แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๘

posted on 17 Feb 2013 23:39 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
          ตอนที่แล้วทิ้งท้ายกันไว้ที่เจดีย์งามริมแม่น้ำอิยะวดี แม้จะเป็นวันสุดท้ายในพุกาม แต่ยังค่ะ ของเด็ดยังไม่หมด วันสุดท้ายเป็นวันปล่อยของของพุกาม ฮ่าๆๆ ไปเริ่งร่ากันต่อ ตอนนี้แอ้ดราฟท์ทริปใหม่ไว้รอแล้วด้วย ซาดิสม์จริงจังมาก อันที่จริงอยากคุยเรื่องอื่นบ้างนะคะ หนัง เพลง หนังสือ สารพันของโปรดเจ้าของบล็อก แต่ก็นะ ทีละสิ่งทีละอย่าง.. วันนี้เรามาแบ็กแพ็คกันต่อก่อนค่ะ

          จากเจดีย์มังคละ ที่ต่อไปก็คือกอว์ดอว์ปาลิน (Gawdaw Palin Temple) วิหารนี้ยังคงอยู่ใกล้แม่น้ำอิยะวดี และมียอดเล็กยอดน้อยสวยงามมากค่ะ วิหารนี้อยู่ในบริเวณกำแพงเมือง เขาว่ามี ๙๐ วิหารที่อยู่ในกำแพงเมือง ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ คศ. ๑๑๗๕ ก็อายุแปดร้อยกว่าปีเข้าไปแล้ว ตำนานเล่าว่ากษัตริย์ Narapati-sithu ยกยอตัวเองกว่าเก่งกว่าบรรพบุรุษ ต่อมาเกิดตาบอด เชื่อว่าเป็นเพราะบาปที่ทำกับบรรพบุรุษ โหรที่เป็นพราหมณ์แนะให้ทำพิธีกราบไหว้ ประมาณว่าขอขมา ซึ่งทำแล้วต่อมาตาก็กลับมามองเห็นเหมือนเดิม จึงได้สร้างกอว์ดอว์ปาลินไว้ตรงจุดที่ทำพิธีบูชาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ต่อมา 
 
 

 
 
          ภายในมีพระุพุทธรูปอยู่ทุกด้าน แต่ละองค์ก็หน้าตาต่างๆ กันไปเหมือนหลายๆ เจดีย์ที่ได้ชมมา วันนี้เนื่องจากแสงภายนอกจ้า ฟ้าเปิดมากๆ เราก็เลยได้ชมความอลังการของการดีไซน์แสงของช่างในสมัยโบราณกันอย่างชัดเจนทีเดียว 
 
 

 


 
          และที่ต่อไปนี้แหละ เป็นที่ที่แสงสวยที่สุดเท่าที่เคยชมโบราณสถานในพุกามมา อะต่อให้รวมนครวัด-นครธมด้วยก็ยังได้ เรื่องแสงนี่เป็นจุดเด่นของเขาเลย สิบนาทีต่อมาเราก็มาถึง วิหารธรรมยานจี (Dhammayan Gyi Temple) ซึ่งเป็นวิวพอยท์ตอนเช้าของเรามาสามเช้ารวดจากบนชเวซันดอว์ ด้วยความคุ้นตาทำให้ชอบที่นี่เป็นพิเศษตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านในเลยค่ะ
 
 
 

 
 
          ค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บฝรั่งได้ดังนี้ 
 
          "Massiveness that is DHAMMAYAN
          Loftiness that is THATBYINNYU
          Grace that is ANANDA"
 
 
          วิหารธรรมยานจีแห่งนี้ขี้นชื่อด้านความแข็งแรงหนาแน่น ชื่ออาจไพเราะและมีคำว่าธรรมอยู่ด้วย แต่ประวัติวิหารนั้นนองเลือดมากค่ะ มันถูกสร้างขึ้นโดยความประสงค์ของกษัตริย์ Narathu ซึ่งถือได้ว่าเ็ป็นทรราชย์ คือใครขวางทางฆ่าหมด เขาฆ่าพ่อก่อน แล้วพอพี่ชายของตัวเองได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ฆ่าพี่ชายอีก แม้แต่พระมเหสีตัวเองก็ยังฆ่า ตอนก่อสร้างวิหารนี้ Narathu มีกฎที่โหดมาก คือต้องการให้วิหารแข็งแรงและยิ่งใหญ่ที่สุด คนงานต้องเรียงอิฐให้แนบกันทุกก้อนขนาดที่เข็มก็สอดเข้าไประหว่างก้อนอิฐไม่ได้ ถ้าใครทำพลาดจะถูกตัดมือทิ้ง สุดท้ายแล้วเขาก็หนีบาปกรรมไปไม่พ้นนะคะ ถูกพ่อตาฆ่าล้างแค้นให้กับลูกสาวในที่สุด
 
