แอ้ View my profile

๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗

 บทความด้านล่างเขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ เขียนเสร็จแล้วแต่ไม่ Publish ด้วยงานเอยอะไรเอยรุมเร้า.. แต่มีอีกเหตุผลคือช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นบล็อกเดี้ยงบ่อยมากๆ มากจนหมดแรงจะอัพแล้วล่ะค่ะ ถ้ามันจะยากขนาดนั้น แอ้เลยไม่คลิกเข้ามาใน exteen เลย และคิดหาทางเคลื่อนย้ายไปบ้านใหม่ ที่ชีวิตไม่ยากนัก 


เวลาที่ผ่านมา แอ้ยังเที่ยวหัวหกก้นขวิด ยังเป็นคนเดิมๆ เลย แต่ไม่ไม่ได้เล่าเรื่องให้ใครฟังนอกจากทางบทสนทนา หลายๆ ครั้งก็แอบเสียดาย แต่ก็ไม่ว่างพอจะเริ่ม แต่อาทิตย์ที่แล้ว น้องที่ทำงานขออ่านเรื่องเก่าๆ (และเรื่องใหม่ที่เขียนแบบ offline เก็บไว้เล่นๆ) น้องบอกว่า ทำไมไม่กลับไปเขียนบล็อกอีก คนอื่นจะได้อ่านเรื่องสนุกๆ 

 

แอ้เลยกลับมา Publish ทริปนี้ให้ได้อ่านกัน.. 

ถ้าใครยังจำกันได้ คิดถึงกัน ก็ทักทายกันมาได้นะคะ ส่วนจะกลับมาเขียนต่อเนื่องเหมือนเดิมไหม ขอคิดดูก่อนจริงๆ เพราะว่าเข้ามาวันนี้ก็ยังพบความลำบากนิดหน่อย (ทำไมเปิดหน้าหลักของบล็อกตัวเองและเพื่อนๆ ไม่ได้เลย งงค่ะ ใช้ Chrome นะ ต้องเข้า exteen.com แล้วค่อยกดจากลิงค์) 

แต่ถ้าเว็บยังอยู่ เรื่องที่แอ้เล่าเอาไว้ก็จะยังคงอยู่ในนี้ค่ะ การเดินทางยังทอดยาว และเรื่องราวยังกระซิบเล่า ถ้าคุณสนใจจะออกเดินทางไปด้วยกันผ่านตัวหนังสือและภาพถ่ายฝีมือสมัครเล่น..

 

หมายเหตุ สำหรับบทความด้านล่าง
  - ปีที่แล้วยังไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีคนข่มขืนและฆ่าเด็กน้อยบนรถไฟ ทริปนี้แอ้ไปตู้นอนแบบนั้นเลยค่ะ

  - ปีที่แล้วเราฮิตเล่น Line Pop ค่ะ และเกมเศรษฐียังคงเป็นแค่เกมกระดานไว้เล่นแก้เบื่อเวลาไม่มีอะไรทำ

  - ปีนี้ปูไม่อยู่ไทย แอ้ห่อเหี่ยว แร้นแค้นจินตนาการมาก เฝ้ารอเวลาที่นางจะกลับมา แบบยืนรอท่าน้ำทุกวันไรงี้ พี่ปูขาาาาาาาา

  - กล่าวไว้ถึงรอยแผลเป็นจากยุงกัดในทริปนั้น ว่าจะอยู่ไปหนึ่งปี ลองดูตามขา ก็เห็นแต่รอยจากทริปใหม่ๆ นะ แสดงว่าถึงจะโดนสกรัมยังไง ภายในปีนึงมันก็ยังคงจะจากเราไปอยู่ดี

 

--------------------------------------------------------

--------------------------------------------------------

๑๗ กันยายน ๒๕๕๖


          ผ่านเดือนสิงหาคมมาแล้ว ปีนี้แอ้อายุเต็ม ๓๔ ในวัยนี้หลายๆ คนคงมีครอบครัว สร้างฐานะ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถคันที่สอง ส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ

