แอ้ View my profile

๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗

 บทความด้านล่างเขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ เขียนเสร็จแล้วแต่ไม่ Publish ด้วยงานเอยอะไรเอยรุมเร้า.. แต่มีอีกเหตุผลคือช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นบล็อกเดี้ยงบ่อยมากๆ มากจนหมดแรงจะอัพแล้วล่ะค่ะ ถ้ามันจะยากขนาดนั้น แอ้เลยไม่คลิกเข้ามาใน exteen เลย และคิดหาทางเคลื่อนย้ายไปบ้านใหม่ ที่ชีวิตไม่ยากนัก 


เวลาที่ผ่านมา แอ้ยังเที่ยวหัวหกก้นขวิด ยังเป็นคนเดิมๆ เลย แต่ไม่ไม่ได้เล่าเรื่องให้ใครฟังนอกจากทางบทสนทนา หลายๆ ครั้งก็แอบเสียดาย แต่ก็ไม่ว่างพอจะเริ่ม แต่อาทิตย์ที่แล้ว น้องที่ทำงานขออ่านเรื่องเก่าๆ (และเรื่องใหม่ที่เขียนแบบ offline เก็บไว้เล่นๆ) น้องบอกว่า ทำไมไม่กลับไปเขียนบล็อกอีก คนอื่นจะได้อ่านเรื่องสนุกๆ 

 

แอ้เลยกลับมา Publish ทริปนี้ให้ได้อ่านกัน.. 

ถ้าใครยังจำกันได้ คิดถึงกัน ก็ทักทายกันมาได้นะคะ ส่วนจะกลับมาเขียนต่อเนื่องเหมือนเดิมไหม ขอคิดดูก่อนจริงๆ เพราะว่าเข้ามาวันนี้ก็ยังพบความลำบากนิดหน่อย (ทำไมเปิดหน้าหลักของบล็อกตัวเองและเพื่อนๆ ไม่ได้เลย งงค่ะ ใช้ Chrome นะ ต้องเข้า exteen.com แล้วค่อยกดจากลิงค์) 

แต่ถ้าเว็บยังอยู่ เรื่องที่แอ้เล่าเอาไว้ก็จะยังคงอยู่ในนี้ค่ะ การเดินทางยังทอดยาว และเรื่องราวยังกระซิบเล่า ถ้าคุณสนใจจะออกเดินทางไปด้วยกันผ่านตัวหนังสือและภาพถ่ายฝีมือสมัครเล่น..

 

หมายเหตุ สำหรับบทความด้านล่าง
  - ปีที่แล้วยังไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีคนข่มขืนและฆ่าเด็กน้อยบนรถไฟ ทริปนี้แอ้ไปตู้นอนแบบนั้นเลยค่ะ

  - ปีที่แล้วเราฮิตเล่น Line Pop ค่ะ และเกมเศรษฐียังคงเป็นแค่เกมกระดานไว้เล่นแก้เบื่อเวลาไม่มีอะไรทำ

  - ปีนี้ปูไม่อยู่ไทย แอ้ห่อเหี่ยว แร้นแค้นจินตนาการมาก เฝ้ารอเวลาที่นางจะกลับมา แบบยืนรอท่าน้ำทุกวันไรงี้ พี่ปูขาาาาาาาา

  - กล่าวไว้ถึงรอยแผลเป็นจากยุงกัดในทริปนั้น ว่าจะอยู่ไปหนึ่งปี ลองดูตามขา ก็เห็นแต่รอยจากทริปใหม่ๆ นะ แสดงว่าถึงจะโดนสกรัมยังไง ภายในปีนึงมันก็ยังคงจะจากเราไปอยู่ดี

 

--------------------------------------------------------

--------------------------------------------------------

๑๗ กันยายน ๒๕๕๖


          ผ่านเดือนสิงหาคมมาแล้ว ปีนี้แอ้อายุเต็ม ๓๔ ในวัยนี้หลายๆ คนคงมีครอบครัว สร้างฐานะ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถคันที่สอง ส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ

          แอ้ยังเป็นนักเดินทางอยู่เลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองเพิ่งพ้นวัยรุ่นมาได้ไม่นาน โดยสังขารแล้วความเจ็บป่วยมันเตือนเราอยู่เสมอแหละว่า เราปูนไหน แต่ด้วยใจ ขอบอกว่ายังแว้นไม่แพ้เมื่อหลายปีก่อน หรืออาจจะหนักกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ เพราะไม่ค่อยจะเกรงจะกลัวอะไรแล้วเดี๋ยวนี้ ทำนองว่ากร้านโลก ฮ่าๆๆ

          เกือบสองปีก่อนแอ้กับปูเคยไปเที่ยวลำปางภายในเสาร์-อาทิตย์แบบได้เรื่องได้ราวกันเลยแหละ ปีนี้ต้นปีแอ้สารภาพตามตรงว่าจัดหนักไปหน่อย  เงินทองร่อยหรอยังพองอกบ้าง วันลาหมดนี่สิสลดใจ ด้วยมาตรฐานเที่ยวอย่างเปิดเผย จึงไม่อาจเนียนลาป่วยเพื่อไปเที่ยวได้ วันหยุดประจำปีกับวันลาพักร้อนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแอ้มาก แล้วทีนี้พักร้อนมันหมด วันหยุดประจำปีรึก็คร่อมๆ ฟันหลอๆ แต่ไอ้ความอยากมันไม่เคยหมด เราเลยต้องออกไปสู่โลกกว้างกันแบบแว้บๆ จะไปไหนกันดีล่ะ นึกถึงลำปางขึ้นมาได้ ย้อนรอยเท้าตัวเองกันหน่อยเป็นไร

          แอ้กับปูนับทริปที่เคยเดินทางกันมาได้สิบกว่าครั้ง เกือบยี่่สิบครั้งเข้าไปแล้ว (บ้าบอเนอะ) ว่ากันแบบตรงๆ ถ้าเป็นต่างเพศกันก็คงจะได้กันไปนานแล้ว ฮ่าๆๆ ตอนสงกรานต์เรามีทริปรถไฟทะลุใต้ ซึ่งว่าจะเล่าแต่ยังเขียนไม่เสร็จ นึกอยากไปลำปางทางรถไฟดู หลายปีก่อนแอ้เคยต้องไปเคลียร์งานที่เชียงใหม่นานๆ ครั้ง บริษัทขี้เหนียวเกินกว่าจะให้บินไป ก็จะมีงบสำหรับรถไฟตู้นอนแอร์ให้ จำได้ว่ารถไฟขบวนบ่ายๆ เย็นๆ จะไปถึงขุนตาลแต่เช้าตรู่ ตื่นและลุกจากเตียงพร้อมกับเสียงกระฉึกกระฉักของรถไฟที่กล่อมนอนมาทั้งคืน โต๋เต๋โซเซไปตู้เสบียง พออาหารเช้าร้อนๆ มาเสิร์ฟปั๊บ ก็จะถึงขุนตาลพอดี จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้รู้จักกับสถานีรถไฟแห่งนี้ ป่าเขียว และหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือยอดไม้ อากาศเย็นชื้น สถานีมีหมาเยอะมาก ตู้เสบียงจะเก็บเศษอาหารไว้ และเทให้พวกหมาขุนตาลกินเป็นเบรคฟาสต์