 
 
 
          วิหารนี้รูปทรงภายนอกเหมือนพิระมิดเลย ในเว็บเขียนเกี่ยวกับช่องปิดของวิหารว่า พอสร้างเสร็จก็ปิดช่องต่างๆ จนแทบจะทึบหมด มีหลายสาเหตุที่ตั้งสมมติฐานกันไว้ เช่น ต้องปิดเนื่องจากน้ำหนักของวัสดุที่ซ้อนขึ้นไปด้านบนนั้นสูงมาก ช่องเปิด ซุ้มประตูต่างๆ จะรับน้ำหนักไม่ไหว จึงต้องปิดไว้ อีกสาเหตุว่าปิดเพราะต้องการซุกซ่อนสมบัติมีค่าไว้ภายใน บ้างก็ว่าเป็นเพราะจิตใจของ Narathu เองที่หวาดกลัวบาปกรรม จึงต้องการหลบซ่อนจากบาปที่ได้ทำไว้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
          เราชมวิหารนี้กันอย่างเถิดเทิงกระปรี้กระเปร่า เลี้ยวโค้งไหนก็พบแต่ช่องแสงธรรมชาติที่สวยงาม (น่าจะมีการซ่อมบำรุง และเปิดช่องต่างๆ ที่ปิดไว้ในอดีตกันบ้างแล้ว - อันนี้เดา) แอ้ น้องกิ๊ก เจ้าแบงค์ บ่นกันพึมพำว่า อย่างนี้มันน่าพอร์ตเทรตนัก เสียดายไม่ได้พกนางแบบมาด้วยว่ะ และแล้วพวกตากล้องทั้งหลายเลยผลัดกันเป็นแบบซะเอง สนุกสนานมาก บ้างก็แอบซุ่มถ่ายพระภิกษุ - ภิกษุณีที่เดินไปเดินมาจีวรปลิวไสว อ้อยอิ่งเดินอยู่ในนั้นนานเกือบชั่วโมง 
 
 
          อีกสิบนาทีต่อมา เราก็มามหาวิหารสุลามณี (Sulamani Temple) สร้างโดยกษัตริย์ Narathu และยังเป็นออพเจคต์ในวิวพระอาทิตย์ขึ้นของเราที่ชเวซันดอว์มาแล้ว ๓ เช้าเช่นเดียวกับธรรมยานจี วิหารนี้เมื่อมองจากชเวซันดอว์จะเห็นช่องหน้าต่างสมมาตร ๒ ช่อง ซึ่งถึงแม้จะเล็กจิ๋ว แต่มองทะลุไปฝั่งตรงข้ามได้เลย โดยอาจต้องใช้เลนส์เทเลช่วยนิดหน่อยค่ะ การรังวัดเมื่อพันปีก่อนต้องมีเทคนิคที่น่าทึ่งแน่ๆ
 
 
 
 
          วิหารแห่งนี้มีความงดงามมากอีกแห่ง ผู้ที่แวะเวียนไปมาคงมีจำนวนมาก เห็นได้จากร้านรวงที่ตั้งเป็นแถวบริเวณทางเข้า แต่เรามาเยือนในเวลาเที่ยงกว่าๆ แดดคงร้อน เจ้าของร้านส่วนมากหลบหายหน้าทำให้เดินสบายใจ ไม่โดนเรียกซื้อของด้วยตาละห้อย ภายในสวยงามด้วยช่องแสงให้ให้แสงอัศจรรย์เช่นเดียวกับธรรมยานจี และมีภาพเขียนฝาผนัง เป็นพระพุทธรูป และเรื่องราวต่างๆ ตามคติศาสนาพุทธตลอดโถงที่เดินชมโดยไม่ห้ามเรื่องถ่ายรูปด้วยสิ แม้ว่าช่างจะก่อสร้างด้วยความหวาดผวาถึงการลงโทษที่อาจจะเกิดถ้าทำงานพลาด แต่ก็ยัีงทิ้งฝีมือที่งดงามไว้ผ่านกาลเวลาเกือบพันปี น่าทึ่งจริงๆ
 