          แอ้ยังเป็นนักเดินทางอยู่เลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองเพิ่งพ้นวัยรุ่นมาได้ไม่นาน โดยสังขารแล้วความเจ็บป่วยมันเตือนเราอยู่เสมอแหละว่า เราปูนไหน แต่ด้วยใจ ขอบอกว่ายังแว้นไม่แพ้เมื่อหลายปีก่อน หรืออาจจะหนักกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ เพราะไม่ค่อยจะเกรงจะกลัวอะไรแล้วเดี๋ยวนี้ ทำนองว่ากร้านโลก ฮ่าๆๆ

          เกือบสองปีก่อนแอ้กับปูเคยไปเที่ยวลำปางภายในเสาร์-อาทิตย์แบบได้เรื่องได้ราวกันเลยแหละ ปีนี้ต้นปีแอ้สารภาพตามตรงว่าจัดหนักไปหน่อย  เงินทองร่อยหรอยังพองอกบ้าง วันลาหมดนี่สิสลดใจ ด้วยมาตรฐานเที่ยวอย่างเปิดเผย จึงไม่อาจเนียนลาป่วยเพื่อไปเที่ยวได้ วันหยุดประจำปีกับวันลาพักร้อนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแอ้มาก แล้วทีนี้พักร้อนมันหมด วันหยุดประจำปีรึก็คร่อมๆ ฟันหลอๆ แต่ไอ้ความอยากมันไม่เคยหมด เราเลยต้องออกไปสู่โลกกว้างกันแบบแว้บๆ จะไปไหนกันดีล่ะ นึกถึงลำปางขึ้นมาได้ ย้อนรอยเท้าตัวเองกันหน่อยเป็นไร

          แอ้กับปูนับทริปที่เคยเดินทางกันมาได้สิบกว่าครั้ง เกือบยี่่สิบครั้งเข้าไปแล้ว (บ้าบอเนอะ) ว่ากันแบบตรงๆ ถ้าเป็นต่างเพศกันก็คงจะได้กันไปนานแล้ว ฮ่าๆๆ ตอนสงกรานต์เรามีทริปรถไฟทะลุใต้ ซึ่งว่าจะเล่าแต่ยังเขียนไม่เสร็จ นึกอยากไปลำปางทางรถไฟดู หลายปีก่อนแอ้เคยต้องไปเคลียร์งานที่เชียงใหม่นานๆ ครั้ง บริษัทขี้เหนียวเกินกว่าจะให้บินไป ก็จะมีงบสำหรับรถไฟตู้นอนแอร์ให้ จำได้ว่ารถไฟขบวนบ่ายๆ เย็นๆ จะไปถึงขุนตาลแต่เช้าตรู่ ตื่นและลุกจากเตียงพร้อมกับเสียงกระฉึกกระฉักของรถไฟที่กล่อมนอนมาทั้งคืน โต๋เต๋โซเซไปตู้เสบียง พออาหารเช้าร้อนๆ มาเสิร์ฟปั๊บ ก็จะถึงขุนตาลพอดี จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้รู้จักกับสถานีรถไฟแห่งนี้ ป่าเขียว และหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือยอดไม้ อากาศเย็นชื้น สถานีมีหมาเยอะมาก ตู้เสบียงจะเก็บเศษอาหารไว้ และเทให้พวกหมาขุนตาลกินเป็นเบรคฟาสต์

          เอาวะ ไปมันเส้นนี้แหละ ไปนอนขุนตาลซักคืนแล้วเข้าลำปาง

 

          คิดง่ายๆ ตอนแรก แล้วไปขยายผลว่าไม่อยากเสียตังค์เยอะ แบบว่าจน ก็เลยจะแบกเต็นท์ไปกางเองว่ะเฮ้ย เต็นท์หลังปัจจุบันที่แอ้ใช้คือหลังที่แบกไปนอนช่องเย็น ใหญ่มาก นอนสามคนไม่เบียดกัน แล้วมีกระบังหน้าให้นั่งเล่นยามค่ำคืนไม่ต้องเปียกน้ำค้างด้วย เรียกว่าออพชั่นสวยถูกใจเป็นบ้านเดี่ยวหลังน้อยพร้อมระเบียงจิบกาแฟหน้าบ้านกันเลยล่ะ แต่ปัญหาคือน้ำหนักของมันมากถึง ๘ กก. แอ้ลังเลกับทางเลือกนี้อยู่นานหลายตลบ หนักนะ แต่ไม่ได้หิ้วเดินนี่ ในเน็ตบอกว่า จากสถานีก็เรียกวินมอเตอร์ไซค์เอาได้..

