แอ้ View my profile

โกอิ้งซัมแวร์ ~ กาญจนบุรี #๑

posted on 27 May 2013 22:04 by littlest-aa in Travel directory Travel

 

 

          เดือนนี้มีวันหยุด ๓ วันติดกันตั้ง ๒ ครั้ง ถือเป็นเดือนดีแห่งมนุษย์เงินเดือนผู้ขยันหมั่นเพียร แต่เกรียนทุกวันหยุดอย่างข้าพเจ้า แอ้ใช้วันหยุดคุณภาพเซ็ตแรกไปกับการกลับบ้านที่โคราชค่ะ เป็นคนดีใช่ไหมล่า.. สำหรับเซ็ตต่อมา แอ้กับปูนัดๆ กันไว้ว่าเราจะไปไหนสักแห่งกันแบบ "เบาๆ" อารมณ์ "พักผ่อน" ซึ่งการพักผ่อนเบาๆ นี้กล่าวรวมทั้งสภาพการเดินทางและสภาวะเศรษฐกิจส่วนบุคคลอันบาดเจ็บจากการตะบันเที่ยวอีกด้วยค่ะ

          ก่อนเดินทางสองสามวัน เรายังไม่รู้จะไปไหน หลายๆ คนใกล้ตัวรู้แกวว่าไอ้แอ้ไม่เคยอยู่กรุงเทพฯ ติดกันในวันหยุดได้นานๆ ก็ทักถามว่าจะเที่ยวไหน เรายังตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ ทางเลือกก็ยังเปิดกว้างอยู่ค่ะ กำลังคิดเพลินๆ ว่าจะไปซิ่งเมืองจันทน์ หรือบุกบั่นไปพิมายดี แว้บแรกสุดคิดถึงการไปขี่มอเตอร์ไซค์เส้นเพชรบูรณ์-เลย (ซึ่งแอ้ไปมาแล้วรอบนึง แต่ยังไม่ได้เล่า) แต่เราตัดออพชั่นนี้ไปเพราะการขี่มอเตอร์ไซค์หลายร้อยโล มันก็ไม่ค่อยจะเข้าเค้าการเดินทาง พักผ่อนแบบเบาๆ สักเท่าไหร่

          สุดท้ายเราตกลงไปกาญจน์กันดีกว่า ใกล้ๆ สบายๆ ไม่ต้องวางแผน
          แอ้เคยไปกาญจน์มาหลายครั้งมากแล้ว ที่หลักๆ ไปมาหมดแล้ว แต่ยังคงหลงรักไทรโยคใหญ่และคิดถึงที่นั่นอยู่เสมอ แอ้กับปูเลยตกลงกันว่า วันแรกไปนอนไทรโยคใหญ่กัน วันต่อมาก็เป็นเรื่องของอนาคต ไว้ว่ากันในลำดับต่อไป

          ในอดีตทุกครั้งที่ไปเมืองกาญจน์ แอ้ไม่เคยแบ็กแพ็คไปเลย หรูตลอด มีรถมีแผนมีจองโน่นนี่ ครั้งนี้เรานัดเจอกันเช้าตรู่ยิ่งกว่าวันทำงาน (เจ้านายแอ้ไม่ได้เข้าบล็อกนี้ใช่ไหมฮึ) ตอนแรกว่าจะไปขึ้นรถที่หมอชิต แอ้เข้าไปที่หมอชิดก่อนพบว่ารอบรถเปลี่ยนไปแล้วจากที่อ่านมาจากในเน็ต รถที่หมอชิตไปสังขละที่เราจะอาศัยลงหน้าอุทยานไทรโยคนั้น มีเช้าเกินหนึ่งรอบ แล้วก็เก้าโมงครึ่งอีกหนึ่งรอบ ซึ่งเราไม่อยากจะรอ จึงเปลี่ยนที่นัดหมายเป็นอนุสาวรีย์ชัย หน้าเซ็นจูรี่ค่ะ

