่ได้ไม่ดีก็บิดหนีทันล่ะวะ

 

 

 

 

พระอาทิตย์เคลื่อนลงมาใกล้แตะขอบฟ้า ฉันมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักน้อยๆ สุดกันดารอีกครั้ง แต่แวะชมพระอาทิตย์ตกที่แก่งตะนะเสียก่อน กิ่งไม้ที่ทิ้งใบโกร๋นค่อยๆ เผยความงามของมันออกมายามที่ท้องฟ้าเป็นสีส้มจัด ดวงอาทิตย์วัยชราสะท้อนแสงสีส้มบนผิวน้ำ ฉันซื้อน้ำเย็นๆ ดื่มแล้วกลับไปยังที่พัก พี่สาวคนที่มาต้อนรับทีแรก ออกปากชวนเดินลงไปเล่นในแก่งซึ่งก็คือบริเวณที่เชื่อมต่อกับแก่งตะนะนั่นเอง แต่สามารถเดินลงได้จากหลังห้องแถวที่ฉันซุกหัวนอน

 

 

 

 

เด็กๆ วิ่งกรูตามมาเล่นน้ำด้วย เด็กๆ โปรดการเล่นน้ำในแก่งแต่ผู้ใหญ่คงห้ามไว้ไม่ให้ไปลำพัง เมื่อมีผู้ใหญ่พาไป เด็กๆ จึงดีใจมาก หมาวัยรุ่นสามสี่ห้าตัววิ่งชุลมุน พวกมันก็คงชอบตามเด็กๆ ไปเล่นอะไรก็ตามที่เด็กๆ สนุกที่จะเล่น การเดินในแก่งนี่ไม่ใช่ง่ายๆ กอไม้สูงท่วมหัวขึ้นแทรกตามซอกก้อนหินจนกลายเป็นป่าเขาวงกตที่ไม่สูงจนข่มเราให้รู้สึกว่าหลงไปใน Laby rinth แต่ก็ไม่เตี้ย มองทางไม่เห็น และไม่ง่าย

 

 

ฉันเดินตามเด็กและผู้ใหญ่อย่างเพลิดเพลิน ลัดเลาะซ้ายทีขวาที มุดพงนี้ ข้ามพงโน้น หัวเราะขำหมาน้อยที่หล่นน้ำและดูท่าจะสบายกับพุงเปียกชื้น ถ่ายรูปด้วยแสงน้อยๆ ที่ยังเหลืออยู่ ชีวิตดูสุขสันต์ส่งท้ายวันที่เหน็ดเหนื่อยเชียวล่ะ จนกระทั่ง..

 

 

โขดหินขาดตอน กลายเป็นเวิ้งน้ำกว้างราว ๑๐-๑๕ เมตร ทุกคนลงเดินลุย หมาน้อยบางตัวลุยบ้างว่ายน้ำบ้างไปกับนาย บางตัวไม่ไป วิ่งวนเวียนอยู่ข้างๆ ฉัน พี่ที่เดินนำตะโกนเรียกให้เดินตาม แต่ฉันมีรองเท้าผ้าใบมาคู่เดียว จึงปฏิเสธ และคิดว่าสบายดีที่จะนั่งรออยู่ตรงนี้ ทุกคนไม่ว่าอะไร จากไป.. ฉันนั่งลง ถอดรองเท้า ทำตัวสบายๆ เฝ้าดูพระอาทิตย์ลับหายไปหลังพงหญ้ารก..

 

**ล่างขวา ถ้าไม่ใช่แฟนจิบลิอาจจะมองว่าเหมือนหัวกะโหลก แต่สำหรับแฟนจิบลิอย่างเรา กรี๊ดเลย
 

 

เรื่องนั่งรอชิวๆ ปรากฏว่าคิดผิดว่ะ..

แก๊งเล่นน้ำยามเย็นไม่ได้เล่นอย่างเสียเปล่า เขาพากันหอบหิ้วอุปกรณ์จับปลาและอาบน้ำไปด้วย การเล่นน้ำครั้งนี้ไม่ใช่สั้นๆ ซะแล้ว เมื่อทุกคนเดินหายลับไปหมด รอบๆ ข้างก็เงียบเสียง พระอาทิตย์ตกและฟ้าก็มืดลง ฉันมองเห็นทุกอย่างเลือนราง เพิ่งรู้สึกตัวว่าตกอยู่ตรงกลางเขาวงกตพงหญ้า ล้อมรอบด้วยน้ำ ป่าหินที่เต็มไปด้วยซอกเล็กซอกน้อยที่เป็นหลืบลับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มแสดงตัว ฉิบหายล่ะสิทีนี้