          เอาวะ ไปมันเส้นนี้แหละ ไปนอนขุนตาลซักคืนแล้วเข้าลำปาง

 

          คิดง่ายๆ ตอนแรก แล้วไปขยายผลว่าไม่อยากเสียตังค์เยอะ แบบว่าจน ก็เลยจะแบกเต็นท์ไปกางเองว่ะเฮ้ย เต็นท์หลังปัจจุบันที่แอ้ใช้คือหลังที่แบกไปนอนช่องเย็น ใหญ่มาก นอนสามคนไม่เบียดกัน แล้วมีกระบังหน้าให้นั่งเล่นยามค่ำคืนไม่ต้องเปียกน้ำค้างด้วย เรียกว่าออพชั่นสวยถูกใจเป็นบ้านเดี่ยวหลังน้อยพร้อมระเบียงจิบกาแฟหน้าบ้านกันเลยล่ะ แต่ปัญหาคือน้ำหนักของมันมากถึง ๘ กก. แอ้ลังเลกับทางเลือกนี้อยู่นานหลายตลบ หนักนะ แต่ไม่ได้หิ้วเดินนี่ ในเน็ตบอกว่า จากสถานีก็เรียกวินมอเตอร์ไซค์เอาได้..

          งั้นไหนๆ ก็เต็นท์ละ เอาเตาสนามไปเลยแล้วกัน

          วันศุกร์แบกปัจจัยสี่มาทำงาน อาจดูแปลกถ้าเป็นคนอื่น แต่สำหรับนักเดินทางคนนี้ เพื่อนฝูงรู้ดีกันอยู่แล้ว เลิกงานก็ตรงไปยังรถไฟฟ้าอย่างทุลักทุเล เนื่องด้วยสัมภาระมันเยอะ ทุกวันนี้กรุงเทพฯ รถติดขึ้นสองร้อยเปอร์เซนต์ แม้จะรู้ว่าสถานี MRT หัวลำโพงน่ะ ต้องเดินใต้ดินยาวพอสมควร แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงขึ้นแท็กซี่ ขณะเดินแบกของอยู่ใต้พื้นดินนั้น ก็บอกกับตัวเองว่า เอาวะ ก็แค่ตรงนี้แหละ จากนี้ไปก็จะไม่ต้องแบกยาวๆ แล้ว..

          ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย.. ซีนนี้ขอเพลงนี้เป็นซาวด์แทรคแล้วกันนะ

          นานๆ มาหัวลำโพงที แวะกินร้านฮ่องกงนู้ดเดิ้ลร้านโปรด ซึ่งเด็กขยันเรียกแขกโดยเฉพาะต่างชาติมาก แต่ฝรั่งก็ช่างไม่สนใจ อารมณ์ประมาณว่าเรียกเยอะไปแสดงว่าของไม่ดี คืออยากจะบอกว่า มันอร่อยมากเลยนะยู แล้วก็ไม่ได้แพงเวอร์ด้วย ก็พยายามช่วยด้วยการกินอย่างเอร็ดอร่อยรอเจ้าปูมา มองดูถนนที่มีแสงสว่างน้อยไปนิดเป็นมันเลื่อมท่ามกลางฝนปรอยๆ ฝรั่งดูหนาตากว่าที่เคยจำได้ กินเสร็จสรรพก็เดินแบกสมบัติข้ามถนนตากฝนสวยๆ กันอย่างกับมิวสิกวีดีโอ

          ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย..

 



 

          เมื่อสมาชิกที่มีกันอยู่สองคนมาครบและพบกันแล้ว ซื้อของอีกนิดหน่อย แล้วเราก็เข้าสู่ชานชาลา รถขบวนเชียงใหม่ทอดตัวยาวจนน่าอ่อนใจเมื่อพบว่าตู้ของเรานั้นอยู่ตู้เกือบปลายสุดนู่น.. เอ่อ.. เริ่มรู้สึกว่าตูคิดผิดเรื่องเต็นท์ แต่ก็ถอยไม่ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งกำลังเอาน้ำฉีดล้างฟองสบู่ตู้แอร์ระหว่างทางที่เราเดินมา แอบคุยกันว่า มันใช่เวลาล้างไหมเนี่ย รถจะออกอยู่แล้ว ป้ากับหลาน เอ้ย แอ้กับปูเดินดืบๆ มาจนถึงตู้ของเรา จริงๆ ของการรถไฟ แต่ขอตู่หน่อยเถอะ พอวางข้าวของได้ก็รู้สึกตัวเบาหวิวเลยทีเดียว

          ตู้ที่เราจะอาศัยนอนและเดินทางไปพร้อมๆ กันในคืนนี้เป็นตู้เก่าค่ะ ไม่เหมือนตู้ตอนที่ไปมาเลย์ โชคดีแอ้กับปูเลือกเตียงล่างบนคู่กันอย่างสมัครใจ เตียงบนของตู้แบบเก่านี่ ขึ้นไปแล้ว เมามากค่ะ สำหรับแอ้ แต่น้องคงไม่เป็นไรมันยังสาวอยู่ เราก็เปิดฉากกันเลยด้วยการสั่งอาหารกับเบียร์มาจัดที่โต๊ะแปลงร่างที่ไม่สมประกอบนิดๆ ของเรา (ถ้าเมาขึ้นมาก็โทษเตียงรถไฟ) คุยกัน เล่นไพ่กัน เขี่ยหมีกันไปตามเรื่อง แลกกันเขี่ยด้วย สำหรับท่านที่ไม่ได้ใช้กลุ่มโปรแกรม Line อาจจะเริ่มคิดไกล เขี่ยหมีก็คือเกมสลับให้เรียงสีชิงเจ้าแห่งความไวค่ะ บางท่านบอกว่าเล่นมากๆ หน้าจอทัชสกรีนจะเสียหมด แต่แอ้ห่วงว่าลายนิ้วมือจะเลือนหมด จำนำของไม่ได้ยามขาดแคลนซะล่ะมากกว่า ฮ่าๆ

 


 


 

          ความยากลำบากยาวนานมันเริ่มมาจากการเขี่ยหมีนี่แหละ

          ก่อนนอน เดินวนๆ หาปลั๊กชาร์จมือถือ ได้กันมาคนละห้านาทีสิบนาทีเพราะปลั๊กอยู่ไกลถึงหน้าห้องน้ำ และพี่ๆ เจ้าหน้าที่ย้ำเตือนว่า ถึงจะเลือกขึ้นรถแอร์ที่ราคาเกือบพันบาท รถจะแล่นกระฉึกกระฉักปู๊นๆ อยู่ ก็อย่าได้วางใจทิ้งมือถือไว้ตามลำพัง มันจะหนีไปอยู่กับคนอื่น ร้องไห้กันมาหลายรายแล้ว สำหรับโจร มันเสียแปดร้อย ได้ไอโฟนคุณเครื่องหนึ่ง มันคุ้มนะครับ เออ ก็จริงของพี่เขา

          เมาท์เพื่อนร่วมทางก่อนนอนสักนิด สองหนุ่มที่เล่นเอาแอ้กับปูฮาจนเอามาแซวได้อีกนาน สมมตินะสมมติ สมมติว่าน้องเขาได้มาอ่านบล็อกแอ้ พี่ขอโทษ แต่มันโดนต่อมฮาของพี่จริงๆ

          ระหว่างรอชาร์จโน๊ตแปดเอาไว้เขี่ยหมีก่อนนอน แอ้ไปรับลมธรรมชาติที่นอกตู้แอร์จุดเชื่อมระหว่างตู้ถึงตู้ จุดซึ่งเสียงดังโครมครามและไม่ค่อยปลอดภัยนัก แอ้นั่งที่บันไดด้านซ้าย มองดูเงาดำและแสงไฟวอบแวบผ่านไปด้านหลัง อากาศโคตรดี มีสองหนุ่มมายืนเท่ห์จับจองบันไดด้านขวา ทั้งสองทอดตามองออกไปนอกรถแล้วคุยกันด้วยเสียงหนักแน่น..