 

๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖

 

          คิวรถตู้คึกคักแต่เช้า เสียงผู้ชายพูดซ้ำๆ ออกลำโพงถึงที่หมายในเส้นทางที่มีผู้สัญจรมาก "พัทยา เกาะล้าน ศรีราชา สัตหีบ ฯลฯ" เป็นบอตมลภาวะทางหูเล็กน้อย เมื่อคณะของเราอันประกอบด้วยนักเดินทางผู้ทรงกิติมศักดิ์สองท่านมาพร้อมกันแล้ว เราก็ซื้อตั๋วรถตู้ไปลงในตัวเมืองกาญจน์ แล้วการเดินทางแบบง่ายๆ สบายๆ ของเราก็เริ่มขึ้น

          เริ่มขึ้นปุ๊บก็หลับกันค่ะท่านผู้อ่าน ตื่นเช้าเกินก็อย่างนี้แหละ ฮ่าๆ

          ล้อหมุนเก้าโมงกว่าๆ พอสิบโมงครึ่งก็ถึง บขส.กาญจน์ แอ้กับปูไปเข้าห้องน้ำห้องท่าแล้วหารถไปสังขละกันต่อ บรรยากาศที่ บขส. ดูคุ้นเคยเหมือนทุกครั้งที่เราพเนจรไปในประเทศของเรา มีผู้คนมากมายกับข้าวของหลายขนาด หลายรูปทรง บางนั่งรอเวลาให้มาถึง บ้างก็รีบลุกลี้ลุกลน ทุกคนคงมีที่หมายในใจที่แตกต่างกันไป



          รถไปสังขละเป็นรถปรับอากาศคันเดียวที่เราเห็นในบริเวณนั้น แอบคุยกันคิกคักว่าหรูเว้ยเฮ้ย ขึ้นรถเข้าที่นั่งได้สักครู่ เพื่อนร่วมทางทยอยขึ้นจนเกือบเต็ม รถก็ออก เราก็ได้ฤกษ์ควักเอาหมูปิ้งที่ซื้อมาจากคิวรถตู้กรุงเทพฯ ขึ้นกัดกินรองท้อง หมูปิ้งช่วยได้เสมอ บอกคนขับไว้ว่า ถึงไทรโยคแล้วให้ตะโกนบอกกันด้วยนะคะ ต้องดูแลกันหน่อยเพราะเรามันสายเบลอ

          บ่ายโมงสิบห้า เรามาถึงหน้าอุทยานไทรโยคท่ามกลางแดดแรง อากาศเมืองกาญจน์ชื้นและร้อน เราพุ่งเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวโต๊ะเรืออันคลาสสิคทันที เพราะมาไทรโยคกี่ครั้งก็กินมันร้านนี้แหละ เป็นจุดพัก-นัดพบ-เติมพลังที่ใช้ได้ และ ไม่ได้มีทางเลือกอื่นด้วยสิ

          หยุดสามวันครั้งนี้ คนก็หลั่งไหลออกจากกรุงเทพฯ เช่นเคย เรากังวลนิดหน่อยว่าจะไม่มีที่พัก เลยลองถามป้าที่ร้านดู พอแกทราบว่าเราจะมาพักแกก็เปลี่ยนโหมดเป็นคึกคักทันที สั่งการให้ลูกสาวขับรถเข้าไปส่งเรา และหาที่พักให้ตามสเป็คที่เราต้องการ ซึ่งที่เราต้องการคือเงียบๆ ติดน้ำ และไม่แพง รออยู่ครู่หนึ่ง กับการโทรศัพท์อีกสองสามสาย ลูกสาวคุณป้าก็ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง พาเราเข้าไปในเขตอุทยานและพร้อมกับคุยกันไปอย่างสบายๆ บรรยากาศในอุทยานยังสวยและร่มรื่นเหมือนที่เคยจำได้ ต้นไม้สูงชลูด ใบสีเขียวและดูอ่อนบางเมื่อต้องแสงแดดจัด ในเวลาบ่ายสองโมงยี่สิบ เราก็ได้เห็นที่พักของเรา

