แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๗

posted on 14 Feb 2013 00:11 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
          ความเดิมตอนที่แล้ว อิชั้นไปพม่ามา ๕ วัน เล่าไป ๗ ตอนยังไม่จบ สงสัยต้องเร่งมือหน่อยแล้ว ฮึบๆๆ ตอนที่แล้วเราค้างกันอยู่ที่ทางเดินเข้าเจดีย์ชเวสิกอง ซึ่งดูทะมึนพอสมควร แต่พอโผล่เข้าไปด้านในเท่านั้นแหละ
 
 
 
          เจดีย์สีทองสะท้อนประกายของแสงแดดวิบๆ พื้นที่รอบเจดีย์ไม่กว้างนัก ทำให้เจ้าแบงค์บ่นอุบอิบที่ไม่มีเลนส์ไวด์มาด้วย แอ้กับน้องกิ๊กติดเลนส์ไวด์แล้วถ่ายรูปเพลิดเพลิน ปั่นจักรยานมาอย่างระกำ พอมาเห็นความงดงามของเจดีย์แล้วก็อิ่มใจ จะว่าหายเหนื่อยก็คงไม่ใช่ เพราะตรากตรำกรำแดดมาขนาดนั้น มันต้องมีเตียงนุ่มๆ ของโรงแรมไฮเอนด์มารองตูดแหละ ถึงจะบอกได้ว่าหายเหนื่อย
          พอพบที่นั่งเหมาะๆ เราสามคนก็นั่งเรียงกัน มองยอดเจดีย์สีทองทาบบนฉากหลังของท้องฟ้าสีฟ้าแจ่ม..
 
 
 
          แล้วนกก็บินฮือขึ้นทั้งฝูง ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน คนแก่สุดก็เล่นติงต๊องเป็นเด็กด้วยการ "วอ" บอกทีมงาน "เอ้า นกมา.. นกมา" .. "ไม่ใช่อย่างน้าน.. อย่าบินสวนกันเสะ ปล่อยมาทางเดียวกัน"
 
          "น่าน.. อย่างนั้นแหละ สวย สวยมาก"
 
 
 
 
          น้องกิ๊กบอกว่า ที่ชเวสิกองจะมีหลุมน้ำใช้มองเงายอดพระธาตุ ในเน็ตเล่าว่าตำนานคือพระมเหสีแหงนมองยอดพระธาตุจนปิ่นปักผมหล่น (อย่างที่เล่าว่ารอบๆ เจดีย์ที่แคบค่ะ เวลาจะมองต้องแหงนคอตั้งบ่า) ช่างจึงคิดหาวิธีที่พระนางจะชมยอดเจดีย์ได้โดยไม่ต้องแหงน อีกคติกล่าวว่า หลุมน้ำนี้ทำให้คนรู้จักนอบน้อม คือยิ่งยอบตัวลงต่ำ จะยิ่งเห็นเงายอดเจดีย์ได้งดงาม
 
          เราเดินวนรอบเพื่อหาหลุมน้ำ หาไม่ยากค่ะ เพราะคนมุงกันตลอด น้องสองคนเข้าไปถ่ายรูปเงาได้คนละใบสองใบอย่างสวยงาม แต่เลนส์แอ้ไม่สมประกอบ ต้องใช้เวลาในการถ่ายนาน ลองเข้าไปหน่อยแล้ว เจอชาวพม่าเข้ามารอชม ก็เลยเสียสละดูด้วยตาแว่บเดียวแล้วถอยให้เขาเข้าไปกราบไหว้และชมเงาพระธาตุดีกว่า สัมผัสได้จากกิริยาของพวกเขาว่ามันสำคัญกับเขามากกว่าเราเยอะ ถอยมานั่งดูใต้ร่มเงาของชายคา และทบทวนปิติที่เก็บได้ระหว่างทางตามที่เพื่อนสอนสั่งมา
 
 
 
          ใช้เวลาในชเวสิกองราว ๔๐ นาที แล้วเราก็มุ่งหน้ากลับไปพักที่ห้องพักกันค่ะ ตอนนั้นเป็นเวลาสี่โมงเย็น กับสภาพร่างกายยับเยินสุดๆ เหมือนผ่านยุทธภูมิบะกันสันทรายอะไรมา ทหารเอกทั้งสามผลัดกันเข้าห้องน้ำ แย่งชิงสัญญาณไวไฟกันเข้าเฟซบุ๊ค และเวิ่นเว้อกันอยู่หนึ่งชั่วโมงเต็ม
 
