แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๖

posted on 31 Jan 2013 23:31 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
          เล่าๆ ค้างอยู่แอ้ก็หายไป !! 
          ฮ่าๆๆ แอ้หนีเที่ยวอีกแล้วค่ะ ว่าจะปล่อยสักเอนทรี่ก่อนออกเที่ยว แต่ภารกิจเยอะไปหน่อย ไม่ทันซะงั้น ไปเที่ยวสนุกอีกแล้ว แต่ดันบาดเจ็บกลับมานิดหน่อย ตอนนี้ยังไม่หายดีเลยค่ะ (ตาเจ็บ ยังโฟกัสไม่ค่อยได้อยู่เลย) เป็นธรรมดา กิจกรรมเยอะก็ต้องมีพลาดบ้าง แต่เป็นอะไรเกี่ยวกับลูกตานี่ลำบากใจจัง จะทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ แอบรำคาญตัวเองอยู่เนืองๆ เมื่อไหร่จะหายสักที..
          เที่ยวพม่ากันต่อดีกว่า ยังมีทริปรอให้เขียนอีกเยอะมากๆ (ทำไปได้ไงเนี่ย) เราต้องรีบทำเวลาค่ะ กะว่ากลางปีนี้ช่วงฤดูจำศีล จะพยายามเล่าทริปเก่าๆ ให้ครบเสียที 
 
 
 
 
 
          จากทุ่งหญ้าที่เราลงไปดี๊ด๊าเป็นสลิ่มน้อยกันนั้น แสงแดดก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ คือทั้งสวยทั้งร้อน เราปั่นจักรยานแม่บ้านบนทรายนุ่มๆ มาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ความปวดตูดเริ่มปรากฏ ทีนี้ด้วยความที่แต่เดิมเราก็หลงทางมาจนโผล่ที่ชเวซันดอว์ ก็เลยไม่รู้จะไปไงต่อ ดูแผนที่กันก็อย่างงงๆ คือนอกจากแผนที่จะไม่แสดงทางเกวียนแล้ว ป้ายตามถนนยังมีแต่ภาษาพม่าอีก (แผนที่จะแสดงแต่ถนนหลัก แล้วก็มีรูปเจดีย์กระจายอยู่ทั่วๆ บนกระดาษว่างเปล่า แต่ไปยังไงนี่ให้ไปใช้จินตนาการกันเอาเอง) 
 
          ปั่นไปตามถนนเรื่อยๆ แล้วเราก็โผล่มาเจออีกเจดีย์อ่านชื่อไม่ออกอีกแห่งหนึ่ง ดูเงียบๆ ดี น้องๆ ยังไม่หิวจัด เลยแวะกัน
 
 
 
 
          เจดีย์อ่านชื่อไม่ออกนี้ตั้งอยู่ในรั้วรอบขอบชิด มีพื้นที่ไม่กว้าง เจดีย์เบียดกันหลายยอด ดูแล้วก็สวยดี ไม่มีใครเดินชมอยู่ในนั้นเลย ชายชาวพม่าวัยกลางคนเคี้ยวหมากปากแดง เดินเข้ามาหาแล้วเล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ (ลืมหมดแล้ว) แกว่าแกทำงานที่พิพิธภัณฑ์ อาทิตย์ละ ๕ วัน ๒ วันอยู่นี่ แอ้ถามว่า ทำงานที่นี่เหรอ แกบอกว่า เปล่า พักผ่อนที่นี่ ๒ วัน
          แกบอกว่าด้านบนขึ้นได้ แกมีกุญแจ สนใจไหม เราก็บอกว่าสนใจ แล้วแกก็เดินไปหยิบกุญแจมาเปิดให้ พอเดินเข้าด้านในก็พบว่า.. แกมีแผงขายทรายเพ้นติ้งอีกแล้ว  ฮือๆ~  พอทำบุญคุณให้เราเสร็จแกก็บอกว่า นี่ร้านของแกนะ เผื่อจะช่วยซื้อของแกบ้างตอนลงมาแล้ว
 
 
 
 
 
          ด้านบนเป็นทางเดินแคบๆ มุดไปมุดมา มุมกว้างไม่ค่อยมี เพราะต้นไม้เยอะ แต่ฟ้าสวยมาก ก็ถ่ายรูปบ้าง ชมยอดเจดีย์ระยะใกล้กันบ้าง คิดอยู่ว่า ลงไปแล้วจะำทำยังไงกับทรายเพ้นติ้งดี คือเทคนิคทำบุญคุณแล้วขายของนี่เป็นเทคนิคยอดฮิตของที่นี่ ซึ่งมีผลกับแอ้มากๆ เพราะเกลียดการเป็นหนี้บุญคุณคนที่สุด ถ้าจะมีชาวพม่าคนไหนได้อ่านบล็อกนี้ แอ้อยากบอกว่า วิธีนี้ยกเลิกได้ไหม ? แอ้ไม่รู้ว่าในทางการตลาดแล้วมันเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยมขนาดไหน แต่สำหรับนักท่องเที่ยว มันเหมือนคุณเข้ามาอาสาทำนั่นทำนี่ให้โดยเราไม่ได้ขอ เราดีใจ กล่าวขอบคุณ และนึกชมคุณในใจอย่างปลาบปลื้ม แล้วคุณก็บอกว่าทดแทนบุญคุณฉันด้วย..
 
          นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของแอ้นะคะ ถ้าใครที่เคยไปพุกามอาจจะรู้สึกแตกต่าง อาจจะรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ตื๊อจนน่าเกลียดหรือกดดันอะไร ซ้ำยังสุจริตซื่อตรงอีกต่างหาก ซึ่งจุดนี้ของคนพม่าแอ้ชมไม่ขาดปากเลยนะ แต่สำหรับแอ้ การทำให้รู้สึกผิด บีบบังคับให้สงสาร เป็นอารมณ์ที่แอ้ไม่ต้องการจะมีค่ะ ไม่ถูกจริตอย่างแรง
 

 
 
          พอตอนเรากลับลงมา เขามารอส่งที่ประตูที่ต้องล็อคกลอนนั่นแหละ แอ้ยังไ่ม่ได้บอกแต๊งกิ้วเลยนะ เพราะกะว่าเขาจะชาร์ตให้ซื้อของ กะว่าจะซื้ออีกชิ้นเป็นชิ้นสุดท้ายก็เลยไว้พูดทีเดียว ปรากฏว่าแกเล่นมุกให้รู้สึกผิด คือไม่ตื๊อไม่อะไรเลย หันไปปิดประตูเงียบๆ แล้วเราก็เดินออกมาเลย และแอ้รู้สึกผิดอยู่นาน  กร๊าก
 
 
 

          คืออย่างที่บอกว่าคนขายไอ้ทรายเพ้นติ้งที่พุกามเนี่ย เขาไม่ได้ตื๊อหรือคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น ราคาขายก็ไม่ได้แพงอะไร ต่อไ้ด้อีก ภาพก็ใช้ได้ แม้ว่าจะก๊อบกันไปมา พอซื้อมาของมันทำมือ ดูยังไงก็ยังดูยูนีคได้อยู่ แต่ปัญหาคือมันขายกันทั้งเมือง ใครมันจะไปซื้อไหว เมืองนี้มีเจดีย์สี่พันองค์ รวมองค์เล็กองค์น้อย แอ้ว่าทุกๆ องค์ที่ยังเดินเข้าไปได้ ต้องมีคนนั่งขายทรายเพ้นติ้ง แล้วใครมันจะไปบ้าซื้อได้ทุกร้าน ไม่มีทาง คนขายเองก็ต้องอาศัยโชคกันบ้างแหละ แต่เช้านั้นโชคไม่เข้าข้างพี่เค้า  ฮือๆ~

          ส่วนนักเดินทางก็ต้องคอยรู้สึกลำบากใจอยู่ร่ำไป เพราะไม่มีที่ไหนเลยที่เราเข้าไปแล้วจะไม่เจอ คนขายของหน้าตาน่าเอ็นดู ตาแป๋วๆ ช่วยเหลือเอื้ออารีเรา แล้วมองมาซื่อๆ เปี่ยมด้วยความหวัง
 
 
 
 
          ความรู้สึกไม่ดีกัดกินใจอยู่ไม่นาน เราก็อยากจะกัดกินอาหารบ้างค่ะ ร้านอาหารมื้อเช้าวันนี้อร่อยมาก เราเลือกแวะเพราะทำเลมันสวยบ้านๆ เป็นลานดินโล่งกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ ร้านน้อยๆ ตั้งอยู่ในร่มเงา ลูกค้านั่งเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ลมพัดเย็นสบาย สั่งอาหาร (ลอกโต๊ะข้างๆ) แล้วก็นั่งมองนกตัวน้อยๆ บินขึ้นลง จิกเมล็ดดอกหญ้าที่คนตั้งใจโปรยไว้ให้
          แอ้ได้เล่าหรือยังคะ ว่าคนพม่านิยมผูกช่อเมล็ดพืชให้นกในธรรมชาติกิน ที่นี่จึงเป็นประเทศที่มีนกเยอะมาก และเชื่องคนสุดๆ
 
 