 

 

          "กิ่งไผ่อิงธาร" ชื่อฟังดูหวานๆ เหมือนชื่อนิยายตบจูบสักเรื่อง เป็นแพพักตรงข้ามแพปฐมพรที่ดูเป็นทางการกว่า บรรยากาศกำลังดีเลยค่ะ เราจ้องมองน้ำมีเขียวอมฟ้าเข้มที่ไหลแรงเนื่องจากเพิ่งพ้นหัวโค้งมา และเดินตามลูกสาวคุณป้าลงบันไดชันๆ สู่แพพัก พี่แกส่งเราต่อให้กับหนุ่มน้อยที่ดูแลแพท่าทางงงๆ คนหนึ่งซึ่งแนะนำตัวว่าชื่อแดน (แน่นอนมันโดนเรียกว่า แดน วรเวช แล้วก็ทำหน้าเขินอายเป็นการใหญ่ จะอายทำไมกูล้อเล่น!) เราจ่ายเงินให้ลูกสาวคุณป้าเลย เพราะพี่แกคงมีค่าหัวคิวด้วยเป็นค่าจัดหา อันนี้ไม่ได้ถือสาอะไร ที่พักที่พี่บอกเราคือ ๙๐๐ บาท สูงไปนิด แต่ไม่ได้หามาก่อนก็ไม่เป็นไรค่ะ เราสบายๆ อยู่แล้ว

          แดนพาเราเดินลัดเลาะไประหว่างกาบแพหลายแพ ไต่สะพานไม้ไผ่สองสามอันที่น่าหวาดเสียว กับกระดานไม้แผ่นเดี่ยวอีกหนึ่งแผ่น หนุ่มแดนพาเราไปส่งที่แพใหญ่หลังสุดท้ายที่โดดเดี่ยวและเงียบสุดๆ ให้เบอร์มือถือเราเผื่อว่าถ้าอยากได้อะไรสามารถโทร.เรียกได้ บรีฟนี่นู่นเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้นิดหน่อยแล้วเดินกลับไป

          โอเค.. แอ้ตะหงิดๆ ละ อีแดนพามาผิดแพชัวร์

 



 

          อีแพนี้เป็นแพบ้าน ที่เขามานอนกันเป็นหมู่คณะ มีข้าวของเครื่องใช้เพียบ ชูชีพกองสุมๆ อยู่เกินสิบตัว มีลานกว้าง ไม้เรียบมันลื่น ในห้องเล็กๆ มีหมอนกับผ้าห่มกองพะเนิน และมีเสื่อ เราผลัดกันเดินสำรวจ ขึ้นไปชมชั้นบนที่พังๆ นิดหน่อย แต่ถ้ามากันเยอะจริงๆ ก็สามารถนอนได้ ครัวที่อยู่ด้านท้ายแพเด็ดดวงมากเพราะมีอุปกรณ์ครัวไทยพร้อมสรรพ จานชามช้อนและแก้วมีเป็นกาละมัง เอากับเขาสิ เราคุยกันว่า มันพามาส่งผิดแพแน่ แพนี้น่าจะสองพัน แต่ตอนนั้นอากาศร้อนยามบ่าย เราก็เลยเอาเสื่อมาปู นอนเล่นไปพลางๆ ตอนนั้นเราดูเป็นแขกแค่สองคนของที่นั่นด้วยซ้ำ

 



