แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๗

posted on 14 Feb 2013 00:11 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
          ความเดิมตอนที่แล้ว อิชั้นไปพม่ามา ๕ วัน เล่าไป ๗ ตอนยังไม่จบ สงสัยต้องเร่งมือหน่อยแล้ว ฮึบๆๆ ตอนที่แล้วเราค้างกันอยู่ที่ทางเดินเข้าเจดีย์ชเวสิกอง ซึ่งดูทะมึนพอสมควร แต่พอโผล่เข้าไปด้านในเท่านั้นแหละ
 
 
 
          เจดีย์สีทองสะท้อนประกายของแสงแดดวิบๆ พื้นที่รอบเจดีย์ไม่กว้างนัก ทำให้เจ้าแบงค์บ่นอุบอิบที่ไม่มีเลนส์ไวด์มาด้วย แอ้กับน้องกิ๊กติดเลนส์ไวด์แล้วถ่ายรูปเพลิดเพลิน ปั่นจักรยานมาอย่างระกำ พอมาเห็นความงดงามของเจดีย์แล้วก็อิ่มใจ จะว่าหายเหนื่อยก็คงไม่ใช่ เพราะตรากตรำกรำแดดมาขนาดนั้น มันต้องมีเตียงนุ่มๆ ของโรงแรมไฮเอนด์มารองตูดแหละ ถึงจะบอกได้ว่าหายเหนื่อย
          พอพบที่นั่งเหมาะๆ เราสามคนก็นั่งเรียงกัน มองยอดเจดีย์สีทองทาบบนฉากหลังของท้องฟ้าสีฟ้าแจ่ม..
 
 
 
          แล้วนกก็บินฮือขึ้นทั้งฝูง ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน คนแก่สุดก็เล่นติงต๊องเป็นเด็กด้วยการ "วอ" บอกทีมงาน "เอ้า นกมา.. นกมา" .. "ไม่ใช่อย่างน้าน.. อย่าบินสวนกันเสะ ปล่อยมาทางเดียวกัน"
 
          "น่าน.. อย่างนั้นแหละ สวย สวยมาก"
 
 
 
 
          น้องกิ๊กบอกว่า ที่ชเวสิกองจะมีหลุมน้ำใช้มองเงายอดพระธาตุ ในเน็ตเล่าว่าตำนานคือพระมเหสีแหงนมองยอดพระธาตุจนปิ่นปักผมหล่น (อย่างที่เล่าว่ารอบๆ เจดีย์ที่แคบค่ะ เวลาจะมองต้องแหงนคอตั้งบ่า) ช่างจึงคิดหาวิธีที่พระนางจะชมยอดเจดีย์ได้โดยไม่ต้องแหงน อีกคติกล่าวว่า หลุมน้ำนี้ทำให้คนรู้จักนอบน้อม คือยิ่งยอบตัวลงต่ำ จะยิ่งเห็นเงายอดเจดีย์ได้งดงาม
 
          เราเดินวนรอบเพื่อหาหลุมน้ำ หาไม่ยากค่ะ เพราะคนมุงกันตลอด น้องสองคนเข้าไปถ่ายรูปเงาได้คนละใบสองใบอย่างสวยงาม แต่เลนส์แอ้ไม่สมประกอบ ต้องใช้เวลาในการถ่ายนาน ลองเข้าไปหน่อยแล้ว เจอชาวพม่าเข้ามารอชม ก็เลยเสียสละดูด้วยตาแว่บเดียวแล้วถอยให้เขาเข้าไปกราบไหว้และชมเงาพระธาตุดีกว่า สัมผัสได้จากกิริยาของพวกเขาว่ามันสำคัญกับเขามากกว่าเราเยอะ ถอยมานั่งดูใต้ร่มเงาของชายคา และทบทวนปิติที่เก็บได้ระหว่างทางตามที่เพื่อนสอนสั่งมา
 
 
 
          ใช้เวลาในชเวสิกองราว ๔๐ นาที แล้วเราก็มุ่งหน้ากลับไปพักที่ห้องพักกันค่ะ ตอนนั้นเป็นเวลาสี่โมงเย็น กับสภาพร่างกายยับเยินสุดๆ เหมือนผ่านยุทธภูมิบะกันสันทรายอะไรมา ทหารเอกทั้งสามผลัดกันเข้าห้องน้ำ แย่งชิงสัญญาณไวไฟกันเข้าเฟซบุ๊ค และเวิ่นเว้อกันอยู่หนึ่งชั่วโมงเต็ม
 