          ได้เวลาที่กะไว้ เราก็โดดคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปอีกครั้งโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ตูดระบมที่ส่งเสียงโอดครวญ ร้องขอความเมตตา ทำไงก็ได้ ไม่รถม้าก็เดินเอาได้ไหม อย่าปั่นจักรยานไปอีกเลย.. พลีสสสสส.. (ทำไมดูเหมือนบ่นแต่เรื่องตูด  กร๊าก)
          ตอนปั่นจักรยานนี่ตลกดี คือแบบว่าต้องอธิบายด้วยฟิสิกส์นะ มวลเยอะ จะทำให้โมเมนต์เยอะ คือจักรยานแม่บ้านคันที่ขี่เนี่ยล้อมันใหญ่ ถึงแอ้จะอ้วนแต่ถ้ามีแรงถีบ (ซึ่งแม้จะบ่นยังไง แต่ก็มีแรงถีบอยู่แหละ) มันก็จะพุ่งเยอะกว่าคนผอมที่มีแรงเท่ากัน อันนี้เนื่องจากมันได้รอบจากล้อที่ใหญ่ด้วย สรุปคือแอ้ขี่แซงน้องๆ ไปหลายรอบ จริงๆ จะขออยู่ท้ายสุด จะได้ไม่กดดัน แต่พอรอบมันถึงก็แซงไปบ้างไรบ้าง น้องๆ ก็คงจะงงแบบว่า ตกลงมึงไหวรึไม่ไหวกันแน่ สรุปว่าไม่ตาย ขี่ได้ สนุกดี  กร๊าก
 
 
 
          มาถึงตรงนี้ แอ้มีเรื่องจะสารภาพเรื่องหนึ่ง คือเราไม่ได้จ่ายเงินค่าเข้าเมืองพุกาม คนละ ๑๐ ดอลลาร์ สามคนก็เกือบพันบาท
          พี่เมนไนบอกว่า ค่าเข้าเมืองนี้ เขาจะตั้งโต๊ะเก็บที่ชเวซันดอว์ ตอนกลางวันถึงเย็น คือคนทั่วไปจะไปชมพระอาทิตย์ตกที่นั่น ถ้ายังไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าเมืองก็ต้องจ่ายตอนนั้นเลย (เหมือนไปเสียมเรียบที่แอ้ยังไม่ได้เล่านั่นแล) แต่เราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นแต่มืด เจ้าหน้าที่ยังไม่มา ตอนเย็นเราก็ไปที่อื่น เลยยังไม่โดนเก็บ พี่เมนไนบอกว่า ถ้าเราโผล่ไปที่ชเวซันดอว์ตอนพระอาทิตย์ตก ก็จะต้องจ่ายตังค์
          อันที่จริงแอ้อยากจ่าย เราเที่ยวพุกามกันคุ้มมากๆ ถึงต้องจ่ายอีกสามร้อยก็คุ้ม แต่ถ้ามันจะไม่ต้องจ่ายขึ้นมา ด้วยความงก มันก็ยินดีอยู่ลึกๆ ล่ะนะ เย็นนั้นเราตกลงกันว่า ดูฟ้าก่อน ถ้าฟ้าแจ่ม เราไปชเวซันดอว์ และจ่ายค่าขึ้นชมคนละสามร้อย แต่ถ้าฟ้าเน่า เราไม่ไป
 
          สรุปว่าฟ้าเน่า เมฆทะมึนปิดขอบฟ้าด้านล่างหนาเตอะ เราสามคนตัดสินใจปั่นไปชเวกูจีเพื่อเก็บภาพแสงเย็นตามหน้าที่ แต่ไม่กระดี๊กระด๊าเพราะฟ้าไม่เปิด ส่วนแอ้ก็ชิวตามประสา ขึ้นที่สูงๆ แล้วชอบให้ลมตีหน้า ไม่รู้เป็นอะไร มันสบายอย่างบอกไม่ถูก
 