          "มึงรู้สึกถึงชีวิตไหมวะ ตอนที่รถไฟวิ่งไปแล้วทิ้งเมืองกรุงไว้เบื้องหลัง.." แอ้จำได้ไม่แม่นเพราะมัวแต่ตะลึง แบบว่าเฮ้ย นี่บทสนทนาหรือกวีส่งประกวดซีไรท์วะเนี่ย เล่าให้ปูฟังเสร็จ.. แล้วก็ฮากันดับดิ้น

          "ปู.. รู้สึกถึงชีวิตไหมวะ?"

 


 

 

          เสียงล้อเหล็กแล่นผ่านรางเหล็กอยู่กับเรายาวนานจนชินและหลับเพลิน ตอนเช้ารู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเรียกขายน้ำส้มสดใหม่ เฟรชอ๊อเร่นจุ้ยส์ ของพี่ๆ พนักงานตู้เสบียงเดินบอกฝรั่งแต่ละตู้ตอนหกโมงเช้า โอ้แม่เจ้าเช้ามาก เราสองคนสั่งอาหารไว้แล้วตั้งแต่ตอนค่ำ แอ้พยายามนอนต่อแต่เห็นผ้าม่านไหวๆ เหมือนปูตื่น คือถ้าปูตื่นแล้วแอ้หลับต่อเนี่ย ปูมันจะไม่มีที่นั่ง ก็เลยลุกขึ้นมานั่งรอดูว่าน้องตื่นรึเปล่า ปรากฏว่าไม่ แอ้ล้มตัวลงจะนอนต่อ แต่พี่ตู้เสบียงอันบ้าพลังได้คะยั้นคะยอจะนำอาหารเช้ามาส่งครับ ไอ้ที่กะจะนอนยาวๆ ก็เลยกลายเป็นต้องตื่นจริงๆ

          อากาศตอนเช้าในเมืองเหนือเย็นสบาย ทิวทัศน์โล่งๆ ปรากฏกับสายตาเรื่อยๆ ท้องนาเขียวขจีค่อยๆ คล้อยผ่านไปเบื้องหลัง เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงชีวิต.. อุ๊บส์.. แซวอีกแล้ว

 



 

          ตอนปูตื่น ผู้คนราว ๗๐% ก็ตื่นมาแย่งกันใช้ห้องน้ำกับอ่างแปรงฟันพร้อมๆ กัน ฝรั่งที่ยังนอนอุตุต้องมีปลายทางเป็นเชียงใหม่อย่างแน่นอน พี่เจ้าหน้าที่คงรู้เพราะไม่เรียกไม่ปลุกเก็บเตียงปล่อยให้นอนค้างอยู่บนหิ้งแบบนั้นแหละ เราผลัดกันชาร์จแบตอีกหน่อยแล้วก็เสียสละให้ฝรั่งชาร์จบ้าง เพราะมันคงสำคัญกับเขามากกว่าเรา (ที่เติมแบตไว้เขี่ยหมี เล่นแคนดี้ครัช แล้วก็อัพอินสตาแกรม) เมื่อมหกรรมกินอาหารบนเตียงดูหรูหราราวคุณหนูได้ผ่านไป กิจกรรมเก็บเตียงได้จบลง เรานั่งรอจุดหมายของเราที่กำลังมาถึง พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าสถานีขุนตาลนั้นชานชลาสั้น ตู้ของเราจะไม่ตรงกับชานชลา นับนิ้วแล้วก็บอกว่าให้เดินไปตู้เสบียงเพื่อจะได้ลงแบบปลอดภัย

          ครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาที่กะว่าจะถึงที่หมาย เราอุ้ยอ้ายแบกสมบัติ เดินข้ามตู้รถไฟที่แตกต่างกัน ๕ ตู้ไปยังตู้เสบียง ความอนาถไม่ต้องพูดถึง ของหนัก ชิ้นโต พะรุงพะรัง กับรถไฟที่ไหวๆ ตลอดเวลาและช่องทางเดินที่แคบช่วงประตูและรอยต่อระหว่างตู้ เต็นท์อยู่บนไหล่ไม่ได้เพราะบวกกับความหนาของคนแล้วทางมันไม่พอเดิน ต้องกอดเอาไว้ด้านหน้าในแนวดิ่ง

          พอไปถึงตู้เสบียงเขาบอกว่า อีกนานเลยกว่าจะถึง ทำไมรีบเดินมา บร๊ะ!!

 



 

          พี่เจ้าหน้าที่ผู้อารีท่านหนึ่งส่งเราเข้าไปนั่งในตู้นอนแบบเคบินเตียงสองชั้น สองเตียงในห้องเดียวกัน ที่แกบอกว่าคนเขาซื้อตั๋วแล้วไม่ได้ขึ้น หรือยังไงนี่แหละ เราเข้าไปนั่งเจี๋ยมเจี้ยม เพราะยังมีคนหลับอยู่ในเตียงสองชั้นอีกด้าน ตู้รถไฟตู้นั้นหรูหรากว่าที่เราโดยสารแบบคนละเรื่องกันเลย พอมารู้ว่านั่นราคาเดียวกันแล้วเกิดริษยาขึ้นมาตะหงิดๆ

          รถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาล มืดมิด ยาวนาน เพราะเป็นอุโมงค์ที่มีความยาวมากถึง ๑,๓๕๒.๑๕ ม. และรถต้องชะลอความเร็วเข้าเทียบชานชลาทันทีที่โผล่ออกจากปากอุโมงค์อีกด้านด้วย แอ้ไปยืนเกาะที่บันไดอีกแล้ว อยากสัมผัสถึงกลิ่นอับๆ ชื้นๆ ของอุโมงค์ และอยากเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ค่อยๆ เจิดจ้าและทุกอย่างก็ขาวโพลนไปชั่วขณะหนึ่ง

 



 

 

          ที่สถานีขุนตาล มีเราสองคนกับสมบัติบ้าเท่านั้นที่ลงจากรถขบวนนั้นมา ฝรั่งสองสามคนชูกล้องถ่ายรูปเรากับสถานีอันโดดเดี่ยวในซอกเขา เราวางกระเป๋าและชูกล้องถ่ายรูปเขาตัวเล็กจิ๋วในรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป หลังจากกระดี๊กระด๊าบันทึกภาพเสร็จ แอ้สังเกตว่า หมาน้อยลงกว่าที่เคยจำได้อย่างเห็นได้ชัด สถานีกำลังมีช่างมาปูกระเบื้อง อุปกรณ์และวัสดุเรียงราย ช่างสามสี่คนเดินไปเดินมา ก้มหน้าก้มตาขึงเอ็นหมายระดับพื้น กวาดตาไปเห็นแต่ร้านขายของชำกับตู้กระจกที่แสดงว่ามีอาหารตามสั่ง แต่ตู้ว่างเปล่า

