แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๖

posted on 31 Jan 2013 23:31 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
          เล่าๆ ค้างอยู่แอ้ก็หายไป !! 
          ฮ่าๆๆ แอ้หนีเที่ยวอีกแล้วค่ะ ว่าจะปล่อยสักเอนทรี่ก่อนออกเที่ยว แต่ภารกิจเยอะไปหน่อย ไม่ทันซะงั้น ไปเที่ยวสนุกอีกแล้ว แต่ดันบาดเจ็บกลับมานิดหน่อย ตอนนี้ยังไม่หายดีเลยค่ะ (ตาเจ็บ ยังโฟกัสไม่ค่อยได้อยู่เลย) เป็นธรรมดา กิจกรรมเยอะก็ต้องมีพลาดบ้าง แต่เป็นอะไรเกี่ยวกับลูกตานี่ลำบากใจจัง จะทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ แอบรำคาญตัวเองอยู่เนืองๆ เมื่อไหร่จะหายสักที..
          เที่ยวพม่ากันต่อดีกว่า ยังมีทริปรอให้เขียนอีกเยอะมากๆ (ทำไปได้ไงเนี่ย) เราต้องรีบทำเวลาค่ะ กะว่ากลางปีนี้ช่วงฤดูจำศีล จะพยายามเล่าทริปเก่าๆ ให้ครบเสียที 
 
 
 
 
 
          จากทุ่งหญ้าที่เราลงไปดี๊ด๊าเป็นสลิ่มน้อยกันนั้น แสงแดดก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ คือทั้งสวยทั้งร้อน เราปั่นจักรยานแม่บ้านบนทรายนุ่มๆ มาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ความปวดตูดเริ่มปรากฏ ทีนี้ด้วยความที่แต่เดิมเราก็หลงทางมาจนโผล่ที่ชเวซันดอว์ ก็เลยไม่รู้จะไปไงต่อ ดูแผนที่กันก็อย่างงงๆ คือนอกจากแผนที่จะไม่แสดงทางเกวียนแล้ว ป้ายตามถนนยังมีแต่ภาษาพม่าอีก (แผนที่จะแสดงแต่ถนนหลัก แล้วก็มีรูปเจดีย์กระจายอยู่ทั่วๆ บนกระดาษว่างเปล่า แต่ไปยังไงนี่ให้ไปใช้จินตนาการกันเอาเอง) 
 
          ปั่นไปตามถนนเรื่อยๆ แล้วเราก็โผล่มาเจออีกเจดีย์อ่านชื่อไม่ออกอีกแห่งหนึ่ง ดูเงียบๆ ดี น้องๆ ยังไม่หิวจัด เลยแวะกัน
 
 
 
 
          เจดีย์อ่านชื่อไม่ออกนี้ตั้งอยู่ในรั้วรอบขอบชิด มีพื้นที่ไม่กว้าง เจดีย์เบียดกันหลายยอด ดูแล้วก็สวยดี ไม่มีใครเดินชมอยู่ในนั้นเลย ชายชาวพม่าวัยกลางคนเคี้ยวหมากปากแดง เดินเข้ามาหาแล้วเล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ (ลืมหมดแล้ว) แกว่าแกทำงานที่พิพิธภัณฑ์ อาทิตย์ละ ๕ วัน ๒ วันอยู่นี่ แอ้ถามว่า ทำงานที่นี่เหรอ แกบอกว่า เปล่า พักผ่อนที่นี่ ๒ วัน
          แกบอกว่าด้านบนขึ้นได้ แกมีกุญแจ สนใจไหม เราก็บอกว่าสนใจ แล้วแกก็เดินไปหยิบกุญแจมาเปิดให้ พอเดินเข้าด้านในก็พบว่า.. แกมีแผงขายทรายเพ้นติ้งอีกแล้ว  ฮือๆ~  พอทำบุญคุณให้เราเสร็จแกก็บอกว่า นี่ร้านของแกนะ เผื่อจะช่วยซื้อของแกบ้างตอนลงมาแล้ว
 
 
 
 
 