          บนชเวกูจีมีคนมารอชมพระอาทิตย์ตกประมาณหนึ่ง แสงสีทองๆ พยายามลอดช่องว่างระหว่างเมฆหนาๆ เห็นเป็นแผง มีทัวร์จีนมาลง แล้วก็ตามประสาทัวร์จีนคือจะเอะอะหน่อย ล้ำหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างนิดๆ มีพระจีนที่ถ่ายรูปอ้อล้อกับสาวๆ แบบสบายๆ เห็นแล้วขัดหูขัดตา เล่ามาถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่าพระพม่าที่แตะเนื้อต้องตัว หยอกเอินสีกาได้ ก็ยังทำให้รู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจเช่นกันค่ะ เพราะแต่งกายเหมือนพระไทยเดี๊ยะๆ เพียงแต่สีจีวรจะเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มทั้งหมด ไม่พบที่ใส่สีอ่อนเลย เวลาท่านทั้งหลายเดินแทรกเดินเบียด ดิฉันก็กระโดดโหยงทุกที
 
 
 
          เราไม่ได้รอฟ้ามืดซะทีเดียว ลงจากชเวกูจีแล้วก็ปั่นกลับกัน เห็นอะไรน่าเก็บภาพก็แวะๆ เก็บนิดหน่อย แต่แอ้ถ่ายไม่ได้เอาซะเลย เพราะว่าเพลียกะจักรยานมากๆ ขางี้สั่นดิกๆ ไปหมด ได้แต่บอกตัวเองว่า เฮือกสุดท้าย เฮือกสุดท้ายแล้ว เราต้องทำได้ !!
 
 
 

          เย็นนั้นเราจะกินร้านดีๆ ที่ "ข้าวสาร" กัน แต่ระหว่างที่กำลังไม่รู้จะเลือกร้านไหน แอ้เลยรีเควสต์ว่า ถ้าชอบร้านไหนก็เข้าเลย แต่ถ้าไม่รู้จะเข้าร้านไหน ขอให้เลือกร้านที่มีเบาะใหญ่ๆ นุ่มๆ ถึงเราจะขาดประสบกาม แต่ประสบการณ์ด้านท่องเที่ยวเรามีเพียบ และมันสอนว่า เวลาปวดตูดแบบนี้โปรดหลีกเลี่ยงเก้าอี้เล็กๆ แข็งๆ จ้ะห์

          เลยได้ร้านนี้มา ร้านสวย ทำอาหารไม่เสถียร อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง เสิร์ฟช้า ราคาติดโซนแพง ห้องน้ำอยู่ไกลลิบ และ ..เก้าอี้เบาะใหญ่ นุ่มสบาย.. นั่งแล้วไม่อยากจะลุก อยากจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ ทำกับข้าวช้าเหรอ ไม่เป็นไร เรารอได้... ดื่มเบียร์กะเจ้าแบงค์กันขวดนึง ไม่จืดเท่ายี่ห้อที่วันแรกเจ้าแบงค์มันวิจัย (ยี่ห้ออะไรฮึ Bagan รึ?) แต่ก็ไม่มีเบียร์อะไรจะถูกปากเท่าสิงห์ละ ก็วิจัยไปงั้นๆ เพื่อควาิมชิว
 
 
 

          คืนนั้นนี่หลับเป็นตาย.. (อันที่จริงสามคนนี้ก็หลับเป็นตายกันตลอด เลี้ยงง่ายกันมากๆ)  กร๊าก



 
 
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕
 
          เช้านี้เราออกกันแต่มืดอย่างเคย พี่เมนไนกับแรมโบ้ได้พักวันนึงก็กระปรี้กระเปร่าดี แกเล่าว่านอนทั้งวัน ไปตลาดแป๊บเดียว (แอ้นั่งหน้าข้างแก ก็เลยคุยกันเยอะ เราช่างคุยด้วยแหละ) เราเป็นคนหิวเช้า คือตื่นปุ๊บหิวปั๊บเลยมีป๊อกกี้ (รุ่นมีออพชั่นถั่วเอยอะไรเอย) ติดกระเป๋าไว้รองท้อง ก็ยื่นให้แก แกรับแล้วบอกว่าจะลองกินดู แกกินไปสองแท่งก็บอกพอละ แต่ก็คงจะชอบแหละ ใครบ้างไม่ชอบป๊อกกี้
          วิ่งมาได้พักนึงแกจอดรถ แล้วเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งดูเป็นร้านค้าที่ยังไม่เปิด หายไปพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมถุงหิ้วน้อยๆ สองใบ แกเอาใบหนึ่งแขวนไว้ที่ตะขอหน้ารถม้า อีกใบยื่นให้เรา แกบอกว่า ซื้อมาฝาก ให้เอาไปกินกันตอนรอถ่ายรูปพระอาทิตย์