แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๘

posted on 17 Feb 2013 23:39 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
          ตอนที่แล้วทิ้งท้ายกันไว้ที่เจดีย์งามริมแม่น้ำอิยะวดี แม้จะเป็นวันสุดท้ายในพุกาม แต่ยังค่ะ ของเด็ดยังไม่หมด วันสุดท้ายเป็นวันปล่อยของของพุกาม ฮ่าๆๆ ไปเริ่งร่ากันต่อ ตอนนี้แอ้ดราฟท์ทริปใหม่ไว้รอแล้วด้วย ซาดิสม์จริงจังมาก อันที่จริงอยากคุยเรื่องอื่นบ้างนะคะ หนัง เพลง หนังสือ สารพันของโปรดเจ้าของบล็อก แต่ก็นะ ทีละสิ่งทีละอย่าง.. วันนี้เรามาแบ็กแพ็คกันต่อก่อนค่ะ

          จากเจดีย์มังคละ ที่ต่อไปก็คือกอว์ดอว์ปาลิน (Gawdaw Palin Temple) วิหารนี้ยังคงอยู่ใกล้แม่น้ำอิยะวดี และมียอดเล็กยอดน้อยสวยงามมากค่ะ วิหารนี้อยู่ในบริเวณกำแพงเมือง เขาว่ามี ๙๐ วิหารที่อยู่ในกำแพงเมือง ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ คศ. ๑๑๗๕ ก็อายุแปดร้อยกว่าปีเข้าไปแล้ว ตำนานเล่าว่ากษัตริย์ Narapati-sithu ยกยอตัวเองกว่าเก่งกว่าบรรพบุรุษ ต่อมาเกิดตาบอด เชื่อว่าเป็นเพราะบาปที่ทำกับบรรพบุรุษ โหรที่เป็นพราหมณ์แนะให้ทำพิธีกราบไหว้ ประมาณว่าขอขมา ซึ่งทำแล้วต่อมาตาก็กลับมามองเห็นเหมือนเดิม จึงได้สร้างกอว์ดอว์ปาลินไว้ตรงจุดที่ทำพิธีบูชาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ต่อมา 
 
 

 
 
          ภายในมีพระุพุทธรูปอยู่ทุกด้าน แต่ละองค์ก็หน้าตาต่างๆ กันไปเหมือนหลายๆ เจดีย์ที่ได้ชมมา วันนี้เนื่องจากแสงภายนอกจ้า ฟ้าเปิดมากๆ เราก็เลยได้ชมความอลังการของการดีไซน์แสงของช่างในสมัยโบราณกันอย่างชัดเจนทีเดียว 
 
 

 


 
          และที่ต่อไปนี้แหละ เป็นที่ที่แสงสวยที่สุดเท่าที่เคยชมโบราณสถานในพุกามมา อะต่อให้รวมนครวัด-นครธมด้วยก็ยังได้ เรื่องแสงนี่เป็นจุดเด่นของเขาเลย สิบนาทีต่อมาเราก็มาถึง วิหารธรรมยานจี (Dhammayan Gyi Temple) ซึ่งเป็นวิวพอยท์ตอนเช้าของเรามาสามเช้ารวดจากบนชเวซันดอว์ ด้วยความคุ้นตาทำให้ชอบที่นี่เป็นพิเศษตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านในเลยค่ะ
 
 
 

 
 
          ค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บฝรั่งได้ดังนี้ 
 
          "Massiveness that is DHAMMAYAN
          Loftiness that is THATBYINNYU
          Grace that is ANANDA"
 
 
          วิหารธรรมยานจีแห่งนี้ขี้นชื่อด้านความแข็งแรงหนาแน่น ชื่ออาจไพเราะและมีคำว่าธรรมอยู่ด้วย แต่ประวัติวิหารนั้นนองเลือดมากค่ะ มันถูกสร้างขึ้นโดยความประสงค์ของกษัตริย์ Narathu ซึ่งถือได้ว่าเ็ป็นทรราชย์ คือใครขวางทางฆ่าหมด เขาฆ่าพ่อก่อน แล้วพอพี่ชายของตัวเองได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ฆ่าพี่ชายอีก แม้แต่พระมเหสีตัวเองก็ยังฆ่า ตอนก่อสร้างวิหารนี้ Narathu มีกฎที่โหดมาก คือต้องการให้วิหารแข็งแรงและยิ่งใหญ่ที่สุด คนงานต้องเรียงอิฐให้แนบกันทุกก้อนขนาดที่เข็มก็สอดเข้าไประหว่างก้อนอิฐไม่ได้ ถ้าใครทำพลาดจะถูกตัดมือทิ้ง สุดท้ายแล้วเขาก็หนีบาปกรรมไปไม่พ้นนะคะ ถูกพ่อตาฆ่าล้างแค้นให้กับลูกสาวในที่สุด
 