 
 
 
 
 
ภาพนี้จะเห็นช่องบันไดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวหายเข้าไปในผนังค่ะ 
  
 
          เดินกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ไปต่อกันค่ะ ที่นี่เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นทัวร์ชะโงกนี่คงจัดจบภายในสิบนาทีได้เพื่อไปชมที่อื่นให้ได้เยอะๆ เราสามคนเดินไปพักไป บางโถงที่ไม่มีคนเราก็นั่งเล่นค่ะ วิหารเหล่านี้โดยมากค้างคาวมาอาศัยอยู่กันที่ยอดสูงของเจดีย์ หากฉายไฟดูก็จะขนลุกนิดหน่อย เลยไม่ฉายจะดีกว่า เวลาเดินภายในอาคารหินหนาแน่น จะสัมผัสได้ถึงความเย็นชื้น กำลังสบาย และกลิ่นประจำรังค้างคาว หนาบางแล้วแต่ช่วง 
 
 
          ที่ต่อมา พี่เมนไนถามว่า จะกินข้าวกันที่ไหน ถ้าไปหมู่บ้านที่กำลังจะไปนี้แล้ว ก็จะมีแต่มังสวิรัตินะ ซึ่งเข้าใจได้ว่าไม่ใช่ว่าเป็นชาวมัง แต่คงเพราะเป็นหมู่บ้านยากจนซะล่ะมากกว่า แอ้พยายามหาชื่อหมู่บ้านนี้ในอินเตอร์เน็ต ไม่เจอเลยค่ะ มันคล้ายๆ หมู่บ้านที่ให้นักท่องเที่ยวแวะชมวัฒนธรรม แ้ล้วก็อาศัยขายของได้ด้วย บรรยากาศร่มรื่น บ้านๆ แบบที่แอ้ชอบเลย แต่แอ้ไม่ชอบพี่สาวคนที่มาเดินประกบ คือสรุปความว่าเขาอยากได้เงินเราจาก ๓ ช่องทาง ๑) ขายผ้าทอมือ เป็นผ้าถุง กระเป๋า อันนี้โอเคเลย ราคาไม่แพง ผลงานเนี้ยบ สวยค่ะ น่าซื้อจริงๆ ๒) ซื้อข้าวซื้อน้ำกิน อันนี้ก็โออีกแหละ ไม่ได้ขายแพงอะไร เพียงแต่มันไม่อร่อยเพราะมีแต่ผักกับถั่ว (แอ้ไม่ได้กินข้าวค่ะ เหลือทนกับถั่วแล้วจุดนั้น) และ ๓) ทิปให้พี่สาวคนที่พาเดิน ซึ่งตามคอนเซ็ปต์ก็ไม่เป็นไรอีกนั่นแหละ แต่เจ๊แ่ม่งดราม่าใส่ อันนี้ที่รำคาญ คือย้ำมากว่ายากจนมากๆ หลังๆ พูดบ่อยจนแอ้ไม่ตอบคำแล้วแหละ ปล่อยพล่ามไปคนเดียว สุดท้ายจ่ายค่าพาเดินไปประมาณ ๑๐๐ บาทแหละ พาเดินนานเหมือนกันค่ะ
 
 
 
 
          เจ๊ยากจนพาเราชมวิถีชีวิตชนบทของชาวพม่า แต่เนื่องจากเรากับพม่าคล้ายกันมาก และแอ้เนี่ยตัวชนบทเลย แต่ละสิ่งที่แกให้ดูเลยค่อนข้างจะคุ้นเคยมาแล้วทั้งนั้นยกเว้นเครื่องสับฟาง ซึ่งไอเดียดีนะ ได้งานไม่แมส แต่ก็เปลืองแรงไม่มากด้วยเช่นกัน 
 
 
 