          การนอนของเราถูกขัดจังหวะด้วยแพลากที่ผ่านไปมาไม่ได้หยุดหย่อน เหล่านักท่องเที่ยวมองเข้ามา ที่คึกคะนองก็ตะโกนแซวบ้าง หันไปเห็นผ้าใบที่ใช้บังฝนม้วนแกนเหล็กมัดอยู่ เราช่วยกันปลดผ้าใบนี้ลง แล้วอยู่กับความสงบได้นานสองชั่วโมงกว่า อีแดนก็บอกว่ามันส่งเราผิดแพ เราต้องไปนอนแพห้องๆ อีกด้านหนึ่ง เราเก็บของเข้าที่ มองแพบ้านอันโดดเดี่ยวด้วยความเสียดาย แล้วแบกกระเป๋าเดินไปอีกทาง

 

 

 

          อันที่จริงแดนบอกว่าเรามาเล่นน้ำที่แพนี้ก็ได้ ซึ่งหลังแพน้ำจะไม่ค่อยแรงเหมือนด้านหน้า แต่อีตอนก่อนจะอพยพ นั่งเล่นๆ กัน ดันเห็นงูว่ายอยู่ในน้ำ เราเลยพร้อมใจกันไปเล่นน้ำด้านหน้าแพ ที่น้ำไหลแรงจนงูทรงตัวไม่อยู่จะดีกว่า ห้องใหม่ของเราก็ไม่แย่นัก เพียงแต่มันติดกับผู้คนบ้าง มีฝรั่งกับสาวไทยหนึ่งคู่ กับคู่รักชาวไทยอีกคู่เท่านั้นที่เป็นลูกค้าในวันนั้นเช่นเดียวกันกับเรา เราทั้ง ๖ คนก็เลยเดินสวนกันไปสวนกันมา ทักกันบ้างอะไรบ้าง อากาศดี ต้นไม้เขียว น้ำใส ฝนตกปรอยๆ แล้วหยุด ตกแล้วหยุดมันอยู่นั่น แอ้กับปูก็คุยกันเล่นรอเวลาแดดบด จะได้ลงไปเล่นน้ำ

 

 

          พอเราตัดสินใจว่า เอาวะ ได้เวลาแล้ว และไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฝนแม่งซัดโครมลงมาเลย หึหึ นึกเหรอว่าจะกลัว ซื้อกล้องกันน้ำปึ้กๆ ตัวใหม่มาแล้วด้วย แอ้กับปูก็เลยไปเล่นน้ำตามแผน คู่รักชาวไทยนั่งกระหนุงกระหนิงกันริมน้ำ พลางเฝ้ารอดูวินาทีชีวิตของเรา (เขาคงคิดว่า ถ้าเผื่อเราพลาดอะไรอย่างเงี้ย) อุณหภูมิน้ำกำลังดี ไม่เย็นไม่ร้อนเกินไป แต่ความแรงนี่เกินไปมาก ชูชีพที่หยิบมาสุ่มๆ ใส่ไม่พอดีตัว แอ้เลยถอดออกแล้วเกาะไว้แทน เราสองคนตะเกียกตะกายในน้ำจืดที่มีกระแสรุนแรง ต่างจากน้ำทะเลที่จะหนุนให้ตัวลอยเล็กน้อย ในแม่น้ำแควเราต้องพยุงตัวเองด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ซึ่งก็ไม่เยอะซะด้วย ว่ายเล่นอยู่ได้ไม่นาน หัวเราะกั้กๆๆๆ กันแบบที่ไม่มีใครเข้าใจ เราก็ปีนขึ้นนั่งพักบนบันได แน่นอนว่าขั้นตอนนี้ของแอ้ก็อนาถไม่ใช่เล่น ปีนไปก็ฮาไป พักตัวอยู่บนแพไม้ไผ่เก่าๆ ที่จมๆ ลอยๆ อยู่นานมาก แขยงตะไคร่สีสนิมแต่ก็จำใจต้องเกาะไว้ให้แม่นมั่น

 

 

 