 
 
 
          วิหารนี้รูปทรงภายนอกเหมือนพิระมิดเลย ในเว็บเขียนเกี่ยวกับช่องปิดของวิหารว่า พอสร้างเสร็จก็ปิดช่องต่างๆ จนแทบจะทึบหมด มีหลายสาเหตุที่ตั้งสมมติฐานกันไว้ เช่น ต้องปิดเนื่องจากน้ำหนักของวัสดุที่ซ้อนขึ้นไปด้านบนนั้นสูงมาก ช่องเปิด ซุ้มประตูต่างๆ จะรับน้ำหนักไม่ไหว จึงต้องปิดไว้ อีกสาเหตุว่าปิดเพราะต้องการซุกซ่อนสมบัติมีค่าไว้ภายใน บ้างก็ว่าเป็นเพราะจิตใจของ Narathu เองที่หวาดกลัวบาปกรรม จึงต้องการหลบซ่อนจากบาปที่ได้ทำไว้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
          เราชมวิหารนี้กันอย่างเถิดเทิงกระปรี้กระเปร่า เลี้ยวโค้งไหนก็พบแต่ช่องแสงธรรมชาติที่สวยงาม (น่าจะมีการซ่อมบำรุง และเปิดช่องต่างๆ ที่ปิดไว้ในอดีตกันบ้างแล้ว - อันนี้เดา) แอ้ น้องกิ๊ก เจ้าแบงค์ บ่นกันพึมพำว่า อย่างนี้มันน่าพอร์ตเทรตนัก เสียดายไม่ได้พกนางแบบมาด้วยว่ะ และแล้วพวกตากล้องทั้งหลายเลยผลัดกันเป็นแบบซะเอง สนุกสนานมาก บ้างก็แอบซุ่มถ่ายพระภิกษุ - ภิกษุณีที่เดินไปเดินมาจีวรปลิวไสว อ้อยอิ่งเดินอยู่ในนั้นนานเกือบชั่วโมง 
 
 
          อีกสิบนาทีต่อมา เราก็มามหาวิหารสุลามณี (Sulamani Temple) สร้างโดยกษัตริย์ Narathu และยังเป็นออพเจคต์ในวิวพระอาทิตย์ขึ้นของเราที่ชเวซันดอว์มาแล้ว ๓ เช้าเช่นเดียวกับธรรมยานจี วิหารนี้เมื่อมองจากชเวซันดอว์จะเห็นช่องหน้าต่างสมมาตร ๒ ช่อง ซึ่งถึงแม้จะเล็กจิ๋ว แต่มองทะลุไปฝั่งตรงข้ามได้เลย โดยอาจต้องใช้เลนส์เทเลช่วยนิดหน่อยค่ะ การรังวัดเมื่อพันปีก่อนต้องมีเทคนิคที่น่าทึ่งแน่ๆ
 
 
 
 
          วิหารแห่งนี้มีความงดงามมากอีกแห่ง ผู้ที่แวะเวียนไปมาคงมีจำนวนมาก เห็นได้จากร้านรวงที่ตั้งเป็นแถวบริเวณทางเข้า แต่เรามาเยือนในเวลาเที่ยงกว่าๆ แดดคงร้อน เจ้าของร้านส่วนมากหลบหายหน้าทำให้เดินสบายใจ ไม่โดนเรียกซื้อของด้วยตาละห้อย ภายในสวยงามด้วยช่องแสงให้ให้แสงอัศจรรย์เช่นเดียวกับธรรมยานจี และมีภาพเขียนฝาผนัง เป็นพระพุทธรูป และเรื่องราวต่างๆ ตามคติศาสนาพุทธตลอดโถงที่เดินชมโดยไม่ห้ามเรื่องถ่ายรูปด้วยสิ แม้ว่าช่างจะก่อสร้างด้วยความหวาดผวาถึงการลงโทษที่อาจจะเกิดถ้าทำงานพลาด แต่ก็ยัีงทิ้งฝีมือที่งดงามไว้ผ่านกาลเวลาเกือบพันปี น่าทึ่งจริงๆ
 