 
 
 
          แอ้ชอบครัวที่นี่ ครัวติดพื้นดินกว้างๆ โล่งๆ ทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งที่เคยไปอาศัยซุกหัวนอนในบ้านโรงนาของชาวเมี่ยนที่เืมืองน่าน (ทริปนั้นอินดี้เกินเลยมาก) เด็กๆ มาซุ่มดูเรา หัวเราะคิกๆ แล้วก็โดนถ่ายรูปซะ เรามาถึงหมู่บ้านนี้ก่อนทัวร์จีนจะลงประมาณหนึ่ง จึงได้นั่งสงบๆ มองดูปฏิทินปีปัจจุบันที่ใช้งานมาจนใกล้จะสิ้นปีติดฝาบ้าน เป็นรูปอองซาน ซูจีในชุดผ้าถุงเรียบๆ ประสานมือสุภาพ แบบที่ชินตาเมื่ออยู่พม่า เพราะเราจะเห็นรูปของเธอได้จากทุกที่เลยค่ะ คนพม่าบอกว่า พวกเขารักอองซาน ซูจีมากจริงๆ 
 
 
 
 
 
 
          แวะอีกหนึ่งที่แบบเร็วๆ ที่ Phaya Thon Zu Phaya ภายในห้ามถ่ายรูป แต่ตอนไม่มีคนคุมเลยแอบถ่ายมาหน่อย สักพักเจ้าหนุ่มคนหนึ่งก็ตามมาคุม โดยเล่าประวัติให้ฟัง แล้วก็ค่อยสอดส่องไม่ให้เราทำผิดกฎ ตบท้ายจะขายทรายเพ้นติ้งด้วย ควบหลายตำแหน่งจริงพ่อคุณ แต่ก็นะ หนุ่มคนนี้น่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่างานตำรวจที่เขาควบมาทำนั่นจะทำให้ยอดขายในอาชีพเซลแมนตกฮวบๆ แม้ว่าแกจะเป็นไกด์ที่ดีก็เหอะ แต่เรารับรู้ได้ว่าเขารักประเทศ และโบราณสถานของเขามากกว่ารายได้ของตัวเองซะอีกค่ะ
 
 
 
 
          พี่เมนไนกับแรมโบ้พาเราวิ่งเอื่อยๆ กุบกับผ่านซุ้มกำแพงเืมืองที่ดูอลังการแต่พี่เมนไนบอกว่าไม่ได้เก่ามากมาย ซุ้มประตูเมืองที่เก่าจริง อายุพันสามร้อยปี เราผ่านเข้าผ่านออกกันวันละสองสามรอบแต่ดันไม่ได้หยุดถ่ายรูป เราออกนอกถนนดีๆ มาพักใหญ่แล้ว พี่เมนไนส่งสัญญาณให้แอ้ซึ่งนั่งข้างแก เงียบๆ ไว้ เพราะแรมโบ้กำลังจะวิ่งลงคูอย่างแรงเพื่อสร้างโมเมนตัมที่จะช่วยให้ขึ้นเนินชันได้ พี่เมนไนกะจะเซอร์ไพรส์น้องกิ๊กกะแบงค์ที่่กำลังนั่งง่วงอยู่ด้านหลัง แต่แอ้ห่วงน้องๆ เลยกระซิบไปว่า นั่งดีๆ เกาะๆ กันบ้างนะ พอน้องๆ เอื้อมมือไปเกาะกูบรถม้าเท่านั้น แรมโบ้ก็พุ่งลงคูอย่างแรง มีเสียงกรี๊ดดดดด แล้วเราก็ตาสว่าง หายง่วง หัวเราะกันใหญ่
 
 
 

 
 