          งั้นไหนๆ ก็เต็นท์ละ เอาเตาสนามไปเลยแล้วกัน

          วันศุกร์แบกปัจจัยสี่มาทำงาน อาจดูแปลกถ้าเป็นคนอื่น แต่สำหรับนักเดินทางคนนี้ เพื่อนฝูงรู้ดีกันอยู่แล้ว เลิกงานก็ตรงไปยังรถไฟฟ้าอย่างทุลักทุเล เนื่องด้วยสัมภาระมันเยอะ ทุกวันนี้กรุงเทพฯ รถติดขึ้นสองร้อยเปอร์เซนต์ แม้จะรู้ว่าสถานี MRT หัวลำโพงน่ะ ต้องเดินใต้ดินยาวพอสมควร แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงขึ้นแท็กซี่ ขณะเดินแบกของอยู่ใต้พื้นดินนั้น ก็บอกกับตัวเองว่า เอาวะ ก็แค่ตรงนี้แหละ จากนี้ไปก็จะไม่ต้องแบกยาวๆ แล้ว..

          ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย.. ซีนนี้ขอเพลงนี้เป็นซาวด์แทรคแล้วกันนะ

          นานๆ มาหัวลำโพงที แวะกินร้านฮ่องกงนู้ดเดิ้ลร้านโปรด ซึ่งเด็กขยันเรียกแขกโดยเฉพาะต่างชาติมาก แต่ฝรั่งก็ช่างไม่สนใจ อารมณ์ประมาณว่าเรียกเยอะไปแสดงว่าของไม่ดี คืออยากจะบอกว่า มันอร่อยมากเลยนะยู แล้วก็ไม่ได้แพงเวอร์ด้วย ก็พยายามช่วยด้วยการกินอย่างเอร็ดอร่อยรอเจ้าปูมา มองดูถนนที่มีแสงสว่างน้อยไปนิดเป็นมันเลื่อมท่ามกลางฝนปรอยๆ ฝรั่งดูหนาตากว่าที่เคยจำได้ กินเสร็จสรรพก็เดินแบกสมบัติข้ามถนนตากฝนสวยๆ กันอย่างกับมิวสิกวีดีโอ

          ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย..

 



 

          เมื่อสมาชิกที่มีกันอยู่สองคนมาครบและพบกันแล้ว ซื้อของอีกนิดหน่อย แล้วเราก็เข้าสู่ชานชาลา รถขบวนเชียงใหม่ทอดตัวยาวจนน่าอ่อนใจเมื่อพบว่าตู้ของเรานั้นอยู่ตู้เกือบปลายสุดนู่น.. เอ่อ.. เริ่มรู้สึกว่าตูคิดผิดเรื่องเต็นท์ แต่ก็ถอยไม่ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งกำลังเอาน้ำฉีดล้างฟองสบู่ตู้แอร์ระหว่างทางที่เราเดินมา แอบคุยกันว่า มันใช่เวลาล้างไหมเนี่ย รถจะออกอยู่แล้ว ป้ากับหลาน เอ้ย แอ้กับปูเดินดืบๆ มาจนถึงตู้ของเรา จริงๆ ของการรถไฟ แต่ขอตู่หน่อยเถอะ พอวางข้าวของได้ก็รู้สึกตัวเบาหวิวเลยทีเดียว

          ตู้ที่เราจะอาศัยนอนและเดินทางไปพร้อมๆ กันในคืนนี้เป็นตู้เก่าค่ะ ไม่เหมือนตู้ตอนที่ไปมาเลย์ โชคดีแอ้กับปูเลือกเตียงล่างบนคู่กันอย่างสมัครใจ เตียงบนของตู้แบบเก่านี่ ขึ้นไปแล้ว เมามากค่ะ สำหรับแอ้ แต่น้องคงไม่เป็นไรมันยังสาวอยู่ เราก็เปิดฉากกันเลยด้วยการสั่งอาหารกับเบียร์มาจัดที่โต๊ะแปลงร่างที่ไม่สมประกอบนิดๆ ของเรา (ถ้าเมาขึ้นมาก็โทษเตียงรถไฟ) คุยกัน เล่นไพ่กัน เขี่ยหมีกันไปตามเรื่อง แลกกันเขี่ยด้วย สำหรับท่านที่ไม่ได้ใช้กลุ่มโปรแกรม Line อาจจะเริ่มคิดไกล เขี่ยหมีก็คือเกมสลับให้เรียงสีชิงเจ้าแห่งความไวค่ะ บางท่านบอกว่าเล่นมากๆ หน้าจอทัชสกรีนจะเสียหมด แต่แอ้ห่วงว่าลายนิ้วมือจะเลือนหมด จำนำของไม่ได้ยามขาดแคลนซะล่ะมากกว่า ฮ่าๆ