          ได้เวลาที่กะไว้ เราก็โดดคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปอีกครั้งโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ตูดระบมที่ส่งเสียงโอดครวญ ร้องขอความเมตตา ทำไงก็ได้ ไม่รถม้าก็เดินเอาได้ไหม อย่าปั่นจักรยานไปอีกเลย.. พลีสสสสส.. (ทำไมดูเหมือนบ่นแต่เรื่องตูด  กร๊าก)
          ตอนปั่นจักรยานนี่ตลกดี คือแบบว่าต้องอธิบายด้วยฟิสิกส์นะ มวลเยอะ จะทำให้โมเมนต์เยอะ คือจักรยานแม่บ้านคันที่ขี่เนี่ยล้อมันใหญ่ ถึงแอ้จะอ้วนแต่ถ้ามีแรงถีบ (ซึ่งแม้จะบ่นยังไง แต่ก็มีแรงถีบอยู่แหละ) มันก็จะพุ่งเยอะกว่าคนผอมที่มีแรงเท่ากัน อันนี้เนื่องจากมันได้รอบจากล้อที่ใหญ่ด้วย สรุปคือแอ้ขี่แซงน้องๆ ไปหลายรอบ จริงๆ จะขออยู่ท้ายสุด จะได้ไม่กดดัน แต่พอรอบมันถึงก็แซงไปบ้างไรบ้าง น้องๆ ก็คงจะงงแบบว่า ตกลงมึงไหวรึไม่ไหวกันแน่ สรุปว่าไม่ตาย ขี่ได้ สนุกดี  กร๊าก
 
 
 
          มาถึงตรงนี้ แอ้มีเรื่องจะสารภาพเรื่องหนึ่ง คือเราไม่ได้จ่ายเงินค่าเข้าเมืองพุกาม คนละ ๑๐ ดอลลาร์ สามคนก็เกือบพันบาท
          พี่เมนไนบอกว่า ค่าเข้าเมืองนี้ เขาจะตั้งโต๊ะเก็บที่ชเวซันดอว์ ตอนกลางวันถึงเย็น คือคนทั่วไปจะไปชมพระอาทิตย์ตกที่นั่น ถ้ายังไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าเมืองก็ต้องจ่ายตอนนั้นเลย (เหมือนไปเสียมเรียบที่แอ้ยังไม่ได้เล่านั่นแล) แต่เราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นแต่มืด เจ้าหน้าที่ยังไม่มา ตอนเย็นเราก็ไปที่อื่น เลยยังไม่โดนเก็บ พี่เมนไนบอกว่า ถ้าเราโผล่ไปที่ชเวซันดอว์ตอนพระอาทิตย์ตก ก็จะต้องจ่ายตังค์
          อันที่จริงแอ้อยากจ่าย เราเที่ยวพุกามกันคุ้มมากๆ ถึงต้องจ่ายอีกสามร้อยก็คุ้ม แต่ถ้ามันจะไม่ต้องจ่ายขึ้นมา ด้วยความงก มันก็ยินดีอยู่ลึกๆ ล่ะนะ เย็นนั้นเราตกลงกันว่า ดูฟ้าก่อน ถ้าฟ้าแจ่ม เราไปชเวซันดอว์ และจ่ายค่าขึ้นชมคนละสามร้อย แต่ถ้าฟ้าเน่า เราไม่ไป
 
          สรุปว่าฟ้าเน่า เมฆทะมึนปิดขอบฟ้าด้านล่างหนาเตอะ เราสามคนตัดสินใจปั่นไปชเวกูจีเพื่อเก็บภาพแสงเย็นตามหน้าที่ แต่ไม่กระดี๊กระด๊าเพราะฟ้าไม่เปิด ส่วนแอ้ก็ชิวตามประสา ขึ้นที่สูงๆ แล้วชอบให้ลมตีหน้า ไม่รู้เป็นอะไร มันสบายอย่างบอกไม่ถูก
 