          ยังทิ้งท้ายกันไม่หยุดหย่อนค่ะ ที่ต่อมาคือ Iza Gawna Pagoda จำได้ว่าพยายามเลียนสำเนียงจากพี่เมนไน แต่ภาษาพม่านี่ยากมากเลยนะ ปกติแอ้ไปที่ไหนสองสามวันจะได้มาหลายคำแล้ว แต่อยู่พม่ามา ๔ วันเข้านี่แล้ว ยังได้แค่นับเลขกับมิงกะลาบา (ทักทาย) อยู่เลยแหละ ยากจริงอะไรจริง ที่นี่เราน่าจะแบตหมดกันจริงๆ แล้ว เลยถ่ายรูปมานิดหน่อย แอ้จำได้ว่ามีอยู่เจดีย์หนึ่งที่มีกระรอกวิ่งพล่านด้านหน้า แต่ดันนึกไม่ออกว่าที่ไหน เพราะมันไวมาก ยังไงก็ถ่ายรูปไม่ทัน ยิ่งที่แคบๆ พวกมันพุ่งเหมือนลูกธนูที่เบาแสนเบาหลุดจากแล่ง แป๊บเดียวก็หายไปหมด
 
 
 
 
 
 
          พี่เมนไนพาเรากลับมาส่งที่ชเวนาดีก่อนเวลารถออก ๒ ชั่วโมง เราจะได้พักและอาบน้ำอาบท่า (ที่ห้องน้ำรวม เพราะเช็คเอาท์ออกมาแล้ว) แกพาเข้าทางลัดมาโผล่หน้าที่พักเลยทีเดียว แต่บนถนนกลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินขบวนประมาณว่าไปทำบุญที่วัด ขบวนยาวเหยียด ตัดขบวนไม่ได้ เราคุยกันไม่รู้เรื่องเพราะเสียงเพลงดังมาก จริงๆ แอ้อยากลาพี่เมนไนดีๆ แต่ัดันมาเจอบรรยากาศแบบนี้ จึงต้องยืนรอให้ขบวนผ่านไป เราจ่ายค่านำเที่ยวแก และทิปไปห้าพันจ๊าด (ประมาณสองร้อยบาท) คิดว่าน้อยไปสำหรับน้ำใจแก แต่เราก็มีเท่านั้นแหละ แอ้สัญญาจะอัดรูปส่งให้แกกับเด็กๆ ที่หมู่บ้าน - ซึ่งป่านนี้ยังไม่ไ้ด้ทำเลย และสัญญาว่าถ้ากลับไปที่พุกามอีก จะเรียกใช้่บริการรถม้าเบอร์ ๓๗ เพื่อจะได้เจอคู่ซี้พี่เมนไนและแรมโบ้ เพื่อนของเราอีกครั้ง
 
 
 
 
          เย็นนั้นเราอาบน้ำอาบท่า รวบข้าวของเรียบร้อยแล้วนั่งเล่นมือถืออยู่หน้าชเวนาดี แ้อ้ขอใช้โทรศัพท์โทร.บอกพี่โจที่ย่างกุ้ง ให้มารอรับเราตอนเช้ามืดที่ท่ารถ คนที่ชเวนาดีไม่รับเงินค่าโทรศัพท์ เขาบอกมันเป็นบริการอยู่แ้ล้ว ตอนใกล้เวลารถมา เขาก็เป็นธุระโทร.ติดตามถามให้อย่างขันแข็ง เป็นความประทับใจส่งท้ายที่พุกามค่ะ ฟ้าตอนพระอาทิตย์ตกในบริเวณชุมชน เราไม่มีมุมเห็นพระอาทิตย์ แต่จากประสบการณ์แล้ว วันนั้นฟ้าต้องสวยมากแน่ๆ แบงค์บ่นพึมพำเป็นหมีว่าเสียดาย ไม่ได้ขึ้นชเวซันดอว์ในเย็นวันนี้ แอ้ก็เสียดายเหมือนกัน แต่การเดินทางมันก็แบบนี้แหละ แล้ววันหนึ่งเราจะกลับไปชมพระอาิทิตย์ขึ้นและตกที่นั่นอีก
 
 
 