 


 


 

          ความยากลำบากยาวนานมันเริ่มมาจากการเขี่ยหมีนี่แหละ

          ก่อนนอน เดินวนๆ หาปลั๊กชาร์จมือถือ ได้กันมาคนละห้านาทีสิบนาทีเพราะปลั๊กอยู่ไกลถึงหน้าห้องน้ำ และพี่ๆ เจ้าหน้าที่ย้ำเตือนว่า ถึงจะเลือกขึ้นรถแอร์ที่ราคาเกือบพันบาท รถจะแล่นกระฉึกกระฉักปู๊นๆ อยู่ ก็อย่าได้วางใจทิ้งมือถือไว้ตามลำพัง มันจะหนีไปอยู่กับคนอื่น ร้องไห้กันมาหลายรายแล้ว สำหรับโจร มันเสียแปดร้อย ได้ไอโฟนคุณเครื่องหนึ่ง มันคุ้มนะครับ เออ ก็จริงของพี่เขา

          เมาท์เพื่อนร่วมทางก่อนนอนสักนิด สองหนุ่มที่เล่นเอาแอ้กับปูฮาจนเอามาแซวได้อีกนาน สมมตินะสมมติ สมมติว่าน้องเขาได้มาอ่านบล็อกแอ้ พี่ขอโทษ แต่มันโดนต่อมฮาของพี่จริงๆ

          ระหว่างรอชาร์จโน๊ตแปดเอาไว้เขี่ยหมีก่อนนอน แอ้ไปรับลมธรรมชาติที่นอกตู้แอร์จุดเชื่อมระหว่างตู้ถึงตู้ จุดซึ่งเสียงดังโครมครามและไม่ค่อยปลอดภัยนัก แอ้นั่งที่บันไดด้านซ้าย มองดูเงาดำและแสงไฟวอบแวบผ่านไปด้านหลัง อากาศโคตรดี มีสองหนุ่มมายืนเท่ห์จับจองบันไดด้านขวา ทั้งสองทอดตามองออกไปนอกรถแล้วคุยกันด้วยเสียงหนักแน่น..

          "มึงรู้สึกถึงชีวิตไหมวะ ตอนที่รถไฟวิ่งไปแล้วทิ้งเมืองกรุงไว้เบื้องหลัง.." แอ้จำได้ไม่แม่นเพราะมัวแต่ตะลึง แบบว่าเฮ้ย นี่บทสนทนาหรือกวีส่งประกวดซีไรท์วะเนี่ย เล่าให้ปูฟังเสร็จ.. แล้วก็ฮากันดับดิ้น

          "ปู.. รู้สึกถึงชีวิตไหมวะ?"

 


 

 

          เสียงล้อเหล็กแล่นผ่านรางเหล็กอยู่กับเรายาวนานจนชินและหลับเพลิน ตอนเช้ารู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเรียกขายน้ำส้มสดใหม่ เฟรชอ๊อเร่นจุ้ยส์ ของพี่ๆ พนักงานตู้เสบียงเดินบอกฝรั่งแต่ละตู้ตอนหกโมงเช้า โอ้แม่เจ้าเช้ามาก เราสองคนสั่งอาหารไว้แล้วตั้งแต่ตอนค่ำ แอ้พยายามนอนต่อแต่เห็นผ้าม่านไหวๆ เหมือนปูตื่น คือถ้าปูตื่นแล้วแอ้หลับต่อเนี่ย ปูมันจะไม่มีที่นั่ง ก็เลยลุกขึ้นมานั่งรอดูว่าน้องตื่นรึเปล่า ปรากฏว่าไม่ แอ้ล้มตัวลงจะนอนต่อ แต่พี่ตู้เสบียงอันบ้าพลังได้คะยั้นคะยอจะนำอาหารเช้ามาส่งครับ ไอ้ที่กะจะนอนยาวๆ ก็เลยกลายเป็นต้องตื่นจริงๆ