          ไม่มีมอเตอร์ไซค์วิน ไม่มีร่องรอยของการมีวินมอเตอร์ไซค์ที่นี่

          เชี่ยละไง.. เรามองซ้ายมองขวาแล้วเอาของไปวางบนม้านั่งต่อจากกองอุปกรณ์งานกระเบื้อง สอบถามเจ้าหน้าที่ที่สถานีว่าไปอุทยานขุนตาลได้อย่างไร แกบอกเดินขึ้นเขาไปสองกิโล.. เหยดดด.. ไม่นะคะ ไม่ค่ะ

          หลีกหนีความจริงกันดื้อๆ ด้วยการเดินตัวเบาไปที่อุโมงค์ ถ่ายภาพ ปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศ ทางขึ้นอุทยานมีป้ายเห็นเด่นชัด เป็นบันไดชัน ตรงนี้เขียนไว้ว่า ๑.๖ ก.ม. คือไม่ได้ดีขึ้นเลย ยังไงก็ต้องเดินขึ้นเขาหรือนี่ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มน้อย โดดเด้งดี๊ด๊าถ่ายรูปเล่นกัน พยายามถามว่าน้องจะขึ้นอุทยานไหม อยากถามว่า พาพวกป้าเอ้ยพี่ ขึ้นไปด้วยได้ไหม แต่น้องๆ ตอบเหมือนกับว่า ไม่ได้ขึ้นอุทยาน ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ

 

 

          เราถ่วงเวลากันอีกนิดด้วยการหาอาหาร ตู้ว่างเปล่าที่ร้านขายของชำหมายถึงวันนี้ไม่ทำอาหารจริงด้วย ป้าแกโทร.เรียกไก่ย่างรถไฟมาให้ เราซื้อไก่ย่างข้าวเหนียวสำหรับตรงนั้นและหมูยอกับไส้อั่วสำหรับหั่นใส่มาม่ามื้อเย็น.. ใช่แล้ว เรากินไส้อั่วกับมาม่าได้ด้วย เราซื้อของกินของใช้หลายอย่างจากป้าร้านของชำแล้วบอกว่า ต้องการมอเตอร์ไซค์หรือพาหนะอื่นใดที่จะขึ้นไปบนอุทยานโดยไม่ต้องออกแรงเอง หมาหูกางหน้าเหมือนปรมาจารย์โยดามาพัวพันกับเราไม่ได้ห่างเพื่อขอส่วนแบ่งไก่ นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นท่านโยดาเราไม่แบ่งให้แน่ ของยิ่งขาดแคลนอยู่

          กินเสร็จ พักผ่อนตามสบาย รถมอเตอร์ไซค์กับหนุ่มน้อยร่างบางก็มาถึงด้วยสนนราคารอบละ ๑๐๐ บาท แอ้โดนก่อนเลยรอบแรก น้องจะเอาเต็นท์ไปถือให้แต่มันหนักเกินแกจะขับรถไม่ได้ แอ้เลยถือเอง ทางรถ ๒ กม. สั้นนิดเดียวแต่ทั้งโค้งทั้งชันบัดซบ เราจะไม่เล่าถึงดีเทล แต่เอาเป็นว่าเกิดมาในชีวิต ๓๔ ปี ไม่เคยมีความรู้สึกหวาดเสียวกลัวจะหกล้มหน้าตาแหกเท่าวันนั้นมาก่อนเลยค่ะ

          ระหว่างรอปูขึ้นมา แอ้จัดการติดต่อเจ้าหน้าที่คุยเสร็จสรรพด้วยความคุ้นเคยกับระบบของอุทยานแห่งชาติในบ้านเรา ซึ่งก็เหมือนๆ กันแหละ บนนั้นไม่มีนักท่องเที่ยวอื่น เลือกที่กางเต็นท์ซะติดกับจุดชมวิวกันเลยทีเดียว มีเหตุผลที่ควรคือมันเป็นเนินเล็กน้อย บริเวณที่ลุ่มน้ำแฉะแทบทั้งหมด เรามีแต่เต็นท์มาหลังเดียวด้วยความเกรียน จะไม่เอามาเขาก็มีให้เช่า เราตกลงเช่าเบาะปูนอนเพิ่มและพี่เจ้าหน้าที่ให้ยืมผ้าใบปูรองพื้นก่อนกางเต็นท์อีกที

          การกางเต็นท์เป็นเรื่องสนุกเสมอ เราสองคนง่วนๆ อยู่พักใหญ่ บ้านเราก็เรียบร้อย แต่งโน่นเติมนี่ ขึงด้วยสมอบกให้แน่น ปูแบกอูคูเลเล่ตัวน้อยมาด้วย ผลัดกันเล่นป๊องแป๊ง ผลัดกันอาบน้ำ มันไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมาย เพราะเราไม่ได้กะจะมาทำอะไร เราแค่อยากมาพักสมอง ดูฟ้าดูป่าดูนกไปตามเรื่อง กิจกรรมก็เลยงงๆ วนเวียนระหว่าง อูคูเลเล่, เขี่ยหมี, ถ่ายรูป, ชาร์จแบต, นั่งคุย, เขี่ยแคนดี้อีกทีแล้วกลับไปเขี่ยหมีเพราะหัวใจหมด อะไรทำนองนั้น

 




 

          เฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนแบบมีนัยยะสำคัญ ทำให้แอ้ได้รู้ว่าเพิ่งมีรถไฟตกรางใกล้ๆ นี่เอง เมื่อไม่กี่วันก่อนเรามา และที่เราผ่านมาได้นั้นเพราะเขาซ่อมชั่วคราว และมีแผนจะปิดซ่อมเป็นระยะยาวในไม่ช้า ฟิ้ว.. โชคดีจริงๆ ที่ได้มาเที่ยวก่อนและโชคดีที่ไม่ได้บอกที่บ้านด้วยว่าจะมาขุนตาล ไม่งั้นพอเปิดทีวีดูคงได้โทร.มาจ้าละหวั่น นี่แหละผลประโยชน์ของการไปไหนไม่บอก บอกทีหลัง อุอุอุ..