 

นั่งตัดสินใจอยู่สักครู่ว่าจะเอายังไงกับชีวิตที่ติดเกาะดี ฉันตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยว่าจะกลับขึ้นฝั่งก่อนล่ะ เพราะว่าไม่รู้ต้องรอนานขนาดไหนที่ตรงนี้ บอกตัวเองว่าจะทำอะไรก็ต้องทำเลย มันยิ่งมืดลงเรื่อยๆ นาทีต่อนาที คนที่นำทางและรู้ทางดีเขาก็หายไปไหนแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้ เกิดว่ามืดสนิท แล้วเขาดันกลับทางอื่น หรือว่าสัตว์มีพิษจะออกมาโซ้ยฉันซะก่อน คิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นเก็บข้าวของ สวมรองเท้ากลับแล้วออกสุ่มทางเดิน ถึงตอนนั้นก็รู้ตัวขึ้นมาทันทีว่า แม้จะเห็นฝั่งตลิ่งสูงตะคุ่มๆ อยู่ตรงหน้าไม่ไกลเกิน ๓๐-๔๐ เมตร แต่เขาวงกตพงพืชพวกนี้ก็ทำให้ฉันเดินตรงๆ กลับไปไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายทีขวาที มุดที ปีนที และรู้สึกใจเต้นตึกตักเพราะหลง หาทางที่หมายตาไว้แต่แรกไม่เจอซะแล้ว หันหลังกลับก็ไม่รู้ว่าตัวเองมุดมาจากทางไหน ฟ้ามืดสนิทไปแล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิวะ

 

คืนนั้นอากาศร้อนน้อยลงหน่อย อาบน้ำอาบท่าแล้วก็พอจะทำใจให้มันหลับๆ ไปได้ แต่บรรยากาศวังเวงบรรลัยเลย ไม่สบายใจขนาดลากเอารถมอเตอร์ไซค์มาไว้ในห้องทั้งๆ ที่พี่เขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอกน้อง ที่นี่ปลอดภัย ความเงียบสงบยามเย็น แปรสภาพกลายเป็นวิเวก เปล่าเปลี่ยวเกินด้วยแรงกระตุ้นจากการหลงทางในพงหญ้ากลางแก่ง สุดท้ายฉันก็มะงุมมะงาหราออกมาได้ มีหมาน้อยบางตัวเดินวับๆ แวบๆ ให้พอเห็นทางและเดินตามมัน พอหลุดออกจากพงหญ้าได้ไม่นาน แก๊งเล่นน้ำก็ตามกลับมาทันทีอย่างสนุกสนาน และชมว่าฉันเก่งที่เดินกลับออกมาเองได้

 

เออสิวะ ไม่มาเป็นตูไม่รู้หรอก

 

 ๗ เมษายน ๒๕๕๖

เช้าต่อมาฉันตื่นแต่เช้าตรู่ แสงอาทิตย์มัวซัวซ่อนอยู่หลังเมฆ คงวางแผนว่ารอให้สายสักหน่อยค่อยแผดเผาโลกมนุษย์ ฉันกล่าวลาพี่สาวผู้ดูแลห้องพัก แกบอกว่าบ่ายนี้แกจะไปปาร์ตี้กันที่เขื่อนสิรินธร แกเรียนเชิญหากสนใจ แล้วเราก็แลกเบอร์มือถือกัน

 


 

 

ฉันมุ่งหน้าไกลออกไปเพื่อไปชมสามพันโบก ถนนหนทางเงียบๆ ไม่ค่อยมีรถรา ขับมอเตอร์ไซค์เพลิน ฉันมีแผนสำหรับวันนี้แล้ว คือจะกลับไปนอนในเมือง และตั้งใจมั่นว่าจะนอนโรงแรมหรูแม่งเลย เพื่อชดเชยกับความร้อนและเรื่องที่ทำให้เสียขวัญ เที่ยวคนเดียวก็ดีตรงนี้ คือเปลี่ยนใจมันทุกนาทีก็ยังได้ถ้าไม่รำคาญตัวเอง และสำหรับคนขี้รำคาญสุดๆ คนหนึ่ง ก็มีแต่ตัวเองเนี่ยแหละ ที่พอจะอนุโลมให้ได้

 