          ช่วงเวลาขึ้นรถบัสนั้นทรมานมาก เนื่องจากเป็นช่วงเดินทางชุก เปรียบดั่งขึ้นรถบัสที่เชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ในยามสงกรานต์ อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรกๆ เราสามคนมีที่นั่งแล้วเพราะซื้อล่วงหน้าหลายวัน แต่คนอื่นที่ไม่มีที่นั่งได้นั่งเก้าอี้เสริมตรงร่องกลาง อีป้าที่นั่งชิดกับเบาะของเรา ประหลาดมาก ตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ซักผ้าเตี้ยๆ ตรงช่องทางเดินซึ่งลดต่ำลงไปอีก แต่กลับยกแขนสูงในมุมที่ผิดปกติเพื่อเอาศอกมาถองเราตลอดเวลา ตอนแรกน้องกิ๊กนั่งนอก แต่พอพักเข้าห้องน้ำรอบแรก แอ้ก็ขอสลับ เพราะยังไงก็ไม่ได้หลับดีอยู่แล้วเพราะเบาะแคบ ให้้น้องหลับดีกว่า แล้วก็เปิดศึกกับป้าทั้งคืน คืนนั้นได้หลับรวมๆ ซักสองชั่วโมงได้ แอ้กับป้าไม่ได้โกรธกันนะ แต่ไม่ยอมกันแค่นั้นเอง แกจะเอาของมาแขวนเก้าอี้ฝั่งเรา แอ้ก็ไม่ได้ว่าอะไร แอ้ทำของตกแกก็เก็บให้ เพียงแต่เอาแขนดันกันทั้งคืน บ้าชิบเป๋ง
 
 
 
          ภาพบรรยากาศจุดพักรถครั้งที่ ๑ ถ้าใครโดยสารรถบัสสายยาวๆ บ้านเราบ่อยๆ ก็ไม่ต่างกันค่ะ เพียงแค่โลโซกว่า, เขาไม่ประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นรถ, นัดแนะบอกเวลากันเป็นภาษาพม่า แล้วไม่ีมีห้องน้ำบนรถคือยังไงก็ต้องลง รอบแรกนี่น้องๆ หิวเลยไปทานข้าวกันแต่แอ้พารานอยด์รถมากๆ (กลัวมันขับออกไปโดยไม่เรียก) เลยอาสาไปยืนเฝ้าไว้ค่ะ และสุดท้ายขอบอกว่ามันก็เคลื่อนตัวจะออกโดยไม่เรียกจริงนะุเฮ่ย พอเห็นเปิดประตูเรียกคนเท่านั้น ก็วิ่งไปตามน้องๆ ซึ่งกำลังมาพอดี พอเราขึ้นรถมันก็ออกเลย ไม่มีการลุยไปนับจำนวนผู้โดยสารแต่อย่างใด ฮือ.. 
 
 
 
๓ ธันวาคม ๒๕๕๕
 
          เราถึงย่างกุ้งก่อนเวลาที่นัดพี่โจไว้ ที่ท่ารถวุ่นวายสับสนมาก คนขับแท็กซี่เบียดเสียดกันอยู่ที่หน้าประตู ตะโกนเรียกลูกค้าโหวกเหวก ฟ้ายังมืดสนิท ที่ท่ารถทะมึนยิ่งกว่าตอนขามา แอ้มองดูเหตุการณ์แล้วบอกน้องๆ ว่า เิดินลงไป แต่อย่าให้ใครคว้ากระเป๋าเราได้นะ (เทคนิคชั่วของแท็กซี่บ้านเรา คือดึงกระเป๋าลูกค้าไปแล้วเดินเร็วๆ เลย ยังไงเราก็ต้องเดินตามสถานเดียว) 
 
          เราเป็นผู้หญิง ถึงจะถึกงี้แต่เกลียดการเบียดกันนะ แอ้เดินนำมาที่ประตู แล้วกลั้นใจก้าวลงไป อ้าวเฮ้ย.. เขาหลบให้ เขาไม่ถูกตัวเรา เขาตะโกนเรียก แท็กซี่ๆ แอ้ตอบว่า "No, thank you. A freind will come for us." เขาเข้าใจตั้งแต่ No ยิ้มให้เราแล้วถอยเปิดทางให้เราเดินดีๆ 
 
          เฮ้ย นี่มันอะไรกัน นี่มันอารยะมาก ดูภายนอกพวกเขาน่ากลัวมากนะ หน้าตาอย่างกับโจรเลยนะ แต่กิริยาสุภาพ และไม่ได้เป็นคนเดียว เป็นกันหมด ตอนเรานั่งรอพี่โจในออฟฟิศ ผลัดกันเข้าห้องน้ำและเฝ้ากระเป๋า หลายคนเดินมาถามว่าจะไปไหม แอ้ก็ตอบแบบเดิมอย่างสุภาพ เขาส่งยิ้มกลับคืนมาอย่างสุภาพทุกราย ถ้าจะตอบว่าอะไรคือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในทริปนี้ คงเป็นความสุภาพและหัวโบราณของพวกผู้ชายนี่แหละ อันนี้ชอบมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซีัยนเลย ควรส่งผู้ชายเวียดนามมาดูงานด่วนๆ
 