          บนชเวกูจีมีคนมารอชมพระอาทิตย์ตกประมาณหนึ่ง แสงสีทองๆ พยายามลอดช่องว่างระหว่างเมฆหนาๆ เห็นเป็นแผง มีทัวร์จีนมาลง แล้วก็ตามประสาทัวร์จีนคือจะเอะอะหน่อย ล้ำหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างนิดๆ มีพระจีนที่ถ่ายรูปอ้อล้อกับสาวๆ แบบสบายๆ เห็นแล้วขัดหูขัดตา เล่ามาถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่าพระพม่าที่แตะเนื้อต้องตัว หยอกเอินสีกาได้ ก็ยังทำให้รู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจเช่นกันค่ะ เพราะแต่งกายเหมือนพระไทยเดี๊ยะๆ เพียงแต่สีจีวรจะเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มทั้งหมด ไม่พบที่ใส่สีอ่อนเลย เวลาท่านทั้งหลายเดินแทรกเดินเบียด ดิฉันก็กระโดดโหยงทุกที
 
 
 
          เราไม่ได้รอฟ้ามืดซะทีเดียว ลงจากชเวกูจีแล้วก็ปั่นกลับกัน เห็นอะไรน่าเก็บภาพก็แวะๆ เก็บนิดหน่อย แต่แอ้ถ่ายไม่ได้เอาซะเลย เพราะว่าเพลียกะจักรยานมากๆ ขางี้สั่นดิกๆ ไปหมด ได้แต่บอกตัวเองว่า เฮือกสุดท้าย เฮือกสุดท้ายแล้ว เราต้องทำได้ !!
 
 
 

          เย็นนั้นเราจะกินร้านดีๆ ที่ "ข้าวสาร" กัน แต่ระหว่างที่กำลังไม่รู้จะเลือกร้านไหน แอ้เลยรีเควสต์ว่า ถ้าชอบร้านไหนก็เข้าเลย แต่ถ้าไม่รู้จะเข้าร้านไหน ขอให้เลือกร้านที่มีเบาะใหญ่ๆ นุ่มๆ ถึงเราจะขาดประสบกาม แต่ประสบการณ์ด้านท่องเที่ยวเรามีเพียบ และมันสอนว่า เวลาปวดตูดแบบนี้โปรดหลีกเลี่ยงเก้าอี้เล็กๆ แข็งๆ จ้ะห์

          เลยได้ร้านนี้มา ร้านสวย ทำอาหารไม่เสถียร อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง เสิร์ฟช้า ราคาติดโซนแพง ห้องน้ำอยู่ไกลลิบ และ ..เก้าอี้เบาะใหญ่ นุ่มสบาย.. นั่งแล้วไม่อยากจะลุก อยากจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ ทำกับข้าวช้าเหรอ ไม่เป็นไร เรารอได้... ดื่มเบียร์กะเจ้าแบงค์กันขวดนึง ไม่จืดเท่ายี่ห้อที่วันแรกเจ้าแบงค์มันวิจัย (ยี่ห้ออะไรฮึ Bagan รึ?) แต่ก็ไม่มีเบียร์อะไรจะถูกปากเท่าสิงห์ละ ก็วิจัยไปงั้นๆ เพื่อควาิมชิว
 
 
 

          คืนนั้นนี่หลับเป็นตาย.. (อันที่จริงสามคนนี้ก็หลับเป็นตายกันตลอด เลี้ยงง่ายกันมากๆ)  กร๊าก



 
 
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕
 
          เช้านี้เราออกกันแต่มืดอย่างเคย พี่เมนไนกับแรมโบ้ได้พักวันนึงก็กระปรี้กระเปร่าดี แกเล่าว่านอนทั้งวัน ไปตลาดแป๊บเดียว (แอ้นั่งหน้าข้างแก ก็เลยคุยกันเยอะ เราช่างคุยด้วยแหละ) เราเป็นคนหิวเช้า คือตื่นปุ๊บหิวปั๊บเลยมีป๊อกกี้ (รุ่นมีออพชั่นถั่วเอยอะไรเอย) ติดกระเป๋าไว้รองท้อง ก็ยื่นให้แก แกรับแล้วบอกว่าจะลองกินดู แกกินไปสองแท่งก็บอกพอละ แต่ก็คงจะชอบแหละ ใครบ้างไม่ชอบป๊อกกี้
          วิ่งมาได้พักนึงแกจอดรถ แล้วเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งดูเป็นร้านค้าที่ยังไม่เปิด หายไปพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมถุงหิ้วน้อยๆ สองใบ แกเอาใบหนึ่งแขวนไว้ที่ตะขอหน้ารถม้า อีกใบยื่นให้เรา แกบอกว่า ซื้อมาฝาก ให้เอาไปกินกันตอนรอถ่ายรูปพระอาทิตย์