สามพันโบกคึกคักแม้ว่าจะเป็นยามสายที่ร้อนเอาการ ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านๆ เปิดแล้ว เลยได้จัดมื้อเช้ากันที่ตรงนั้น แม่น้ำโขงลดระดับลงมาก จะชมโบกต้องขึ้นรถสองแถวราคา ๑๐ บาทลงไปด้านล่าง รถนี้ขับขึ้นขับลงเรื่อยๆ เราจะชมโบกนานแค่ไหนก็ตามใจ กลับมาก็ค่อยขึ้นรถคันไหนก็ตามที่จอดรออยู่ ชาวบ้านชี้ชวนให้นักท่องเที่ยวล่องเรือชมแม่น้ำด้วยสนนราคาเป็นมิตร ฉันอยากไป แต่มันใช้เวลานานเกินราว ๓ ชั่วโมง แผนการวันนี้ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับเข้าเมืองอีก ๑๗๐ กม. เลยเผื่อเวลาไว้หน่อยดีกว่า

 

 

กลับมาเขียนบันทึกแบบนี้แล้วรู้สึกว่า ๑๗๐ กม. บนสองล้อกลางแดดตามลำพังคนเดียว ดูเคว้งคว้างน่ากลัวไม่น้อย แต่มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตผู้เผชิญหน้า หลายๆ เหตุการณ์ฟังดูน่าหวาดเสียวยามเล่า แต่ในเวลาจริงฉันกลับรู้สึกสบายๆ ออกจะชอบใจด้วยซ้ำที่ได้เป็นอิสระเสรีอีกครั้ง และอีกครั้ง

 

เด็กน้อยหลายคนเป็นลูกหลานคนที่ขับรถบ้าง คนที่ขายของด้านบนบ้าง มาอาสาพาชมโบกหารายได้เล็กๆ น้อยๆ หนูน้อยสามคน เป็นพี่น้องกันสองคนกับเพื่อนอีกหนึ่ง ติดฉันแจ เดินแวดล้อมหน้าหลังไม่ห่าง ฉันมีรังสีแห่งความเป็นมิตรให้เด็กๆ เสมอ ดูราวกับนางงามทีเดียวแหละ เจ้าสามคนโดดปราดไปมาระหว่างหลุมกลมๆ ทั้งเล็กใหญ่ แนะนำชื่อของโบก หรือหลุมต่างๆ พร้อมมีท่าทางประกอบ เช่นโดดไปนั่งในหลุม ปีนห้อยโหนระหว่างหลุมที่ลึกเสียจนทะลุอีกด้าน เจ้าเด็กผู้ชายโชว์แก่นด้วยการมุดเข้าด้านหนึ่ง แล้วคลานอยู่ข้างในซอกหินจนมาโผล่อีกด้าน เล่นเอาผู้ใหญ่หวั่นใจเพราะกลัวเด็กมันติดอยู่ข้างใน เดินเล่นกับเด็กๆ ถ่ายภาพไป คุยเล่นไป น้ำดื่มไม่ได้พกมา แต่มีลูกอมเย็นซ่าติดก้นกระเป๋า แจกกันคนละเม็ดก็เดินต่อได้เป็นชั่วโมง

 



 

 

เรือลำแล้วลำเล่าพานักท่องเที่ยวล่องไปตามกระแสน้ำไหลอ่อนๆ สีของน้ำตัดกับผาหินดูแปลกตา เมื่อมีเพื่อนพาเดินและคุยกันอย่างสนุก ฉันทั้งเดินทั้งปีนป่ายไปไกลจนสุดอาณาบริเวณที่จะมีให้ชม แทบหมดเส้นทางจะเดินต่อ ก็ย้อนกลับมาขึ้นรถ เด็กๆ ขึ้นมาด้วยกันท่าท่างสนุกสนาน ฉันถามว่าปกตินักท่องเที่ยวให้เท่าไหร่ เจ้าหนูตอบมาซื่อๆ ด้วยจำนวนเงินแค่ไม่กี่บาทต่อคน ฉันให้มากกว่านั้นอีกหน่อยเท่ากันทั้งสามคน เด็กๆ ดีใจมาก และรีบเอาเงินไปฝากแม่ไว้

 

 