          อาหารมาแล้ว เป็นอุด้งคลุกด้วยน้ำขลุกขลิก คอนเซ็ปต์คล้ายคาโบนาร่า คือน้ำคลุกอะไรสักอย่างสีเหลืองสว่าง (น่าจะมีไข่เป็นส่วนประกอบ) ราดบนเส้นร้อนๆ เส้นทำให้น้ำที่คลุกบางส่วนเริ่มสุกและเกาะเส้น ยิ่งคลุกยิ่งอร่อย กินเคียงกับกับข้าวที่เอามาวาง พร้อมบอกราคาทุกๆ ชิ้น คือเลือกกินกับมากน้อยได้ตามใจชอบ จ่ายตามจริง ไม่มีการกินทิ้งกินขว้างค่ะ แม่ค้าค่อยๆ ชูนิ้วบอกราคาอาหารแต่ละจานกับเราอย่างใจเย็น ทริปนี้ทั้งทริป แอ้รักร้านนี้ที่สุดค่ะ

          ลมพัดควันจากเตาถ่านของแม่ครัวม้วนตัวเป็นก้อนแสงสีเงินยวง แม่ครัวยืนสง่างามใช้สอยหม้อกะทะอุปกรณ์ทำมาหากินของตนอย่างชำนาญเหมือนฉากเปิดตัวเจ๋งๆ ในการ์ตูน มองเห็นบ้านในละแวกนั้น เป็นรั้วไม้ไผ่ บ้านหลังน้อยในร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาไกลเสียจนประสานกันเป็นหลังคาของลานกว้าง
          ช่วงนาทีที่ไม่อยากไปไหนต่อ ผูกเปลสักเปล แล้วนอนอยู่ที่นี่ได้ไหม  หยี


          จากมื้อสายแสนประทับใจ คืออารมณ์แบบว่าไม่รู้จะไปทางไหนดีเพราะข้อมูลก็น้อย ทางก็ใช่จะรู้ แต่พุกามดีอย่างตรงที่ อะไรก็สวยทั้งนั้น ไปมันเรื่อยๆ แวะที่อยากแวะได้เลย ตอนนั้นเริ่มเจ็บตูดแบบจริงจังแล้ว.. แต่ก็นะ พุกาม ไม่ได้มากันบ่อยๆ เจ็บก็ต้องทน ปั่นมันต่อไป ตอนลุกจากร้านข้าวกลับขึ้นบนอาน แบบว่า.. ฝืนใจสุดๆ  กร๊าก

          วัดต่อมาที่เราแวะเป็นวัดใหญ่ชื่ออนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม อั้นแหน่ะ คิดถึงแฟนเล็กน้อย 
          อะ จริงจังกันต่อ ชื่อวัดอนันดา น้องกิ๊กบรรยายเนื้อหาจากหนังสือบอกว่าเป็นวัดที่สวยสุดในพุกาม
ซึ่งก็สวยจริงๆ กว้างใหญ่มาก อาหารเที่ยงอิ่มๆ แดดร้อนๆ ปั่นจักรยานจนเพลีย แล้วมาเจออากาศเย็นๆ ระหว่างเดินท่อมๆ ภายในเจดีย์ผนังหนาเตอะ แสงรำไร มันจะอะไรเสียอีกล่ะ มันก็จะหลับน่ะสิ เราถ่ายรูปไปเรื่อย แสงแม่งโคตรสวย แล้วเจ้าแบงค์ก็พยายามจะหลับมันทุกหัวโค้งเลยนะยะหร่อน !!
 
 



          ที่นี่มีพระพุทธรูปที่โด่งดังคือพระยิ้มพระบึ้ง จากการนั่งมอง และเดินเข้าเดินออกหลายรอบก็สังเกตได้ว่าการก่อสร้างมีเทคนิคที่ตรงเนื้อริมฝีปากขององค์พระที่ทำให้ภาพที่เรามองเห็นใกล้ไกลต่างกัน คืออยู่ใกล้จะหน้าบึ้ง พอถอยออกไปจะยิ้ม องค์พระใต้แสงตกกระทบงามมาก และคนเยอะ คือนักท่องเที่ยวเนี่ยแหละที่หลั่งไหลเข้ามาตลอด แต่ละคนก็จะต้องทดลองเดินเข้าๆ ออกๆ พลางแหงนมององค์พระค่อยๆ เผยยิ้มนุ่มนวล
 
 

          ส่วนชาวบ้านที่มาสักการะมีจำนวนไม่มากเท่านักท่องเที่ยว แต่กราบไหว้นาน กราบแล้วก็นั่งจ้องอยู่เป็นนานสองนาน มันคือความสุขแท้จริงของเขา 
 


 
 