          ก่อนเลิกเล่นน้ำ แอ้กับปูหาเรื่องพิเรนทร์เล่นอีกนิดด้วยการจะว่ายออกไปห่างฝั่ง แล้วลอยตัวอ้อมออกไปขึ้นที่อีกโป๊ะที่เป็นส่วนนั่งทานอาหาร โป๊ะนั้นจะมีบันไดปีนขึ้นตรงๆ แบบสระว่ายน้ำ ดูๆ จากบนฝั่งก็ไม่น่ายาก ตกลงกันได้แล้วก็จุ่มตัวลงน้ำแล้วปล่อยตัวออกไปเลย โอ้โห.. น้ำแรงมาก ปูว่ายพ้นออกไปแล้ว แอ้ว่ายตั้งฉากกับกระแสน้ำก็ยังสู้แรงมันไม่ได้ (คือไม่ได้ใส่ชูชีพ แต่ลากมันไปด้วย เผื่อซวย) น้ำจะพัดเข้าไปใต้โป๊ะ ก็เลยต้องหันหัวจากตั้งฉากเป็นว่ายทวนน้ำประมาณ ๒๐ องศา ถึงได้พ้นจากการมุดใต้โป๊ะ ทีนี้แอ้ว่ายหนีโป๊ะมากเกิน กระแสน้ำก็พัดแรงมากๆ จนตีออกไปกลางลำน้ำ เกือบจะว่ายกลับมาที่บันไดไม่ทันแน่ะ คือถ้ามือคว้าบันไดไม่ทัน คราวนี้ได้โดนพัดหลุดยาวไปยันแพยี่ห้ออื่นแน่ แต่แล้วก็ไม่มีอะไรผิดแผน เราก็ปีนขึ้นกันได้อย่างปลอดภัย นั่งหอบแฮ่กๆ อยู่นาน อยากหัวเราะก็ไม่ค่อยจะมีแรงหัวเราะ

          ฝนหยุดตกหลังจากเราเลิกเล่นน้ำ (ดูมัน!) เราสั่งอาหารแล้วผลัดกันไปอาบน้ำทำตัวให้แห้ง ไฟปั่นเริ่มขึ้นตอนหกโมงเย็น แสงสว่างจากดวงไฟในกระบอกไม้ไผ่ที่ติดอยู่บนเสาเรือนแพล่อแมลงตัวโตๆ มาบินวนเวียน และเหล่าจิ้งจกแพ ผู้ล่าจอมอหังการ์ก็ออกอาละวาด เรากินข้าวกันไป (อร่อย) คุยกันไป (สนุก) และระแวงผู้ล่ากันไปเป็นระยะๆ ผู้ล่าแพนี้ค่อนข้างก้าวร้าว วิ่งลงพื้นบ้าง กัดกันจนตกบ้างหลายๆ ที จนเราแทบไม่กล้าเอาเท้าแตะพื้นกันเลยทีเดียว

 

 

 

          ราวสี่ทุ่ม ฝรั่งแฟนสาวไทยเดินอุ้มถังน้ำแข็งแช่เบียร์ออกมาคนเดียวและนั่งหงอยเหงา ชะรอยความรักคงมีปัญหากระมัง เรากำลังคุยกันเพลินๆ ไม่ได้ใส่ใจ และมีแผนตื่นเช้าสำหรับวันรุ่งขึ้น ไม่นานก็กลับเข้าห้อง ผลัดกันชาร์จแบตอุปกรณ์นานาชนิด เพราะมีเต้ารับอยู่เพียงชุดเดียว คืนนั้นเราหลับกันสบาย แพยึดแน่นหนา ขยับแต่น้อยเวลามีคลื่นแรงๆ เสียงเรือยนต์เงียบหายไปหมดแล้ว และมีแต่เสียงระลอกน้ำกระทบยอดกันไปมา