          นี่คือความน่ารักของคนพม่า ที่ไม่เจอเอง ไม่รู้จริงๆ
          พี่เมนไนเป็นคนขับรถม้าจนๆ นะ ไม่มีมือถือใช้ด้วยซ้ำ แต่น้ำใจก็คือน้ำใจ อีห่อนั่นเป็นอาหารมันๆ แปลกๆ เหมือนกระหรี่ปั๊บที่ไม่ได้ทอด และไม่ได้ห่อ เราต้องเอาแป้งมาห่อไส้กินเอง แอ้หิ้วไปกินบนชเวซันดอว์ แบ่งกันคนละคำสองคำ หลังพระอาทิตย์ทาท้องฟ้าเป็นสีส้มทองไปแล้วเรียบร้อย ลมพัดเย็นสบาย คนอื่นขึ้นมาแล้วก็ลงไป แต่เราใช้เวลาคุณภาพบนชเวซันดอว์นานทุกวัน 

          กลับถึงกรุงเทพฯ เช้าแรกตื่นไปทำงาน ถึงกะรับไม่ได้ ฉันอยากตื่นแล้วปั่นจักรยานไปชเวซันดอว์มากกว่า
 
 
 
 
          เช้านั้นพระอาทิตย์ส่งท้ายเราที่พุกามอย่างอลังการ สวยเวอร์ สวดยวด ไม่รู้จะว่าไง เหมือนพุกามเป็นเมียหลวงที่แต่งเช้งก่อนสามีกำลังหอบผ้าจะออกจากบ้านเพื่อประกาศว่า แกจะไปจากชั้นเรอะ ดูชั้นซะก่อน.... ดูรูปเถอะค่ะ ดูรูป เราก็ถ่ายกันจนชัตเตอร์ร้อนคามือนั่นแหละ มีกลุ่มคนไทยเพิ่งมาถึงวันแรกกลุ่มหนึ่ง โชคดีมากๆ ฟ้าสวย และบอลลูนทั้ง ๗ ลูกก็ลอยขึ้นมาจากขอบฟ้าสีส้มทอง แอ้โชว์โปรบอกใครๆ ว่ารอดูสิคะ เดี๋ยวบอลลูนจะขึ้นมา หลายคนไม่เชื่อ คงเพราะถ้าไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน แอ้เองก็อาจจะคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าที่นี่มีกิจการบอลลูนด้วย
 
 
 
 
 
 
          แอ้ตั้งชื่อใหม่ให้ชเวซันดอว์ เป็นชเวซันไรส์เลยนะเช้านั้น ถ้ามีเวลาว่าจะไปขอขึ้นทะเบียนชื่อใหม่กะทางการพม่าซะหน่อย  กร๊าก 
 
          วันฟ้าเปิด แสงเช้าอาบทั่วทุ่งเจดีย์ มองไปไกลๆ เห็นผิวน้ำในแม่น้ำอิยะวดีสะท้อนแสง บรรยากาศสมบูรณ์แบบ หากรูปที่ท่านได้เห็นในบล็อกนี้ขาดตกบกพร่องจากคำว่าสมบูรณ์แบบตรงไหน นั่นเพราะฝีมือการถ่ายภาพค่ะ 

 
 
 
 
 
          ขนมรองท้องของพี่เมนไน เห็นหน้าตาอย่างนี้ รสชาติดีนะครับผม

 

 
 
          แผนเดิมเราจะอยู่พุกามแค่วันเดียวเอง แต่แล้วเราก็อยู่ที่นั่นยาวนานถึง ๓ วัน ๒ คืน ตอนแรกคิดกันว่าคงได้ดูหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะดูได้ แต่เอาเข้าจริงคงต้องมีเป็นเดือนถ้าจะดูหมดทุกสิ่งอย่าง และพอวันสุดท้ายในพุกามมาถึง กลับรู้สึกว่าสามวันที่เคยคิดว่ามากน่ะ มันน้อยไป ยังมีอะไรที่อยากดูอีกตั้งเยอะ เราเลยบอกลาชเวซันไรส์แล้วไปกันต่อ