          ด้านบนเป็นทางเดินแคบๆ มุดไปมุดมา มุมกว้างไม่ค่อยมี เพราะต้นไม้เยอะ แต่ฟ้าสวยมาก ก็ถ่ายรูปบ้าง ชมยอดเจดีย์ระยะใกล้กันบ้าง คิดอยู่ว่า ลงไปแล้วจะำทำยังไงกับทรายเพ้นติ้งดี คือเทคนิคทำบุญคุณแล้วขายของนี่เป็นเทคนิคยอดฮิตของที่นี่ ซึ่งมีผลกับแอ้มากๆ เพราะเกลียดการเป็นหนี้บุญคุณคนที่สุด ถ้าจะมีชาวพม่าคนไหนได้อ่านบล็อกนี้ แอ้อยากบอกว่า วิธีนี้ยกเลิกได้ไหม ? แอ้ไม่รู้ว่าในทางการตลาดแล้วมันเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยมขนาดไหน แต่สำหรับนักท่องเที่ยว มันเหมือนคุณเข้ามาอาสาทำนั่นทำนี่ให้โดยเราไม่ได้ขอ เราดีใจ กล่าวขอบคุณ และนึกชมคุณในใจอย่างปลาบปลื้ม แล้วคุณก็บอกว่าทดแทนบุญคุณฉันด้วย..
 
          นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของแอ้นะคะ ถ้าใครที่เคยไปพุกามอาจจะรู้สึกแตกต่าง อาจจะรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ตื๊อจนน่าเกลียดหรือกดดันอะไร ซ้ำยังสุจริตซื่อตรงอีกต่างหาก ซึ่งจุดนี้ของคนพม่าแอ้ชมไม่ขาดปากเลยนะ แต่สำหรับแอ้ การทำให้รู้สึกผิด บีบบังคับให้สงสาร เป็นอารมณ์ที่แอ้ไม่ต้องการจะมีค่ะ ไม่ถูกจริตอย่างแรง
 

 
 
          พอตอนเรากลับลงมา เขามารอส่งที่ประตูที่ต้องล็อคกลอนนั่นแหละ แอ้ยังไ่ม่ได้บอกแต๊งกิ้วเลยนะ เพราะกะว่าเขาจะชาร์ตให้ซื้อของ กะว่าจะซื้ออีกชิ้นเป็นชิ้นสุดท้ายก็เลยไว้พูดทีเดียว ปรากฏว่าแกเล่นมุกให้รู้สึกผิด คือไม่ตื๊อไม่อะไรเลย หันไปปิดประตูเงียบๆ แล้วเราก็เดินออกมาเลย และแอ้รู้สึกผิดอยู่นาน  กร๊าก
 
 
 

          คืออย่างที่บอกว่าคนขายไอ้ทรายเพ้นติ้งที่พุกามเนี่ย เขาไม่ได้ตื๊อหรือคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น ราคาขายก็ไม่ได้แพงอะไร ต่อไ้ด้อีก ภาพก็ใช้ได้ แม้ว่าจะก๊อบกันไปมา พอซื้อมาของมันทำมือ ดูยังไงก็ยังดูยูนีคได้อยู่ แต่ปัญหาคือมันขายกันทั้งเมือง ใครมันจะไปซื้อไหว เมืองนี้มีเจดีย์สี่พันองค์ รวมองค์เล็กองค์น้อย แอ้ว่าทุกๆ องค์ที่ยังเดินเข้าไปได้ ต้องมีคนนั่งขายทรายเพ้นติ้ง แล้วใครมันจะไปบ้าซื้อได้ทุกร้าน ไม่มีทาง คนขายเองก็ต้องอาศัยโชคกันบ้างแหละ แต่เช้านั้นโชคไม่เข้าข้างพี่เค้า  ฮือๆ~

          ส่วนนักเดินทางก็ต้องคอยรู้สึกลำบากใจอยู่ร่ำไป เพราะไม่มีที่ไหนเลยที่เราเข้าไปแล้วจะไม่เจอ คนขายของหน้าตาน่าเอ็นดู ตาแป๋วๆ ช่วยเหลือเอื้ออารีเรา แล้วมองมาซื่อๆ เปี่ยมด้วยความหวัง
 
 
 
 
          ความรู้สึกไม่ดีกัดกินใจอยู่ไม่นาน เราก็อยากจะกัดกินอาหารบ้างค่ะ ร้านอาหารมื้อเช้าวันนี้อร่อยมาก เราเลือกแวะเพราะทำเลมันสวยบ้านๆ เป็นลานดินโล่งกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ ร้านน้อยๆ ตั้งอยู่ในร่มเงา ลูกค้านั่งเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ลมพัดเย็นสบาย สั่งอาหาร (ลอกโต๊ะข้างๆ) แล้วก็นั่งมองนกตัวน้อยๆ บินขึ้นลง จิกเมล็ดดอกหญ้าที่คนตั้งใจโปรยไว้ให้
          แอ้ได้เล่าหรือยังคะ ว่าคนพม่านิยมผูกช่อเมล็ดพืชให้นกในธรรมชาติกิน ที่นี่จึงเป็นประเทศที่มีนกเยอะมาก และเชื่องคนสุดๆ
 