ดื่มน้ำดื่มท่าแล้ว ฉันก็บ่ายหน้าออกจากสามพันโบก พี่คนขับรถเล่าว่า แกทราบมาว่าจะมีการทำเขื่อน หากทำแล้วโบกอาจจะจมน้ำหมด รายได้ที่ทำให้ชาวบ้านพอลืมตาอ้าปากก็จะหายไป พี่แกเล่าว่าแกทำเกษตรกรรมต่างๆ ตามฤดูกาล เพียงแต่ยามหน้าแล้ง ชาวบ้านที่หากินหนทางอื่นลำบาก ยังมีที่นี่ให้ประกอบอาชีพสุจริต

ทุกวันนี้ยังได้ยินว่าเพื่อนไปเที่ยวสามพันโบกอยู่ ฉันดีใจกับทุกๆ คนรวมทั้งเด็กๆ ด้วย ที่แหล่งทำมาหากินเสริมของพวกเขายังอยู่ดี ไม่บุบสลาย

 

 

๑๐๐ กม. จากโขงเจียมสู่อำเภอสิรินธร ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงเดินทางแบบสบายๆ แต่ไม่พักให้เสียเวลามากนัก นอกจากเก็บภาพระหว่างทางแค่นิดหน่อย โทรนัดหมายและตามไปพบพี่สาวคนที่ดูแลห้องพักอีกครั้ง ในบรรยากาศอย่างที่พี่แกเรียกว่าพัทยาน้อย ทะเลอุบล ซึ่งก็คือแหล่งสังสรรค์สันทนาการทางน้ำของชาวอำเภอสิรินธร ที่เขื่อนสิรินธรนั่นเอง

 


 

 

เรือกล้วยถูกลากอย่างฉวัดเฉวียน บรรทุกวัยรุ่นที่ส่งเสียงกรี๊ดกันอย่างสนุกสนาน กระท่อมไม้ไผ่และแพไม้ไผ่ถูกสร้างเรียงรายเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งรับประทานอาหารและโดยมากมีน้ำเมาด้วยพอให้บรรยากาศกับตัวตนหลอมละลายเข้าหากันอีกหน่อย ฉันประสบปัญหาหาเป้าหมายไม่เจออยู่พักใหญ่เพราะคนช่างมากมายเหลือเกิน แต่แล้วก็หาเจอ และได้นั่งดูเด็กๆ เล่นน้ำ ดูป้าๆ น้าๆ นั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ฉันเป็นของแปลกสำหรับพวกเขา ที่เดินทางบ้าระห่ำคนเดียว แต่ขณะเดียวกันนั้น พวกเขาคือของคุ้นเคยสำหรับฉัน วิถีเรียบง่าย ความสุขแค่เอื้อมมือคว้า ความพอใจที่ตาเห็น คนแบบพวกเขาคือคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกๆ ที่ก็คือบ้าน ฉันจึงมีบ้านกว้างใหญ่เท่าโลก

 

 

ได้เวลาบอกลา สี่โมงครึ่งล้อหมุนอีกครั้ง กับอีก ๗๐ กม.จะถึงตัวเมือง ช่วงพิบูลมังสาหารเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนเริ่มมากขึ้นและขนาดใหญ่ขึ้น ฉันเดินทางอย่างระมัดระวัง และถึงตัวเมืองตอนพลบค่ำพอดี มุ่งหน้าเข้าโรงแรมที่เห็นได้ชัดๆ แห่งแรกที่เจอตามความตั้งใจ สิ่งแรกที่สอบถามคือ มีอ่างอาบน้ำในห้องไหม?

 

 

 

 

ได้ห้องพักแล้ว กว้างมาก มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ ฉันออกไปหิ้วหาอาหารเย็นพร้อมนั่งดูส่งตะวันลับขอบฟ้าที่ลำน้ำสายเล็กๆ ไหลผ่านเมือง จากนั้นกลับมาที่ห้องพักแล้วโดดลงไปแช่อ่างอาบน้ำ ฉันไม่ยอมออกจากห้องอีกจนกระทั่งเวลาเช็คเอาท์ของวันรุ่งขึ้น (เดินไปกินข้าวเช้าของโรงแรมแล้วกลับมานอนต่อ) นี่.. คนมันสุดโต่งมันต้องแบบนี้ อะไรธรรมดาอย่าไปทำมันเลยเหอะ

 


 

 