 



           แดดเริ่มอ่อนลง นกป่าร้องจุ๊กๆ จิ๊กๆ จั๊กจั่นกรีดปีกนานๆ ที นักท่องเที่ยวขาจรที่มองเต็นท์เราแบบงงๆ ได้จากไปหมดแล้ว อีเด็กวัยรุ่นแก๊งนั้นก็ขึ้นมาเที่ยวบนนี้ด้วย เราตั้งวงร้องเพลงกันสองคนที่จุดชมวิว ข้อดีของการใช้โน้ตแปดคือมันใหญ่พอที่เราจะหาคอร์ดในเน็ตแล้วเอามาดูไปเล่นไปได้ทันที ก่อนความมืดจะมาถึงเราหุงหามาม่ากินกับหมูยอไส้อั่วและไข่ลวกออนเซ็น ไข่สวยมาก แต่ตอนตักให้ปูดันทำแตกแต่ปูบอกไม่เป็นไร แต่แอ้รู้สึกผิด เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นนะ คือต้มดีแล้ว แต่ทำแตกเลยรู้สึกผิด สมัยก่อนนี่ไหม้บ้าง ปิ้งจนระเบิดบ้าง แพ็คนึงได้กินลูกเดียวยังไม่รู้สึกอะไร เฉยมากๆ กินยังไม่ทันเสร็จดี กองทัพมดก็บุกมา ดีว่าเรามานั่งกินเก๋ๆ กันที่โต๊ะชุดที่ห่างเต็นท์พอสมควร ถือเป็นการล่อศัตรูให้ไปไกลถ้ำเรา

 


 

 

          ตอนนั้นสัมผัสได้เลยว่า ด้วยความที่เป็นหน้าโลว์ ของอุทยานที่โดยปกติคนน้อยอยู่แล้ว หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นนักเดินทางแค่สองคนตรงนั้น (เขามีลานกางเต็นท์อื่นอีกลึกเข้าไป แต่แอ้ไม่คิดว่าจะไม่ใครอื่นมาค้างในคืนนั้นเพราะมันเงียบเหลือเกิน) มันทำให้เป็นเป้าของสัตว์ตัวเบียดเบียนทั้งหลายอย่างเด่นชัด เราเริ่มโดนยุงสกรัมกันแล้ว แต่ไม่รู้สึก ทำตัวสบายเหมือนบ้าน ใส่กางเกงขาสั้นเดินไปเดินมา ปูเอายากันยุงฉีดขา แต่แอ้ชิวกว่า กะว่าเดี๋ยวก่อนฉีดตอนค่ำ

          วันนั้นไลน์ป๊อบหรือเกมเขี่ยหมีของเราแจกไอเท็มฟรีตั้งแต่หกโมงถึงสองทุ่มหรือยังไงเนี่ยแหละ โห.. เขี่ยมันมาก เก็บอุปกรณ์หุงหาอาหารเสร็จเราก็ไปนั่งเขี่ยหมีกันที่จุดชมวิว พี่ๆ เจ้าหน้าที่เลิกงานล็อคออฟฟิศกันไปหมดแล้ว แอ้ไปสำรวจเจอปลั๊กไฟแบบ ๓ เต้ารับในที่เปิดโล่งตรงจุดที่เป็นร้านอาหารเข้า เราเลยเปิดเสียงเล่นกันแบบไม่กลัวแบตหมด ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบงันของยามพลบค่ำ มีเสียง ป๊อบ ป๊อบ แบร๊ว เอ๊กสะเล่น เกรรรท ! ขับขานคลออยู่เป็นระยะ

          ท่านผู้รักธรรมชาติอาจจะขยับคีย์บอร์ดจะเขียนด่าอิฉัน ในโลกอุดมคติ ผู้นิยมไพรนั่งพริ้มตาที่ราวป่าปล่อยให้สายลมหอบเอาละอองเกสรแห่งพืชพันธุ์มาระแก้ม (มึงรู้สึกถึงชีวิตไหมวะไอ้ทิด?) แต่ในโลกจริง วันนี้ไลน์ป๊อบมันแจกไอเท็ม เราสองคนกินข้าวเสร็จ จัดการเก็บจัดสถานที่ของเราเรียบร้อย เป็นเวลาพักผ่อนยามค่ำ สองคนแข่งกันสะอาดเลยอาบน้ำซะอีกรอบ เย้ยกันไปเย้ยกันมา ปกติไม่ค่อยถูกกับการอาบน้ำกันเท่าไหร่แต่คราวนี้จัดไปถึงสองรอบในวันเดียว นับเป็นประวัติการณ์ จากนั้นเราย้ายไปชาร์จแบต พร้อมเล่นไลน์ป๊อบส่งท้ายก่อนหมดเวลาตอนสองทุ่ม

          ทุ่มกว่าๆ ของเมืองกรุงอาจจะยังคึกคักเหมือนเป็นน้องชายฝาแฝดที่คลอดตามหกโมงเย็นมาติดๆ แต่ทุ่มกว่าๆ บนขุนตาลเหมือนลูกหลงที่เกิดห่างจากพี่หกโมงเย็นหลายปีจนเล่นด้วยกันไม่ได้ รอบข้างมืดสนิท มีแสงไฟรางๆ จากหลอดไฟดวงน้อยบนปลายเสาที่พี่เจ้าหน้าที่เปิดไว้ให้ดวงหนึ่งใกล้เต็นท์และที่ห้องน้ำซึ่งเขาเปิดไว้ให้หลายดวง แต่เราปิดหมดเหลือด้านหน้าดวงเดียวเพราะเสียดายไฟ น้ำพุรอบเสาธงยังพ่นสายน้ำเล็กๆ ขึ้นและตกลงในบ่อสีเหมือนน้ำหมึกในความมืด ฟังเพลินๆ เป็นเสียง ป๊อบ ป๊อบ แบร๊ว ป๊อบ..  แมวขู่ครางและส่งเสียงดังเหมือนกำลังต่อสู้ แต่กลับมีเสียงมันอยู่เสียงเดียวทำเอาเราสะดุ้งโหยง

          เราเขี่ยหมีกันจนสาแก่ใจและเล่นไพ่ต่อที่ร้านอาหาร เราเกิดไอเดียว่าจะเล่นเป็นนางร้ายในทีวีกันดูไหม ตอนนั้นแอ้ยังไม่ได้ดูเดี่ยวสิบนะ แต่คือมุกเดียวกับพี่โน้ตเลย ไอ้ที่คิดอะไรก็พูดออกมา ทำหน้าทำตาให้เต็มที่ไม่มีใครรู้หรอก แค่เอียงหน้าสี่สิบห้าองศาก็พอจะปิดบังความรู้สึกในใจทั้งหมดได้แล้ว

          ค้อนควักแล้วกวักหน้าไปด้านข้าง "หึ.. ชั้นจะทิ้งอะไรดีนะระหว่างแหม่มดำ กับเจ็ดแดง ไม่ล่ะ ชั้นไม่ทิ้งแหม่มให้มันเด็ดขาด ดูก็รู้ว่ามันรออยู่ ทิ้งเจ็ดนี่ล่ะหวังว่าจะไม่ทิ้งโง่นะ" อ้าวไอ้ปูน็อคมืดเฉย เราเล่นดัมมี่กันแบบนี้ หัวเราะจนง่วงนอน เสียงน้ำพุยังคงเป็นเสียง ป๊อบ แบร๊ว ป๊อบ เบาๆ

          ในเต็นท์อันอบอุ่น แมลงบินชนเต็นท์รอบด้านอย่างหื่นกระหายในเลือดมนุษย์ แว่วเสียงรำพึงจากนางร้ายช่องเจ็ด "นี่ถ้าเราตดในเต็นท์.. หึหึ.. มันก็คงไม่รู้อะนะ"

 