 แสงธรรมชาติจากช่องประตูส่ององค์พระสวยทุกองค์เลยค่ะ
 
 
          เราละเมียดละไมเดินวนภายในวัดอนันดาแล้วก็เดินชมภายนอกกันต่อ ฟ้าเป็นสีฟ้า เจดีย์ภายนอกก็สวยมาก พร็อพถ่ายรูปงี้เยอะไปหมด มองไปทางไหนก็สวยงาม เราเดินวนแล้วมาจบที่เก้าอี้ไม้รอบโคนต้นไม้ใหญ่ที่กว้างขวางเป็นแคร่ แอ้ไปเข้าห้องน้ำ (จ่ายเงินค่าเข้านิดหน่อย และมีคนมาเทน้ำเปล่าให้ล้างมือ เป็นธรรมเนียมน่ารักของชาวพม่าค่ะ) แล้วตามมาสมทบกับน้องๆ ที่นั่งพักอยู่ที่แคร่ร่วมกับฝรั่งสองสามีภรรยาสูงวัยแต่ยังดูแข็งแรงและภรรยาสวยสมวัย ทั้งคู่มีไกด์ท้องถิ่นทีดูโปรมากๆ เป็นไกด์ส่วนตัวด้วยค่ะ ฝรั่งหญิงชวนน้องกิ๊กคุย แอ้สมทบบ้างในตอนท้ายและจำได้ว่า เขาคือกลุ่มที่เราเจอในวันก่อน และแอบถ่ายรูปไว้แล้วนั่นเอง (แต่ถามแล้ว เขาจำเราไม่ได้)
 
 
 



 
 
 
          ดูเหมือนเจ้าแบงค์จะแอบงีบไปหน่อยหนึ่งสมใจอยาก แอ้นำหน้าออกไปด้านนอกก่อนน้องๆ ครู่หนึ่ง หลบใต้ร่มไม้ใหญ่ห่างออกไปจากวัด มองดูวิถีชีวิตของชาวบะกันไหลเลื่อนไป ฉากกรุหลังด้วยวัดงดงามมีซุ้มป้ายโค้ง ผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเดินผ่านเข้าออก จากนั้นก็เป็นฝุ่น สนามฝุ่นกว้างขวาง ด้านหนึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ยองๆ เหลา เน้นสินค้าจำพวกน้ำดื่มเย็นชื่นใจ ถนนโค้งผ่านมีรถสัญจรนานๆ คัน ฝุ่นตลบ และเราจะเห็นวัวเทียมเกวียน ลากอะไรสักอย่างเสมอ หากยกกล้องถ่ายรูปขึ้นหันไปทางผู้คน รูปแนวไลฟ์ที่ตั้งใจจะถ่ายแต่ทีแรกจะหายไป เพราะเขาจะโบกมือและยิ้มกว้าง แอ้ว่าเขาไม่ได้ทำเพราะเฟคใส่นักท่องเที่ยว แต่เป็นเพราะรู้สึกดีที่ได้ทักทายเรา
 
 




 
 
 
          น้องๆ ปั่นจักรยานตามออกมา แล้วเราก็ไปกันต่อ บนทางเกวียนฝุ่นหนานุ่มที่ดูเหมือนจะนำพาเราห่างถนนดีๆ ออกไปทุกที ที่เลือกเข้ามาเพราะเห็นรถอื่นเข้าไปหลายคัน ไม่ได้รู้ทางหรอก  กร๊าก

          โอว.. ดีว่าเจดีย์อยู่ไม่ห่างกันนัก เหนื่อยดิ้นเลย ปั่นจักรยานบนทรายแถมขึ้นเนินเนี่ย อยากจะลงเดินแล้วแบกรถซะเลย
 
 



          อยู่ๆ เราก็มาถึงเจดีย์ Thatbyinnyu Phaya รู้สึกภาษาไทยจะเรียกสัพพัญญู ใช่ไหมฮึ ซึ่งเป็นเจดีย์ตัวเด็ดที่เขามาชมกันเยอะด้วย แหม บังเอิญหาเจอโดยไม่ต้องพยายามนี่มันช่างเป็นโชคดีจริงๆ สำหรับที่นี่ก็ไม่ค่อยมีภายในให้เดิน คือชมบริเวณรอบนอก กับฟ้าีสีฟ้าๆ แดดเปรี้ยง รอบๆ บริเวณเงียบสงบมาก แต่ก็มีคนขายทรายเพ้นติ้งแทบทุกซุ้มประตู ส่งเสียงเรียกอย่างสุภาพให้เราอุดหนุนเป็นระยะๆ ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้แบบเหนื่อยใจนิดๆ
 
 




 
 
          มีเด็กๆ เล่นกันอยู่กลุ่มหนึ่ง แบงค์กะกิ๊กก็เข้าไปถ่ายรูปเด็กๆ กัน มีน้องสุดหล่ออยู่คนหนึ่งที่สะดุดตามาก แต่แอ้ไม่ได้ถ่ายรูปเด็กๆ แค่นั่งดูฟ้า ดูนกเฉยๆ เพลินดีค่ะ เจดีย์นี้เห็นทีแรกก็ว่าคุ้นๆ ตา แน่ล่ะ เพราะว่ามันคือวิวทิศตะวันตกจากบนชเวซันดอว์ ที่เรา