          ระหว่างขึ้นเจดีย์แต่เช้ามืด พี่เมนไนกับแรมโบ้หลับรอเราอยู่ด้านนอก ชีวิตวันธรรมดาวันหนึ่งของชาวพุกามก็ดำเนินต่อไป สามสาววัยป้าทูนตะกร้าบนหัว เดินหลังตรงแหน่วบนถนนฝุ่นๆ ผ่านมาให้เราถ่ายรูป วันนี้เราจะเก็บรายละเอียดส่วนที่เหลือที่เรายังไม่ได้ไป เริ่มต้นด้วยการทวนกับพี่เมนไนก่อนว่า เราไปไหนมาบ้างแล้วในวันก่อน เอาง่ายๆ ก็คือที่ที่อยู่ในถนนเส้นหลักที่เรามีปัญญาปั่นไปนั่นแหละ

 

 
 
          วันนี้เราจะต้องออกนอกเส้นหลักไปไกลพอสมควร พี่เมนไนบอกว่าราคาของการออกมาเส้นนอกนี่จะแพงกว่าเดิม แต่ตอนแรกเราเคยขอแกไว้ว่าขอเท่าเดิมได้ไหม แกพาเราไป ไม่ได้มีชักสีหน้าท่าทางอะไรทั้งนั้น แต่เล่าให้แอ้ฟัง (รู้สึกว่าจุดที่เริ่มบ่นเรื่องบ้านเมืองกันนี่น้องๆ จะไม่ค่อยได้ฟังแล้ว)  กร๊าก แกว่านายแกน่ะหูตาสับปะรด เขารู้ว่าเราวิ่งไปเส้นไหนบ้าง มีคนคาบข่าวไปบอกเสมอ คือจุดนี้เข้าใจกันน่ะ ว่าเขาจะคิดราคาเดิมให้เรา แต่เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่าอาจจะโดนคาบไปบอกได้ ดูชีวิตพี่เมนไนจะดราม่าเอาเรื่องเหมือนกัน วันนี้แอ้คุยอะไรกับแกเยอะแยะ เหมือนลุงแก่ๆ บ่นกันเรื่องการบ้านการเืมือง คนรวยคนจน ชนชั้นมันมีอยู่ทุกที่ บอกให้แกรู้ว่า เฮ้ย ไอ้ที่แกบ่นๆ บ้านตูก็มี แกก็ดูประหลาดใจ
 
          แกพาไปกินข้าวเช้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวถั่ว ซึ่งสำหรับคนไม่ชอบถั่วอย่างแอ้แล้ว มันไม่ใช่อะ ถึงขั้นทรมานก็ว่าได้ อันนี้ไม่เกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น ราคาถูก ข้างถนนหรืออะไรนะ ใครๆ ที่รู้จักแอ้จะรู้อยู่แล้วว่าเราเนี่ยตัวติดดินเข้าขั้นกากเลยทีเดียว แต่ลองนึกสภาพว่าคนไม่ชอบกระเทียม แล้วต้องกินข้าวผัดกระเทียมรสเข้มข้นโดยไม่มีกับข้าว มีแต่กระเทียมโทนปรุงรสหั่นชิ้นโตๆ ทอดกรอบแล้ววางเคียงแทน (ซึ่งถ้าเป็นเมนูนี้มา แอ้ไชโยเลยนะ) นั่นแหละ แอ้ไม่ชอบถั่วจำนวนมากขนาดนั้น มันมากไป รสชาติไม่ได้แย่นะ แต่กินไปขนลุกไป ปกติกินง่ายแบบไม่ต้องถาม อะไรก็กิน แต่ตกม้าตายเพราะเตี๋ยวถั่วเนี่ยแหละ
 
 

 
 
          หลังกินเตี๋ยวถั่วเสร็จ เข้าห้องน้ำห้องท่าแล้วลุยกันต่อ วัดที่เราเข้าเป็นลำดับต่อมา คือวัดที่อยู่หน้าร้านเตี๋ยวถั่วเลย วัดนี้ชื่อวิหารมนูหะ (Manuha Phaya) หรือรู้จักกันในฐานะวัดพระอึดอัดนั่นเอง น้องกิ๊กกางตำราเล่าประวัติไป เราก็เดินชมกันไป ชอบประวัติวัดนี้เจ๋งดี คือทำพระให้โตเต็มวิหาร แสดงความอึดอัดคับข้องใจ เพราะผู้สร้างเป็นกษัตริย์ที่ถูกจับมาเป็นเชลย อะไรประมาณนั้น เจ๋งดี เป็นเชลยก็ยังสร้างวิหารใหญ่ๆ ได้ด้วยแฮะ
 