          เช้าต่อมาเราตื่นในเต็นท์ เป็นการตื่นแบบที่แอ้ชอบมากๆ เลย แอ้ตื่นก่อนและออกมานั่งตากน้ำค้างที่ระเบียงหน้าบ้านแบบอินสแตนท์ของเรา แมลงติดๆ ไต่ๆ อยู่รอบเต็นท์มากมาย แอ้เริ่มรู้สึกตัวว่าโดนยุงกัดมากเกินไปตั้งแต่เย็นวาน และยังมานั่งล่อยุงให้มันกัดอีกตอนเช้า เนื่องจากตัวข้าพเจ้านี้เป็นสตรีที่ถึกที่สุดแมงป่องต่อยนี่แค่คันๆ ยาก็ไม่ต้องทาเดี๋ยวหายเองแต่ดันเสือกแพ้ยุงอย่างแรง สรุปกันเลยแล้วกันว่ากลับมาทรมานอีกหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ที่นอนหลับไม่สนิท เพราะคันจนผิวร้อนฉ่า ละเมอเกาจนเลือดติดเล็บ และตอนนี้มันก็เป็นแผลเป็นลายจุดทั้งขาแขน น่าเอ็นดูราวกับดัลเมเชี่ยนน้อยๆ - ด้วยปริมาณคอลลาเจนที่เหลือในผิวด้วยวัยปูนนี้คาดว่าแผลเป็นพวกนี้จะอยู่กับแอ้ไปอีกราวหนึ่งปีค่ะ

 




 

          อาห์.. กระบวนการของเช้าวันนั้นเราจะรวบรัดกันเลยค่ะ อาหารคือต้มโจ๊กใส่ไข่ค่ะ อร่อยมาก กินไปดูหมอกลอยจางๆ ที่ภูเขาฝั่งตรงข้ามไป มีเสียงรถไฟขบวนเช้าเข้าอุโมงค์ เสียงกึกก้องในหุบเขาแต่มองหารถไฟไม่เห็น พอได้เวลาก็เก็บยุบเต็นท์กันอย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ และอาบน้ำทีหลังเก็บเต็นท์เสร็จ อันนี้สำคัญมากค่ะ เพราะตอนเก็บเต็นท์เราจะมอมไปทั้งตัว จริงๆ เราเผื่อเวลาสำหรับการเดินลงเขา แต่ด้วยหัวใจที่ยังมีหวัง แอ้ถามพี่เจ้าหน้าที่ว่าพอมีรถลงเขาบ้างหรือไม่ พี่เขาตอบอย่างเร็วว่าไม่มีครับ เราจะไม่ใช้บริการน้องมอเตอร์ไซค์แล้ว เพราะถนนมันชันมาก ขาขึ้่นเรารอดมาได้ด้วยปาฏิหาริย์ ก็ไม่ควรหวังว่าจะมีซ้ำสอง

          โอเค เราจะเดิน มันจะสักแค่ไหนเชียวกับการเดินลงเขา พร้อมแบกสมบัติ ๑๕ กก. ลูกหาบเส้นทางเดินเขาโดยทั่วไปแบกน้ำหนักที่ราวๆ คนละ ๓๐ กก. นี่ครึ่งหนึ่งของลูกหาบ ทำไมจะทำไม่ได้.. มั้ยฮึ

          ฝนตกปรอยๆ ลงมา เรากินน้ำหมดเลย กินทุกอย่างหมดเลยเหมือนพระเจ้าตากทุบหม้อข้าวตอนเข้าตีเมืองจันท์ (ไม่ได้เก่งวิชาประวัติศาสตร์หรอกนะคะ จำได้จากเพลงของน้าแอ๊ดคาราบาว) จัดกระบวนของเสียใหม่ แอ้เอาเต็นท์ไปสะพายหลัง (ซึ่งทำให้ปวดหลังต่อมาหลังจากนั้นสามสัปดาห์) กระเป๋าผ้า+กล้องสะพายหน้า และอุปกรณ์ตั้งเต็นท์ห้อยไหล่ ของปูมีกระเป๋าผ้า ถุงอาหาร กระเป๋าอูคูเลเล่กับผ้าโพกหัวกันละอองฝนลายโจ๊ะๆ กันคนละผืน กล้อง GoPro ตัวน้อยใส่กระเป๋ากางเกงไว้ จะได้เดินไปถ่ายไปได้เรื่อยๆ เอากะมันสิ จะไม่รอดอยู่รอมร่อยังห่วงบันทึกภาพ

          ทางเดินลงชันดิกเป็นทางลาดยางของถนนรถระยะหนึ่ง เราเดินกันสบายๆ พยายามไม่ทิ้งน้ำหนักลงเข่ามากเกินไป ถนนสวย และจุดหนึ่งที่โดดเด่นมากคือมีต้นไม้อยู่กลางถนน รอบโคนต้นและสองข้างทางมีมอสเขียวชอุ่ม ตรงจุดนั้นคือเราเดินจากอุทยานมาได้ราว ๔๐๐ ม. และกำลังจะแยกไปสู่ถนนสายที่เขาเขียนว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เมื่อเลี้ยวซ้ายลงไปตามป้ายบอกทาง ถนนลาดยางก็เลี้ยวขวาจากเราไป

 



 

          โอเค ทางเดินไปป่าจริงๆ ว่ะ ไม่มีบันได มีแต่ทางดินแคบๆ ที่มีร่องรอยน้ำไหลเซาะอย่างแรงตามปกติของฤดูกาล หินก้อนโตๆ โผล่เป็นระยะ และมีร่องยุบที่เกิดจากน้ำพักเอามวลทรายลอยไปมากเกินเป็นระยะ เดินยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีเต็นท์ขนาดเท่าหมาไทยอ้วนๆ ตัวหนึ่งแบกอยู่บนหลัง และมีกระเป๋าขนาดเท่าลูกหมาปั๊กเนื้อแน่นอีกใบห้อยอยู่ตรงหน้า เดินยากแสรดดด เพราะอีหมาปั๊กมันบังทาง

          ปูเล่าว่า นักเทนนิสเมื่อเวลาแข่งเขาตะโกนเสียงดังเพราะมันเป็นการเรียกพลังมาใช้ เราควรจะลองบ้าง "ฮึบ !!!" แอ้ลองตะโกนเสียงฮึบก้องป่า รู้สึกว่ายังเหนื่อยเหมือนเดิมแต่ฮาเพิ่มขึ้น ถึงกระนั้นก็เดินไปถ่ายรูปไป แถมยังร้องเพลง Leaving on a jet plane กันอีกด้วย บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ นังพวกนี้ ไม่มีใครแซงเรา และไม่มีใครสวนมา แอ้ว่าไม่มีใครเขาออกมาเดินกันตอนฝนพรำแบบนี้หรอก มีก็แต่เราสองคน

 





 

          ขณะที่เราทำระยะทางได้เกินครึ่งทางแล้วล่ะ เบื้องหน้ามีมนุษย์ผู้หนึ่ง เพศชาย กระโดดวอบแวบอยู่ตามก้อนดิน "นั่นมันอะไรวะน่ะ คนใส่สูทมาเดินป่า แม่งโคตรเซอร์เรียลอ้ะ" หนุ่มเซอร์เรียลยังคงเดินซิกแซกเข้ามา (คือโดดไปซ้ายทีขวาที ก้มๆ เงยๆ) แล้วระยะระหว่างเราก็กลายเป็นศูนย์ "หวัดดีค่ะ" "หวัดดีครับ" เราถามก่อนเลยว่า ข้างล่างอีกไกลไหม น้องบอกไม่ไกลแล้วครับ แล้วน้องทำไมใส่สูทผูกไทด์มาเดินป่าอะน้อง แล้วน้องหล่อด้วยนะ เราเริ่มแทะโลม เอ้ย.. สนทนากับน้องทันที