 

          อาหารมาแล้ว เป็นอุด้งคลุกด้วยน้ำขลุกขลิก คอนเซ็ปต์คล้ายคาโบนาร่า คือน้ำคลุกอะไรสักอย่างสีเหลืองสว่าง (น่าจะมีไข่เป็นส่วนประกอบ) ราดบนเส้นร้อนๆ เส้นทำให้น้ำที่คลุกบางส่วนเริ่มสุกและเกาะเส้น ยิ่งคลุกยิ่งอร่อย กินเคียงกับกับข้าวที่เอามาวาง พร้อมบอกราคาทุกๆ ชิ้น คือเลือกกินกับมากน้อยได้ตามใจชอบ จ่ายตามจริง ไม่มีการกินทิ้งกินขว้างค่ะ แม่ค้าค่อยๆ ชูนิ้วบอกราคาอาหารแต่ละจานกับเราอย่างใจเย็น ทริปนี้ทั้งทริป แอ้รักร้านนี้ที่สุดค่ะ

          ลมพัดควันจากเตาถ่านของแม่ครัวม้วนตัวเป็นก้อนแสงสีเงินยวง แม่ครัวยืนสง่างามใช้สอยหม้อกะทะอุปกรณ์ทำมาหากินของตนอย่างชำนาญเหมือนฉากเปิดตัวเจ๋งๆ ในการ์ตูน มองเห็นบ้านในละแวกนั้น เป็นรั้วไม้ไผ่ บ้านหลังน้อยในร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาไกลเสียจนประสานกันเป็นหลังคาของลานกว้าง
          ช่วงนาทีที่ไม่อยากไปไหนต่อ ผูกเปลสักเปล แล้วนอนอยู่ที่นี่ได้ไหม  หยี


          จากมื้อสายแสนประทับใจ คืออารมณ์แบบว่าไม่รู้จะไปทางไหนดีเพราะข้อมูลก็น้อย ทางก็ใช่จะรู้ แต่พุกามดีอย่างตรงที่ อะไรก็สวยทั้งนั้น ไปมันเรื่อยๆ แวะที่อยากแวะได้เลย ตอนนั้นเริ่มเจ็บตูดแบบจริงจังแล้ว.. แต่ก็นะ พุกาม ไม่ได้มากันบ่อยๆ เจ็บก็ต้องทน ปั่นมันต่อไป ตอนลุกจากร้านข้าวกลับขึ้นบนอาน แบบว่า.. ฝืนใจสุดๆ  กร๊าก

          วัดต่อมาที่เราแวะเป็นวัดใหญ่ชื่ออนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม อั้นแหน่ะ คิดถึงแฟนเล็กน้อย 
          อะ จริงจังกันต่อ ชื่อวัดอนันดา น้องกิ๊กบรรยายเนื้อหาจากหนังสือบอกว่าเป็นวัดที่สวยสุดในพุกาม
ซึ่งก็สวยจริงๆ กว้างใหญ่มาก อาหารเที่ยงอิ่มๆ แดดร้อนๆ ปั่นจักรยานจนเพลีย แล้วมาเจออากาศเย็นๆ ระหว่างเดินท่อมๆ ภายในเจดีย์ผนังหนาเตอะ แสงรำไร มันจะอะไรเสียอีกล่ะ มันก็จะหลับน่ะสิ เราถ่ายรูปไปเรื่อย แสงแม่งโคตรสวย แล้วเจ้าแบงค์ก็พยายามจะหลับมันทุกหัวโค้งเลยนะยะหร่อน !!
 
 



          ที่นี่มีพระพุทธรูปที่โด่งดังคือพระยิ้มพระบึ้ง จากการนั่งมอง และเดินเข้าเดินออกหลายรอบก็สังเกตได้ว่าการก่อสร้างมีเทคนิคที่ตรงเนื้อริมฝีปากขององค์พระที่ทำให้ภาพที่เรามองเห็นใกล้ไกลต่างกัน คืออยู่ใกล้จะหน้าบึ้ง พอถอยออกไปจะยิ้ม องค์พระใต้แสงตกกระทบงามมาก และคนเยอะ คือนักท่องเที่ยวเนี่ยแหละที่หลั่งไหลเข้ามาตลอด แต่ละคนก็จะต้องทดลองเดินเข้าๆ ออกๆ พลางแหงนมององค์พระค่อยๆ เผยยิ้มนุ่มนวล
 
 