          อากาศตอนเช้าในเมืองเหนือเย็นสบาย ทิวทัศน์โล่งๆ ปรากฏกับสายตาเรื่อยๆ ท้องนาเขียวขจีค่อยๆ คล้อยผ่านไปเบื้องหลัง เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงชีวิต.. อุ๊บส์.. แซวอีกแล้ว

 



 

          ตอนปูตื่น ผู้คนราว ๗๐% ก็ตื่นมาแย่งกันใช้ห้องน้ำกับอ่างแปรงฟันพร้อมๆ กัน ฝรั่งที่ยังนอนอุตุต้องมีปลายทางเป็นเชียงใหม่อย่างแน่นอน พี่เจ้าหน้าที่คงรู้เพราะไม่เรียกไม่ปลุกเก็บเตียงปล่อยให้นอนค้างอยู่บนหิ้งแบบนั้นแหละ เราผลัดกันชาร์จแบตอีกหน่อยแล้วก็เสียสละให้ฝรั่งชาร์จบ้าง เพราะมันคงสำคัญกับเขามากกว่าเรา (ที่เติมแบตไว้เขี่ยหมี เล่นแคนดี้ครัช แล้วก็อัพอินสตาแกรม) เมื่อมหกรรมกินอาหารบนเตียงดูหรูหราราวคุณหนูได้ผ่านไป กิจกรรมเก็บเตียงได้จบลง เรานั่งรอจุดหมายของเราที่กำลังมาถึง พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าสถานีขุนตาลนั้นชานชลาสั้น ตู้ของเราจะไม่ตรงกับชานชลา นับนิ้วแล้วก็บอกว่าให้เดินไปตู้เสบียงเพื่อจะได้ลงแบบปลอดภัย

          ครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาที่กะว่าจะถึงที่หมาย เราอุ้ยอ้ายแบกสมบัติ เดินข้ามตู้รถไฟที่แตกต่างกัน ๕ ตู้ไปยังตู้เสบียง ความอนาถไม่ต้องพูดถึง ของหนัก ชิ้นโต พะรุงพะรัง กับรถไฟที่ไหวๆ ตลอดเวลาและช่องทางเดินที่แคบช่วงประตูและรอยต่อระหว่างตู้ เต็นท์อยู่บนไหล่ไม่ได้เพราะบวกกับความหนาของคนแล้วทางมันไม่พอเดิน ต้องกอดเอาไว้ด้านหน้าในแนวดิ่ง

          พอไปถึงตู้เสบียงเขาบอกว่า อีกนานเลยกว่าจะถึง ทำไมรีบเดินมา บร๊ะ!!

 



 

          พี่เจ้าหน้าที่ผู้อารีท่านหนึ่งส่งเราเข้าไปนั่งในตู้นอนแบบเคบินเตียงสองชั้น สองเตียงในห้องเดียวกัน ที่แกบอกว่าคนเขาซื้อตั๋วแล้วไม่ได้ขึ้น หรือยังไงนี่แหละ เราเข้าไปนั่งเจี๋ยมเจี้ยม เพราะยังมีคนหลับอยู่ในเตียงสองชั้นอีกด้าน ตู้รถไฟตู้นั้นหรูหรากว่าที่เราโดยสารแบบคนละเรื่องกันเลย พอมารู้ว่านั่นราคาเดียวกันแล้วเกิดริษยาขึ้นมาตะหงิดๆ

          รถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาล มืดมิด ยาวนาน เพราะเป็นอุโมงค์ที่มีความยาวมากถึง ๑,๓๕๒.๑๕ ม. และรถต้องชะลอความเร็วเข้าเทียบชานชลาทันทีที่โผล่ออกจากปากอุโมงค์อีกด้านด้วย แอ้ไปยืนเกาะที่บันไดอีกแล้ว อยากสัมผัสถึงกลิ่นอับๆ ชื้นๆ ของอุโมงค์ และอยากเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ค่อยๆ เจิดจ้าและทุกอย่างก็ขาวโพลนไปชั่วขณะหนึ่ง

 



</