          น้องเป็นหนุ่มนักศึกษาผู้รักป่า เรียนเกี่ยวกับป่าไม้ แกบอกว่าแกไปงานมาเลยใส่สูทอย่างนี้ แกมีเวลาหน่อยหนึ่งเลยขี่มอเตอร์ไซค์แวะมาสำรวจพืชพันธุ์ที่ขึ้นแถบนี้ และแกจะไปปลูกป่าต่อ ตอนแรกน้องเหมือนจะเดินสวนทางขึ้นต่อไปแต่ก็เปลี่ยนใจ แกกลับลงมาและอาสาช่วยถือของ เกรงใจมากอยากปลดเต็นท์ให้น้องถือ แต่ไม่ชั่วขนาดนั้นเลยเอาย่ามใส่อุปกรณ์หุงหาอาหารให้น้องแทน ตอนนี้หนุ่มหล่อของเรา (ขอบอกว่าหล่อจริงๆ จ้ะ) นอกจากใส่สูทเดินในป่าแล้วยังสะพายย่ามปะปุที่ฮิปสุดๆ อีกด้วย อะไรมันจะเหนือจินตนาการได้ขนาดนี้

          พอลงมาถึงบริเวณรางรถไฟ หมาโยดาเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น เลยยิงมุกบอกน้องว่า นี่อาจารย์พี่เอง ปรมาจารย์โยดา น้องอึ้ง ไม่ฮาว่ะ สงสัยไม่เคยดูสตาร์วอร์ส์.. ก่อนจากกันที่ชานชลาสถานี เราถามชื่อกันเพื่อเป็นที่ระลึก น้องชื่อน้องบอม เราบอกน้องบอมว่า อนาคตของผืนป่าและชีวิตพวกเรา พี่ฝากไว้ในมือน้องบอมนะคะ แกยิ้มรับก่อนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์จากไปอย่างหล่อๆ

 



 

          งานปูกระเบื้องหน้าแคบๆ ที่ชานชลาคืบหน้าไปมากจากวันวานที่เราขึ้นเขาไป เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงถัดมาเราพบว่าเขาเพิ่งปูกระเบื้องไปได้สองแถว อะไรวะนั่น งานบิ้งนึงจะทำซักกี่วันกันเชียว แต่ก็ไม่ใช่ธุระของเราซักกะหน่อย รถไฟที่เราจะจับเข้าตัวเมืองลำปางเป็นขบวนรถท้องถิ่น เป็นรถไฟฟรีครั้งแรกที่แอ้ได้ใช้บริการ ตื่นเต้นมาก แต่ก็ยังเหลือเวลาอีกนานเกินชั่วโมงกว่ารถไฟจะมา แล้วก็ใช่ว่าจะมาตรงด้วยนะ เราไม่รู้จะไปนั่งที่ไหนเพราะตรงที่ร่มเขากองพวกกระเบื้องไว้เต็ม เลยนั่งมันที่ชานชลากลางแดด หมาโยดากับหมาสีน้ำตาลอีกตัวอยู่ที่นั่น นอนกันยืดยาว แล้วเราก็เริ่มทำสิ่งที่คลาสสิคมากๆ สิ่งหนึ่งคือเล่นอู๊คร้องเพลงมันตรงนั้นเลย

          Where have all the flowers gone? เป็นเพลงโปรดที่แอ้รักมาก (ท่อนสุดท้ายน้ำตาคลอทุกทีเพราะแอ้เป็นพวกเกลียดสงคราม) ถึงกับปริ๊นท์คอร์ดมาด้วย แต่เราปริ๊นท์คอร์ดมาไม่เยอะ เลยต้องแปลงเพลงนี้เป็นภาษาไทยด้วยแล้วร้องวนไปวนมา "เด็กสาวหายไปไหนหมด.. หายไป๊นานแล่ว.. เด็กสาวหายไปไหนหมด.. หายไปนานแสนนาน.. เด็กสาวหายไปไหนหมด ไปมีผัวกันทุกคนเลย.." แต่เพลงที่ได้รับความชื่นชมจากผู้ฟังคือเดือนเพ็ญ เพราะได้ยินเสียงผิวปากคลอๆ มาจากลานปูกระเบื้อง ส่วนหมาโยดากับหมาน้ำตาลนอนฟังเพลงกันอย่างชิว มีเคลิ้มในเพลงช้าๆ มีผงกหัวตามกับเพลงจังหวะเร็วๆ ด้วย เอากะมันสิ

          รถไฟมาแล้ว เรารวบข้าวของเรียบร้อยเพราะได้รับสัญญาณล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ที่สถานี รถไฟขบวนท้องถิ่นบรรยากาศเก่าขลังมาก เปิดแอร์ธรรมชาติรอบทิศ รถวิ่งด้วยความเร็วที่เรียกได้ว่าฉิวลงเขาเลย หลายๆ ช่วงเป็นสะพานสูงลิบลิ่ว มองผ่านป่าทึบลงไปเห็นผืนน้ำเบื้องล่าง น่าหวาดเสียวเพราะคิดอยู่ตลอดว่า ตรงไหนน้อที่พังแล้วซ่อมชั่วคราวเอาไว้.. ชะโงกไปถ่ายรูปไปไม่นานแอ้ก็หลับไปด้วยความเพลียค่ะ

          ลืมเล่าว่าตอนผ่านอุโมงค์ขุนตาลขณะที่ทุกอย่างกำลังมืดสนิท รีบเปิดแอ๊พ Flashlight ในโน้ตแปดส่องคางตัวเอง แต่เด็กที่เป็นเป้าไม่ฮาว่ะ อะไรวะเด็กเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักมุกหลอกผีสมัยป้ากันรึไงเนี่ย วุ้ย..

          อากาศค่อยๆ อบอุ่น (ร้อนนั่นแหละ) ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองลำปาง ถ้าปูไม่ปลุกแอ้หลับเลยไปยันพิดโลกแน่ แต่รถคงไม่ไปไกลขนาดนั้น พอเริ่มเห็นม้าเล็มหญ้าที่ลาดเนินของทางรถไฟ ก็แสดงว่าใกล้ถึงที่หมาย ข้าวของเยอะก็ต้องตื่นตัวหน่อย เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เราพุ่งตัวลงที่สถานีลำปางในความร้อนยามเที่ยง กำลังงงๆ เพราะเพิ่งตื่นด้วยแหละ ชายวัยกลางคนก็เดินทำหน้าขี้โกงเหมือนตัวร้ายช่องเจ็ดเข้ามาถาม "สองแถวมั้ย สองแถวมั้ย จะไปไหน" แอ้บอกว่า ไม่ๆ ค่ะ เดี๋ยวก่อน คือกะว่าจะคิดกันก่อนว่าเอาไงต่อ อีนี่ก็ถามกูจัง.. คือยังไม่รู้จะไปไหนเลย ปลดสัมภาระก่อนดีกว่าวะ "จะไปไหนล่ะ จะไปไหน" "บขส. ไกลไหมคะ" ปูถาม ตะแกรีบตอบ "โอ๊ย ไกลนะ ไกล" ไกลอะไรฉันกุ๊กเกิ้นแล้วแค่โลกว่าๆ แอ้บ่นพึมพำ "แล้วค่ารถเท่าไหร่อะคะ" แกทำหน้าขี้โกงสุดขีดแล้วตอบว่า

          "คนละยี่สิบบาท"

          สรุปว่ารถในเมืองลำปางขับวน จะไปไหนก็บอก ยี่สิบบาทเท่ากันหมดทุกคน ทุกคัน แล้วจะทำหน้าขี้โกงเพื่อ?