          คืนนั้นแอ้ตื่นหลายครั้ง ไม่ใช่นอนไม่สบาย แต่เป็นเพราะเกิดดีไฮเดรทขึ้นมา แอ้เป็นบ่อยค่ะ ถ้าอดน้ำมากเกินไปแม้แต่นิดเดียวก็จะมีอาการคอแห้งเป็นผง ไม่มีอะไรรักษาได้นอกจากน้ำเปล่าจำนวนมาก ซึ่งคืนนั้นก็ซัดไปเข้าห้องน้ำไป แต่พอหัวถึงหมอนก็สลบเหมือดได้ทุกครั้ง ก่อนสว่างตื่นอีกครั้ง ได้ยินเสียงแพเสียดสีกันเป็นระยะ กระแสน้ำน่าจะแรงขึ้นจนทุกสิ่งโคลงเคลง พิมพ์มาถึงตรงนี้เริ่มรู้สึกเมาบกขึ้นมาทันที

 

๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖

 
 


  

          เช้านั้นเราตื่นก่อนใครหมด เตรียมตัวกันเรียบร้อยก่อนเวลาที่ลุกขึ้นทำงานในวันปกติซะอีก (คุณแน่ใจกันไหมว่าเจ้านายแอ้ไม่ได้แอบเข้ามาอ่านบล็อกนี้จริงๆ) เราคิดว่าจะเข้าไปเดินเล่นที่น้ำตกตรงส่วนที่ทำการอุทยานเสียหน่อย โทร.ถามพี่สาวที่มาส่งเรา เพราะแกบอกไว้ว่าให้บอกแกตอนจะออกไป แกจะมารับ แกดันจำเราไม่ได้ซะงั้นและแนะนำให้เราเข้าไปเที่ยวเล่นกันเองก่อน แอ้ปลุกพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่นอนเปลอยู่นอกชาน ถามว่าจะไปส่งเราข้างในได้ไหม แกบอกว่าได้ ไม่คิดตังค์ด้วย แต่หลังจากนั้นแกก็หายไป คนที่อยู่คิดค่าใช้จ่ายให้เรา บอกให้นั่งรอแก แต่แล้วพักนึงก็บอกว่ามันพอเดินได้นะ เราเลยตัดสินใจออกเดินกันค่ะ

 



 

          บรรยากาศตอนเช้าชุ่มชื้นและสดชื่นสุดๆ ต้นไม้เขียวได้อีก ดินชุ่มและถนนราบเรียบ สวยงาม มีมอเตอร์ไซค์และรถกระบะผ่านไปบ้างนิดหน่อย เราเดินกันสบายๆ ไม่นานก็ถึงส่วนที่ทำการ ร้านรวงเพิ่งเริ่มเปิด นักท่องเที่ยวอื่นยังไม่โผล่มาตอนนี้ เราแบกกระเป๋าเต็มอัตราศึก (ซึ่งก็ไม่ได้เอาอะไรมาเยอะ) เดินชมทัศนียภาพ สะพานเก่าแก่หายไป ถูกแทนที่ด้วยสะพานคอนกรีตแข็งแรงปึ้กๆ ป้ายที่เคยติดเตือนไม่ให้ขึ้นเดินเกิน ๕ คนถูกปลดไปแล้ว แทนที่ด้วยป้ายแสดงงบประมาณปรับปรุงสถานที่ แอ้บ่นงึมๆ หลังเห็นงบอย่างติเรือทั้งโกลนว่าแพงไปป่าวอะ อันนี้เป็นประสบการณ์การมองการใช้เงินภาษีอันติดมาจากวิชาชีพตัวเอง

 



 

          ข้ามสะพานไปอีกฝั่งแดดยังอ่อนๆ ตอนแรกจะชวนปูไปนั่งกินข้าวที่แพตีนสะพาน เป็นร้านอาหารดังของที่นั่น แต่เราเดินขึ้นเนินไปยังจุดชมวิวน้ำตกก่อน จุดชมวิวกำลังก่อสร้าง คนงานเริ่มงานแต่เช้า ใกล้ๆ กันมีร้านชาวบ้าน ขายกาแฟกลัวยปิ้งไข่ปิ้ง แอ้อยากได้หมูปิ้งมากกว่า แต่นักเดินทางอย่างเรา มีแหล่งโปรตีนอะไรก็กินไปก่อนอย่าไปเรื่องเยอะ น้ำบ่อหน้าอยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้