 

  
          มุมคับแคบกับพระองค์มหึมา นอกจากพระจะอึดอัดแล้ว คนไม่มีเลนส์ไวด์อย่างเจ้าแบงค์ก็ได้แต่ฮึดฮัดอยู่นั่นแหละ คนถือเลนส์ไวด์ก็เย้ยแล้วเย้ยอีก เป็นที่สมัครสมานสามัคคีน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างยิ่งนัก  กร๊าก 
 
 
 
 
 
          จากวิหารมนูหะ เราไปต่อกันที่วิหาร Gubyaukgyi จำวิธีการออกเสียงไม่ได้เลยชื่อยากชะมัด ที่นี่มีภาพเขียนฝาผนังข้างในซึ่งค่อนข้างสมบูรณ์มาก เก่าจะพันปีแล้วเหมือนกัน เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลย แล้วก็ไม่ได้เปิดไฟสว่างด้วยเพื่อรักษาสภาพของภาพวาด ภายในมืดตึ้บ ไกด์กับลูกทัวร์กลุ่มหนึ่งมีไฟโคมดวงหนึ่ง ฉายดูภาพทีละจุด พร้อมอธิบายอะไรกันรัวๆ 

          เราเดินไปอีกทาง แล้วควักไฟฉายส่วนตัวออกมาส่องดูภาพบ้าง.. ไงล่ะ กลางวันก็พกนะครับ เอาไว้เวลาปีนเจดีย์ ช่องบันไดมันจะมืด  อืมมมมห์  เราเดินชมภาพเขียนเก่าแก่อย่างมีความสุข ภายในถึงแม้จะมืดทึบ แต่ไม่ได้อึดอัดมากมายอะไร เพราะผนังสูงทอดหายไปในเงามืด มีภาพเขียนสูงจรดเพดานโค้ง สีสันสดใส และยังครบสมบูรณ์ดีอยู่สัก ๗๐-๘๐% ได้ อันนี้กะเอาเองเลยนะ เพราะว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ภาพเขียน มันไม่ได้พัง หรือว่าลอกล่อนอะไร ที่ภายในที่ให้เิดินชม มีลูกกรงกั้นภาพเขียนระดับที่มือเอื้อมถึงด้วย ไม่ให้คนมือบอนเอามือไปลูบจนพังเสียหาย

          ตรงนี้เป็นภาพแรกก่อนจะโดนห้ามถ่าย คือกดไปแล้ว พอเขาบอกห้ามถ่ายก็หยุด แต่รูปนี้ก็เก็บไว้ไม่ได้ลบ.. ด้านในสวยกว่านี้เยอะ อันนี้แค่ประตูหน้า น้ำจิ้มแค่นั้นเอง
 
 


 
          ต่อจากวัดภาพเขียนที่ห้ามถ่ายรูป 
          ที่ต่อไปไม่ไกลกันนักเป็นเจดีย์สวยงามใกล้แม่น้ำอิยะวดี ปีนขึ้นไปดูได้ชั้นเดียว ขึ้นสูงกว่านั้นไม่ได้ ปิดปรับปรุงรึยังไงเนี่ยแหละ ที่นี่ ไม่มีอะไรให้ไปหาข้อมูลเลย เพราะจำอะไรไม่ได้เลยซักอย่างเดียว น่าเศร้าแท้  ฮือๆ~
 
 
          หมายเหตุ ใครบอกชื่อเจดีย์นี้ให้แอ้ได้บ้างจะเป็นพระคุณยิ่งค่ะ
 
          ไปดูที่เขียนกันไว้ในบอร์ดฟอนต์ น้องกิ๊กรู้ชื่อเจดีย์ด้วย.. ปลาบปลื้ม ขอยกมาทั้งกระบิเพื่อสรรเสริญน้องกิ๊กที่ข้อมูลแน่นปึ้กเสมอ
 