๘ เมษายน ๒๕๕๖

เที่ยงวันฉันเช็คเอาท์แล้วกลับขึ้นมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง เป้าหมายคือแวะวัดหนองป่าพง นวด แล้วบินกลับสู่กรุงเทพฯ เมืองแสงสี แวะดื่มกาแฟหอมๆ ที่ร้านหน้าวัดแล้วก็เข้าไปเดินสงบจิตใจอยู่ในวัดนานสองนาน ในอาคารหลวงพ่อ มีสารพัดคติธรรมให้เรียนรู้ ฉันมีเวลาเหลือเฟือจึงเก็บเกี่ยวช้าๆ ได้พักกายมาแล้ว ก็ถึงเวลาพักใจบ้างนะ

 

 


 

 

จากนั้นก็ร่อนเร่พเนจร ดูโน่นดูนี่ ขับรถหลงไปหลงมา พลาดไปหนึ่งดอกรถเกือบล้มเลยงัดขึ้นมาอย่างแรง ปรากฏว่าเล็บฉีกได้เลือดกันไป จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดพื้นที่กว้างขวางที่เงียบเรียบร้อย ฉันว่าเหมาะจะพักผ่อน ทำอะไรเนิบช้า ดูน้ำดูฟ้าทำตัวตามสบาย เย็นนั้นฉันเรื่อยเปื่อย ไปนวด แล้วนัดคืนรถที่สนามบิน ระหว่างรอก็ไปเตร็ดเตร่หาคนคุยเล่นด้วย เจอ ลุงรปภ. สนามบินโซนด้านในๆ แกคุยให้ฟังว่าแกเคยอยู่ในเหตุการณ์ซึนามิ แต่ด้วยความขี้ระแวงของคนภาคอีสานที่ไม่เคยอยู่ใกล้ทะเลทำให้หนีก่อนตั้งแต่เห็นท่าไม่ดี ทำให้ครอบครัวแกปลอดภัยหมดทุกคน ลุ้นระทึกดีมากแม้ว่าจะผ่านมานานหลายปีแล้ว จากนั้นบอกลาลุง ส่งมอบมอเตอร์ไซค์ที่แข็งแรงคันนี้คืนให้กับเจ้าของโดยสวัสดิภาพ และโบยบินกลับสู่เมืองหลวงของประเทศ ที่ที่มาอาศัยพำนักทำมาหากิน ที่เรียกได้ว่าบ้าน แต่อยู่นานก็ไม่ค่อยได้ แปลกดีเหมือนกันเนอะ

 

 

**ภาพโดย Canon อีแก่แสนรัก
โพรเซสโดย Instagram ด้วยความขี้เกียจอันฝังลึก ป่านนี้ยังใช้ Lightroom ไม่เป็นเลย**

 

Comment

Comment:

Tweet

เพือนอยู่อุบล
ไปเที่ยวหลายครั้ง
ยังไม่เท่าแอ้ไปครั้งเดียว
สวดยอด

#7 By ปิยะ99 on 2014-09-30 16:22

@immortal-soul ขอบคุณค่า.. จริงๆ ทริปนี้แดดจัดไปค่ะ ถ่ายรูปมาขาวเว่อเลย ก็เลยใช้อินสะตาแกรมกลบเกลื่อนซะ

#6 By แอ้ on 2014-09-17 10:03

ถ่ายรูปสวยมากเลยค่ะ อยากไปเที่ยวอีกจัง surprised smile Hot! Hot! Hot!

#5 By BPPBPP8 on 2014-09-16 11:02

@diaryand  ไม่รู้ทำไปได้ไงเหมือนกันค่ะ จะเป็นลมตั้งหลายรอบ เป็นการเที่ยวที่ทรมานมาก ฮ่าๆๆ

@benz2529gamanit   
ขอบคุณนะคะ คิดถึง exteen สมัยที่คึกคักๆ เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ยิ่งทำงาน ยิ่งงานเยอะ กิจกรรมแยะค่ะ บางทีไม่ว่างติดกันยาวเป็นเดือนๆ  
คราวนี้ก็ตั้งใจว่าจะพยายามเขียนบล็อก ถึงจะมีคนอ่านน้อยกว่าสมัยก่อนเยอะ แต่ก็ถือว่าบันทึกเก็บไว้แล้วกันเนอะ big smile  

#4 By แอ้ on 2014-09-16 08:55

หายไปนานเลย คิดถึงนะครับbig smile Hot!

#3 By ราศีกุมภ์ on 2014-09-15 19:56

Hot! big smile

#2 By sofa on 2014-09-15 15:07

พี่แอ้ตะลุยแดดมาก แค่นั่งรถยนต์ยังร้อนตับแลบเลยพี่cry

#1 By [ANA]* on 2014-09-13 13:42

Recommend