 





 

          ซัดกาแฟเย็นคนละแก้วกับไข่ต้มคนละฟอง ชมน้ำตกที่ไม่ค่อยอลังการเท่าไหร่ตามประสาปลายหน้าร้อน แล้วเราก็เดินกลับกันค่ะ นักท่องเที่ยวออกมาชมสะพานกันแล้ว แดดเริ่มเข้มขึ้นขับสีสันทุกๆ อย่างรอบๆ ตัว เรือหางเริ่มลากแพบ้านชมบรรยากาศ มาไทรโยคครั้งนี้ เห็นฝรั่งเป็นกลุ่มมากขึ้น รถที่ออกไปปากทางหาไม่ยาก แทบจะแย่งๆ กันรับเราด้วยซ้ำ คงจะถือเรื่องลูกค้ารายแรกของวันกันล่ะมั้ง คุณลุงที่วางจานข้าวแล้วขับรถกระบะออกมาส่งเรา แนะนำว่า ไปสังขละต่อสิ ลุงแกก็มีจิตใจพเนจรดี แกบอกให้ขึ้นสังขละ ขาลงลงมาแวะที่ไทรโยคน้อยแล้วขึ้นรถไฟกลับ เป็นแผนที่ไม่เลวเหมือนกันนะคะ เรารับไว้พิจารณา

 

 



 

          เขาบอกว่ารถสังขละจะผ่านหน้าอุทยานราวเก้าโมง วันนั้นรถมาช้าหน่อย แดดแรงจนอ่อนใจ เรายืนรอกันเหงื่อตกและคุยๆ กันว่าจะลองโบกรถดูไหม แอ้บอกปูว่าเรื่องการโบกกับเรื่องเส้นทาง (จะโบกรถเราต้องรู้ทางพอสมควร โดยเฉพาะทางแยกที่จะต้องลงก่อนจะไปผิดทาง) แอ้โอเคนะ แต่ปัญหาคือแก่เกิ๊น.. อายเค้า เราเลยรอกันอยู่ตรงนั้นจนรถมา

 

 

 
          สังขละจะยังสวยเหมือนที่เคยจำได้รึเปล่านะ ?
          ไว้ติดตามต่อในตอนต่อไปนะคะ แอ้เขียนไ้ว้จะจบแล้วแหละ ไม่ช้านะ ไม่ช้า.. แต่ขอไปเที่ยวบาหลีก่อนรอบนึง กลับมาจะมาต่อให้นะค้า.. 



----------------------------
กราบเรียนคุณผู้อ่าน รอบนี้แอ้หายนานกว่าปกติ พี่เจ๊ปิยะถามมาว่าร้อนจนไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนรึเปล่า เรียนตามตรงว่า ปีนี้ร้อนจริงจัง แต่แอ้ก็ยังคงมีวิถีชีวิตตามปกติค่ะ ที่หายๆ ไปคืองานเยอะมาก เลิกงานก็อยากจะนอนดูหนัง และก็ทำตามนั้นจริงๆ ด้วย ความขี้เกียจกลืนกินมาก การเดินทางเจ๋งๆ อยากเล่าอีกเต็มไปหมด จัดทริปล่าสุดไปก่อนเลยแล้วกัน กำลังอิน (จริงๆ แอ้อินกับทุกทริป) แล้วพบกันใหม่เมื่อแอ้มาค่ะ คิดถึงเอกซ์ทีนนะ จุ๊บๆ
 
 

Comment

Comment:

Tweet

กำลังวางแผนจะไปเที่ยวกาญฯ พอดีเลย
อยากไปสัมผัส ขุนเขา แม่น้ำ ป่าไม้ อากาศดีๆ 
หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง
Hot! Hot! Hot!