 
          เรารอพี่โจนานพอสมควร ทีนี้เริ่มมีไอเดียกัน คืออยากไปดูพระอาิทิตย์ขึ้นงามๆ ที่ชเวดากอง กลัวพี่โจมารับช้า หรือตื่นสาย เลยขอโทรศัพท์ที่ท่ารถอีก หนุ่มหน้าโจรตรงนั้นกดเบอร์ให้อย่างคล่องแคล่ว และ.. ไม่คิดเงินอีกแล้ว เขาบอก.. โฮ้ย ไม่เป็นไร ปัดมือไปมาเหมือนมันช่างเล็กน้อย 
 
 
          พี่โจมาถึงในเวลาไม่นาน แกยิ้มแย้มแต่เช้า ถามเราว่าไปกันมาถึงไหน (ไม่ถึงไหนอะพี่ ได้แค่พุกามเมืองเดียวจอด) เราโม้ให้แกฟังว่าพุกามสวยมาก พวกเราชอบมากกกก และขอให้แกพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ชเวดากอง 
 
          เราไปถึงชเวดากองไม่ทัน พี่โจพาไปปล่อยที่วัดพระหินอ่อนแทน เก็บภาพแสงเช้าในมุมที่ไม่เปิดนัก น้องๆ ดูจะเสียดายนิดหน่อย ส่วนแอ้สายชิว ยังไงก็ได้ เห็นก็ดี ไ่ม่เห็นก็ไม่เป็นไร เช้านั้นพระอาทิตย์ขึ้นสวยมากจริงๆ แหละ ริ้วเมฆคลื่นแบบโปรดของแอ้ (Cirrocumulus) พาดผ่านท้องฟ้า แสงพระอาทิตย์สะท้อนทั้งแสงและเงากับริ้วเมฆ อากาศไม่บริสุทธิ์เท่าพุกาม แต่ก็ยังเย็นสบายดี เราเดินเท้าเปล่าไปทั่วๆ วัดพระหินอ่อนที่ปราศจากผู้คน 
 
 
 

 
 
 
 
          เอนทรี่่หน้าเรามาต่อกันที่หนึ่งวันในย่างกุ้งกันนะคะ วันนี้ขอพักไว้เท่านี้ก่อน เป็นยังไงบ้างคะ ชอบเมืองพุกามกันไหมเอ่ย คราวนี้เราพลาดที่ไม่ได้ไปมัณฑะเลย์ต่อ ไม่เป็นไรค่ะ โอกาสหน้ายังมี โลกกว้าง แต่ถ้าเราไม่หยุดเดิน สักวันคงได้ไปอีกนั่นแหละ..  
 
 
 
 


 
       
 

Comment

Comment:

Tweet

ยิ่งใหญ่ อลังการ
ยังไงชีวิตนี้ก็ต้องไปให้ได้
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By back-to-basic on 2013-03-08 09:42

แทณก็ว่างั้นง การเดินทางของแอ้ สนุกที่ไม่ได้ทัวร์นี่แหละ
และก้ทำให้เห็นอะไรมากกกกกกกกกกกจริงๆHot! open-mounthed smile

#17 By แทณนี่แหละ on 2013-02-23 21:20

@tanguy- อันที่จริงแอ้ว่าสำหรับคนไทยเนี่ย ไปพม่ากันเยอะนะ แต่เดาว่าเกินครึ่งคงไปกับทัวร์ ซึ่งรถบัสของทัวร์เนี่ยช่วยเรื่องความสะดวกสบายได้เยอะเลยล่ะ แต่สำหรับแอ้ไม่มีอะไรสนุกเท่ากับการได้ทำอะไรเอง นี่สิถึงจะเรียกว่าการเดินทางของชีวิต