          ที่ บขส. เราเอากระเป๋าไปฝากที่เคาท์เตอร์ของรถที่เราจะนั่งกลับ ยี่ห้อ บขส. ๙๙๙ เลย พี่เจ้าหน้าที่อัธยาศัยดีเวอร์ แบบว่าฝากเลยน้อง พี่ก็อยู่ตรงนี้แหละ ไปเที่ยวเลยจ้ะ พี่กลับหลังรถเที่ยวของน้องออกครึ่งชั่วโมงจ้ะ เข้าห้องน้ำห้องท่าเสร็จ ปวดเมื่อยไปทั้งตัวโดยเฉพาะขาตึงเพี้ยะ เราก็กลับไปหารถสองแถวยี่สิบบาทอีกคัน และบอกให้ไปปล่อยลงตรงที่มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่า

          ชีวิตหลังจากนั้นเวิ่นเว้อค่ะ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารนัก เวลาน้อย ไม่พร้อมหลงทาง พอได้มอเตอร์ไซค์เลยไม่ได้เข้าไปวนบริเวณกาดกองต้าแต่เลือกที่จะไปวัดพระธาตุลำปางหลวงกันอีกครั้ง เข้าร้านกาแฟสองรอบ รอบแรกไม่อร่อยแต่ร้านน่านั่ง และเราแวะเพราะหาวาวีไม่เจอ หลังกลับจากวัดเราหาวาวีเจอเลยจัดไปอีกรอบ ข้าวปลาไม่ต้องกินมันล่ะ

 





 

          วัดพระธาตุลำปางหลวงวันที่ไม่ค่อยมีผู้คนสวยจัง เราเดินประทักษิณาสามรอบองค์เจดีย์ เข้าไปดูเงาพระธาตุในวิหารส่วนที่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าอย่างเคย ถ่ายรูปในมุมที่ปกติหมดสิทธิ์ถ่ายเพราะคนบัง แล้วกลับมานั่งวาวีสวยๆ พอร้านวาวีปิดก็กลับไปคืนมอเตอร์ไซค์ เห็นว่าร้านเขาเป็นร้านนวดเลยนวดกันซะ ไม่แพงด้วย อีคนนวดก็นวดไป อีคนล้างแอร์ก็ล้างมันไปตรงนั้นแหละ เอ้อ กันเองดี นวดเสร็จตัวเบา เราก็กลับมาที่ บขส. ไลน์ป๊อบยังฟรีไอเท็มอีกวัน เราเลยนั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างถนน พลางเขี่ยหมีกันอุตลุด และวันนั้นแอ้ก็ได้สร้างสถิติไลน์ป๊อบของตัวเองที่ป่านนี้ยังทำลายมันลงไม่ได้

 

 











 

          สองวันหรรษาในลำปางก็ได้จบลงพร้อมกับการเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ แต่ได้รอยแผลยุงกลับมามากมาย เภสัชกรที่แอ้ไปซื้อยามาทาให้พรว่าอาจจะเป็นมาเลเรียก็ได้ เล่นเอาลุ้นไปสองสัปดาห์เท่าระยะฟักตัวค่ะ

          ตอนนี้ปลอดภัยดีกันทั้งสองคน และกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะละทิ้งกรุงเทพฯ ไว้เบื้องหลัง..

          เสียงกวีนักเดินทางยังแว่วๆ ..

          เฮ้ย มึงรู้สึกถึงชีวิตไหมวะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

@doublewinwin04 สวัสดีค่า.. กลับมาทำงานทันเสมอเลยค่ะ ยกเว้นมีครั้งสองครั้งที่ติดอยู่บนเขา กับติดอยู่กลางทะเล ก็สิ้นเปลืองวันลาพักร้อนกันไป question
จะพยายาม นำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ แม้ว่าเว็บจะเดี้ยงๆ บางทีก็หงุดหงิดๆ แต่ถ้าจะย้ายบ้านจริงจังยังไง จะมาบอกกล่าวค่า confused smile

#8 By แอ้ on 2014-08-31 08:04

ใช้เวลาได้คุ้มจังครับ (กลับมาทันทำงานไหมนะ ^^)

ทริปสนุกของสองสาว ที่พานพบชายหนุ่มที่ค้นหาความหมายของชีวิต หนุ่มน้อยความหวังของผืนป่าไทย และชายหน้าเจ้าเล่ห์แต่ซื่อตรง

ทริปเขี่ยหมี ที่อ่านสนุก เหมือนได้เดินแบกหมาพันธุ์ปั๊กอยู่ข้างๆ

ลงให้อ่านอีกนะครับ
ทักทายจากมิตรบล็อก ที่ห่างหายเนิ่นนาน
(Exteen งอแงบ่อยจัง)
ขอบคุณนะคะ ที่ยังไม่ลืมกัน ทิ้งไปซะนานเลยแหะๆ @kaekaekaekae 

#6 By แอ้ on 2014-08-29 20:12

ฮาตรงหมา
เหมือนโยดาจริง ๆ แหละ จะว่าไป
ดีใจที่ยังเห็นคุณในบล็อกครับ big smile

#5 By kae on 2014-08-29 20:08

@[ANA]* อุปสรรคสำคัญคืองานเยอะมากค่ะ เยอะแบบเกินเลย ทุกวันนี้จัดคิวแบบเป็นระวิงเลย 

#4 By แอ้ on 2014-08-28 23:53

เย้ๆกลับมาๆ แอนจะได้ตามพี่แอ้ไปเที่ยวด้วย อิอิsad smile sad smile big smile Hot!

#3 By [ANA]* on 2014-08-28 21:39

ขอบคุณนะคะ @piyanar 
พม่าสนุกมั้ยคะ

จริงๆ แอ้มีการผจญภัยใหม่ๆ อีกเพียบเลยในปีที่ผ่านมา ลองไปนั่งลิสต์ๆ ดู ถ้าจะกลับมาเขียน คงมีวัตถุดิบพอไปยันปีหน้า แต่จะว่างแค่ไหนไว้ว่ากันอีกที
อีกอย่างไม่ค่อยมีคนมาอ่านแล้วด้วยค่ะ เพื่อนๆ หายไปไหนกันหมดแล้ว (ก็คงเหมือนที่แอ้หาย) ฮ่าๆ บางทีที่เขียนก็กะว่าเก็บเป็นบันทึกไว้เฉยๆ เนาะ         

#2 By แอ้ on 2014-08-27 09:38

กลับมาครานี้จัดเต็มเลยนะ
คิดถึงแอ้มาก เจ้ไปพม่า พ.ค ที่ผ่านมา
ยังคิดถึงแอ้ ที่เขียนไว้ในนี้
อย่าหายไปนานอีกนะ เหงานะ open-mounthed smile

#1 By ปิยะ99 on 2014-08-27 08:46

Recommend