#13 By back-to-basic on 2013-08-21 14:41

เบาไม่เป็นจริงๆ ฮ่าๆ

#12 By babyshampoo (103.7.57.18|125.27.221.166) on 2013-06-24 15:35

ผมเคยไปเที่ยวกาญจนบุรีแค่ครั้งเดียวเองครับ
แล้วตอนนั้นก็ยังเด็กมากๆเลยด้วย อยากไปอีกสักครั้งจังเลยครับ
ปล.น้ำแรงมากๆเลย เห็นรูปแล้วกลัวแทน แล้วไหนจะยังงูอีก(แอ๊บกรี๊ดเบาๆ) cry Hot!
Hot! Hot! Hot!
ไม่ได้ไปเมืองกาญจบุรี นอนแพสักที จะดูสดชื่น อาหารน่าทาน
ธรรมชาติน่าสัมผัสจัง
cry

#10 By finch on 2013-06-03 17:00

@toonpcb พอมีวันหยุดแล้วถ้าไม่มีแผนไปไหนมันคันยิกๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ
@lanla-liuliu ยินดีค่ะ มีทำเป็นแผนที่ไว้ด้วยนะ แต่ไม่ได้อัพเดตมาพักนึงแหล่ว
http://littlest-aa.exteen.com/page-2

#9 By แอ้ on 2013-05-31 08:40

สุดยอดดด น่าเที่ยวมากๆเลย
แค่เห็น ก็เย็นตาม ใช้เวลาได้ถูกต้องมากๆเลยครับ
เป็นมนุษย์เงินเดือน หยุดต้องเที่ยวเนาะ
ริษยา จุงเบย Hot!

#8 By p.cobra on 2013-05-31 03:55

XD 
เป็นคนชอบเที่ยวแต่ไม่มีเวลาได้ไปมากนัก ขออนุญาตแฮฟข้อมูลไปเป็นไอเดียละกันนะค้า

#7 By lanlaliuliu on 2013-05-30 10:37

Somewhere over the rainbow.
( Hot! Hot! )
ปีก่อนนู้นไปเที่ยววังเวียง
ต้องจ่ายค่าข้ามสะพานไม้เน่าๆ

#6 By Nirankas on 2013-05-30 08:49

แอร๊ยยย ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนาน ฟีดแบ็กหงอยเหงามาก ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณทั้งสามท่านที่ยังไม่ลืมกันนะคะ
@lizardgirl  @yiim-yiim @piyanar 
และสวัสดีเพื่อนใหม่ด้วยค่ะ
ถ้าชอบเดินทาง ลองค้นๆ บล็อกนี้ดูนะคะ มีแหล่งวัตถุดิบเพียบค่ะ
บางทีแอ้ไม่มีที่ไปแอ้ยังเรฟเฟอเร้นซ์จากบล็อกตัวเองเลย แฮร่..
@lanla-liuliu

#5 By แอ้ on 2013-05-30 07:22

confused smile Hot! Hot!

#4 By ปิยะ99 on 2013-05-29 07:30

Hot! Hot!  อยากไปไทรโยคบ้าง :D เคยแต่ผ่่านมาแล้วผ่านไป

#3 By lanlaliuliu on 2013-05-29 07:12

Hot! Hot! Hot! Hot!
ดูแล้วคิดถึงเมืองกาญ 
ตั้งแต่ย้ายกลับมาบ้านได้ประมาณหกเดือน
ยังไม่มีเวลาได้ขึ้นไปเยี่ยมเมืองกาญเลยคะbig smile big smile

#2 By YiM-YiiM on 2013-05-28 12:58

เที่ยวแพ -- เห็นแล้วเย็นชื่นใจ ... ยินดีต้อนรับกลับ exteen จ้าคุณแอ้ big smile

#1 By lizardgirl on 2013-05-28 05:09

Recommend