#16 By แอ้ on 2013-02-22 12:42

สิบHot! open-mounthed smile
ชอบตั้งแต่รูปแรกถึงรูปท้ายเลย
สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกconfused smile
การไปพม่าดูยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมหรือเปล่า ถนนหนทางถึงดูยังขุขระอยู่มาก ถ้าไม่แอบถ่ายรูปมาคงไม่ได้เห็นอะไรดีๆสวยๆแบบนี้แน่ๆ
พุกามเธอสวยงามมากเลย

#15 By แทณนี่แหละ on 2013-02-20 18:06

@shakri ขอบคุณนะค้า

#14 By แอ้ on 2013-02-20 11:36

ถ่ายรูปสวยมากๆ เลย Hot! Hot! big smile

#13 By NhonNhoi on 2013-02-20 11:36

นอกจากเล่าได้สนุกแล้วภาพยังสวยมากเลยค่ะ Hot!

#12 By เมพหมี shakri on 2013-02-20 11:23

โผล่แบบเนียนๆ แบบนี้ โผล่มาทุกช๊อตก้อได้นะครับ sad smile

#11 By Live a Live on 2013-02-18 23:20

@sonteen-8i3 ห้ามขึ้นค่ะ แต่แอ้แอบขึ้นไปหน่อยนึง โดนเจ้าหน้าที่ต้อนลงมา ฮ่าๆๆๆ 
ปล. ตรงไหนห้ามทำหมดแหละ วัยรุ่นตอนปลายอยากรู้อยากลอง cry

#10 By แอ้ on 2013-02-18 19:20

ชอบช่องประตูจัง
ยิ่งแสงลอดมายิ่งชอบcry

#9 By katak on 2013-02-18 18:18

บันไดเล็ก ๆ นั่นห้ามขึ้นใช่มั้ยคะ
ย้าก ดูมีความลับความนัย น่าขึ้นที่สุด
-*-
อ่าน+ชมรูป เอนทรี่นี้แล้วได้แต่ร้อง ว้าวๆๆ อยู่ในใจ
Hot! Hot!

#8 By JIRA on 2013-02-18 17:57

Hot! Hot! big smile

#7 By dp on 2013-02-18 17:10

@piyanar แอ้ว่าไม่น่าจะถึงขนาดนั้นนะคะ เพราะพม่ายังอยู่ในข่ายเที่ยวลำบากอยู่บ้าง (เว้นแต่ไปกับทัวร์) ที่ลำบากสุดก็การคมนาคมอย่างที่เล่า ถ้าไม่ซื้อทัวร์ก็ต้องเจอแบบนอนไม่หลับทั้งคืนกันบ้างค่ะ ตอนหลับๆ ตื่นๆ กลางดึกก็พบว่า พอดึกๆ ก็ขับเร็วด้วยค่ะ ปัจจัยนี้คงกรองคนไปได้เยอะทีเดียว
แต่อื่นๆ นอกจากการเดินทางก็โอเคนะคะ เหมือนๆ บ้านเราในเวอร์ชั่นยากจนน่ะแหละ confused smile

#6 By แอ้ on 2013-02-18 11:31

ภาพสวยเหมือนเดิม ชักหลงสเน่ห์พม่าซะแล้ว  
ชอบไกด์ท้องถิ่นจริงๆ อิอิ น้องหมาตาหวาน

#5 By lizardgirl on 2013-02-18 10:58

โห ถ่ายภาพได้สวยมากHot!
โดยเฉพาะท้องฟ้าเนี่ย สวยจริงๆ

#4 By φυβλας on 2013-02-18 10:39

Hot! Hot! Hot! Hot!
สวยจังเลยนะคะ 

#3 By YiM-YiiM on 2013-02-18 10:31

ตอนยังปิดประเทศคนเที่ยวเยอะมาก
พอเปิดประเทศ โหย..ถ่ายภาพคงมีแต่หัวคน

#2 By ปิยะ99 on 2013-02-18 09:49

ทัวร์แบบเข้าถึงบ้าน เข้าถึงชีวิตคนท้องถิ่นเลยนี่มันแจ่มจริงจัง
big smile
รถทัวร์โหดน่าดู ออกโดยไม่เรียกเนี่ย ดีนะรู้ทัน


Hot!

#1 By Nirankas on 2013-02-18 08:13

Recommend