          "เจดีย์มังคละ " 
          ความหมาย แปลว่า สิริมงคล มีความหมายเช่นเดียวกับ มิงกาลาบา ที่เพิ่งมารู้ว่า ไม่ได้แปลว่า สวัสดี ~ 
          สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ที่ประชาชนเรียกว่า พระเจ้าขี้หมา ไม่สนใจพระพุทธศาสนา หยาบคาย ดุร้าย ประชาชนไม่รัก การสร้างเจดีย์องค์นี้ ก็สร้างขึ้นด้วยเลือดและหยดน้ำตาที่บังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งมีคำทำนายเกี่ยวกับเจดีห์นี้ว่า " เจดีห์เสร็จ แผ่นดินสูญ " ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆ
 
 
 

 
 
 
          เก็บตกวันสุดท้ายในพุกามกันอย่างอ่อนล้า วันนี้ขาเข่าเราปวดขบ เวลาปีนขึ้นๆ ลงๆ รถม้า ต้องรวบรวมกำลังกันเฮือกๆ ส่วนที่เหลือไว้เอนทรี่หน้ามาว่ากันต่อ แอ้ว่าีอีก ๒ ตอนน่าจะจบค่ะ ๙ ตอนกำลังสวยทีเดียว ตอนนี้แอ้มีอะไรอยากเล่าเยอะมากกกกก ฮ่าๆๆ บ้าไปแล้ว อยากมีคนช่วยอัพบล็อกเลยอะ สวัสดีวันวาเลนไทน์นะคะ อย่าไปใส่ใจสถิติการเสียตัวที่ประโคมออกทีวีปีละสองหนกันให้มากนะคะ ดังคำพระท่านว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
 
          สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ 
         
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ทะเลเจดีย์  Hot!

 
    
       
          

#11 By ปิยะ99 on 2013-02-16 11:57

@fiftyfive ตั้งใจจะเที่ยวให้น้อยลงมาสองปีละค่ะ แต่เผลอแป๊บเดียว อ้าว ซื้อตั๋วนั่นนี่ นัดเพื่อนคนนี้คนโน้น ใจง่ายมากๆ ก็เลยเป็นเช่นนี้ แล..

#10 By แอ้ on 2013-02-15 09:36

รูปงามม้าาาาาาาาก
ชอบจับใจที่แสงส่องจากฟ้า
(เหมือนพระสิริของพระบิดาเลย ^ ^)
เที่ยวตลอดเลยคนเนี้ยะ
อิจฉาจัง อิอิ
ปล.สุขสันต์วันแห่งรัก(ย้อนหลังจ้า )

#9 By กังหันลม on 2013-02-15 09:11

Hot! Hot! Hot! big smile

#8 By dp on 2013-02-14 14:43

อยากจะไปร่วมวิจัยเบียร์ด้วยจริงๆ
ขาดขาไปหนึ่งนะคะ ฮ่าๆ
งามงด หมดจด ให้คะแนนท่า 9.98 สำหรับพุกาม

#7 By babyshampoo (103.7.57.18|125.27.237.30) on 2013-02-14 09:45

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

สวยจังคะ big smile big smile

#6 By YiM-YiiM on 2013-02-14 09:29

ชอบบอลลูน
กับสไตล์เสื้อผ้าและทรงผมของผู้หญิงพม่าจัง

#5 By JIRA on 2013-02-14 09:12

พระที่เล่นกับสีกาได้เนี่ย แปลกๆจริงๆด้วยแหละ
ภาพบอลลูนขึ้นสวยจริงจัง ท้องฟ้าต้องเป็นใจด้วยนะเนี่ยถึงจะถ่ายได้
สุขสันต์วันแห่งความรัก
big smile big smile Hot! Hot!

#4 By Nirankas on 2013-02-14 08:35

ชอบภาพยอดพระธาตุในเงาน้ำมากค่ะ ... สวยจริงๆ 
สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ big smile Hot!

#3 By lizardgirl on 2013-02-14 08:25

ภาพสวยสุดๆ ทุกภาพเลยคร่าาาา 
เห็นแล้วอยากไปมั่งจังเลยยยยยยย
Hot! Hot! Hot! Hot!
cry cry cry cry cry cry cry cry cry

#2 By bluenin007 on 2013-02-14 07:18

โอย สวยอะ ...
พี่แอ้โชคดีมากกก ^^'
Hot! Hot! Hot!

#1 By abobdlN on 2013-02-14 06:40

Recommend