 
 
 
 
 
ภาพนี้จะเห็นช่องบันไดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวหายเข้าไปในผนังค่ะ 
  
 
          เดินกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ไปต่อกันค่ะ ที่นี่เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นทัวร์ชะโงกนี่คงจัดจบภายในสิบนาทีได้เพื่อไปชมที่อื่นให้ได้เยอะๆ เราสามคนเดินไปพักไป บางโถงที่ไม่มีคนเราก็นั่งเล่นค่ะ วิหารเหล่านี้โดยมากค้างคาวมาอาศัยอยู่กันที่ยอดสูงของเจดีย์ หากฉายไฟดูก็จะขนลุกนิดหน่อย เลยไม่ฉายจะดีกว่า เวลาเดินภายในอาคารหินหนาแน่น จะสัมผัสได้ถึงความเย็นชื้น กำลังสบาย และกลิ่นประจำรังค้างคาว หนาบางแล้วแต่ช่วง 
 
 
          ที่ต่อมา พี่เมนไนถามว่า จะกินข้าวกันที่ไหน ถ้าไปหมู่บ้านที่กำลังจะไปนี้แล้ว ก็จะมีแต่มังสวิรัตินะ ซึ่งเข้าใจได้ว่าไม่ใช่ว่าเป็นชาวมัง แต่คงเพราะเป็นหมู่บ้านยากจนซะล่ะมากกว่า แอ้พยายามหาชื่อหมู่บ้านนี้ในอินเตอร์เน็ต ไม่เจอเลยค่ะ มันคล้ายๆ หมู่บ้านที่ให้นักท่องเที่ยวแวะชมวัฒนธรรม แ้ล้วก็อาศัยขายของได้ด้วย บรรยากาศร่มรื่น บ้านๆ แบบที่แอ้ชอบเลย แต่แอ้ไม่ชอบพี่สาวคนที่มาเดินประกบ คือสรุปความว่าเขาอยากได้เงินเราจาก ๓ ช่องทาง ๑) ขายผ้าทอมือ เป็นผ้าถุง กระเป๋า อันนี้โอเคเลย ราคาไม่แพง ผลงานเนี้ยบ สวยค่ะ น่าซื้อจริงๆ ๒) ซื้อข้าวซื้อน้ำกิน อันนี้ก็โออีกแหละ ไม่ได้ขายแพงอะไร เพียงแต่มันไม่อร่อยเพราะมีแต่ผักกับถั่ว (แอ้ไม่ได้กินข้าวค่ะ เหลือทนกับถั่วแล้วจุดนั้น) และ ๓) ทิปให้พี่สาวคนที่พาเดิน ซึ่งตามคอนเซ็ปต์ก็ไม่เป็นไรอีกนั่นแหละ แต่เจ๊แ่ม่งดราม่าใส่ อันนี้ที่รำคาญ คือย้ำมากว่ายากจนมากๆ หลังๆ พูดบ่อยจนแอ้ไม่ตอบคำแล้วแหละ ปล่อยพล่ามไปคนเดียว สุดท้ายจ่ายค่าพาเดินไปประมาณ ๑๐๐ บาทแหละ พาเดินนานเหมือนกันค่ะ
 
 
 
 
          เจ๊ยากจนพาเราชมวิถีชีวิตชนบทของชาวพม่า แต่เนื่องจากเรากับพม่าคล้ายกันมาก และแอ้เนี่ยตัวชนบทเลย แต่ละสิ่งที่แกให้ดูเลยค่อนข้างจะคุ้นเคยมาแล้วทั้งนั้นยกเว้นเครื่องสับฟาง ซึ่งไอเดียดีนะ ได้งานไม่แมส แต่ก็เปลืองแรงไม่มากด้วยเช่นกัน