          ส่วนชาวบ้านที่มาสักการะมีจำนวนไม่มากเท่านักท่องเที่ยว แต่กราบไหว้นาน กราบแล้วก็นั่งจ้องอยู่เป็นนานสองนาน มันคือความสุขแท้จริงของเขา 
 


 
 
 แสงธรรมชาติจากช่องประตูส่ององค์พระสวยทุกองค์เลยค่ะ
 
 
          เราละเมียดละไมเดินวนภายในวัดอนันดาแล้วก็เดินชมภายนอกกันต่อ ฟ้าเป็นสีฟ้า เจดีย์ภายนอกก็สวยมาก พร็อพถ่ายรูปงี้เยอะไปหมด มองไปทางไหนก็สวยงาม เราเดินวนแล้วมาจบที่เก้าอี้ไม้รอบโคนต้นไม้ใหญ่ที่กว้างขวางเป็นแคร่ แอ้ไปเข้าห้องน้ำ (จ่ายเงินค่าเข้านิดหน่อย และมีคนมาเทน้ำเปล่าให้ล้างมือ เป็นธรรมเนียมน่ารักของชาวพม่าค่ะ) แล้วตามมาสมทบกับน้องๆ ที่นั่งพักอยู่ที่แคร่ร่วมกับฝรั่งสองสามีภรรยาสูงวัยแต่ยังดูแข็งแรงและภรรยาสวยสมวัย ทั้งคู่มีไกด์ท้องถิ่นทีดูโปรมากๆ เป็นไกด์ส่วนตัวด้วยค่ะ ฝรั่งหญิงชวนน้องกิ๊กคุย แอ้สมทบบ้างในตอนท้ายและจำได้ว่า เขาคือกลุ่มที่เราเจอในวันก่อน และแอบถ่ายรูปไว้แล้วนั่นเอง (แต่ถามแล้ว เขาจำเราไม่ได้)
 
 
 



 
 
 
          ดูเหมือนเจ้าแบงค์จะแอบงีบไปหน่อยหนึ่งสมใจอยาก แอ้นำหน้าออกไปด้านนอกก่อนน้องๆ ครู่หนึ่ง หลบใต้ร่มไม้ใหญ่ห่างออกไปจากวัด มองดูวิถีชีวิตของชาวบะกันไหลเลื่อนไป ฉากกรุหลังด้วยวัดงดงามมีซุ้มป้ายโค้ง ผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเดินผ่านเข้าออก จากนั้นก็เป็นฝุ่น สนามฝุ่นกว้างขวาง ด้านหนึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ยองๆ เหลา เน้นสินค้าจำพวกน้ำดื่มเย็นชื่นใจ ถนนโค้งผ่านมีรถสัญจรนานๆ คัน ฝุ่นตลบ และเราจะเห็นวัวเทียมเกวียน ลากอะไรสักอย่างเสมอ หากยกกล้องถ่ายรูปขึ้นหันไปทางผู้คน รูปแนวไลฟ์ที่ตั้งใจจะถ่ายแต่ทีแรกจะหายไป เพราะเขาจะโบกมือและยิ้มกว้าง แอ้ว่าเขาไม่ได้ทำเพราะเฟคใส่นักท่องเที่ยว แต่เป็นเพราะรู้สึกดีที่ได้ทักทายเรา
 
 




 
 
 
          น้องๆ ปั่นจักรยานตามออกมา แล้วเราก็ไปกันต่อ บนทางเกวียนฝุ่นหนานุ่มที่ดูเหมือนจะนำพาเราห่างถนนดีๆ ออกไปทุกที ที่เลือกเข้ามาเพราะเห็นรถอื่นเข้าไปหลายคัน ไม่ได้รู้ทางหรอก  กร๊าก

          โอว.. ดีว่าเจดีย์อยู่ไม่ห่างกันนัก เหนื่อยดิ้นเลย ปั่นจักรยานบนทรายแถมขึ้นเนินเนี่ย อยากจะลงเดินแล้วแบกรถซะเลย
 
 



          อยู่ๆ เราก็มาถึงเจดีย์ Thatbyinnyu Phaya รู้สึกภาษาไทยจะเรียกสัพพัญญู ใช่ไหมฮึ ซึ่งเป็นเจดีย์ตัวเด็ดที่เขามาชมกันเยอะด้วย แหม บังเอิญหาเจอโดยไม่ต้องพยายามนี่มันช่างเป็นโชคดีจริงๆ สำหรับที่นี่ก็ไม่ค่อยมีภายในให้เดิน คือชมบริเวณรอบนอก กับฟ้าีสีฟ้าๆ แดดเปรี้ยง รอบๆ บริเวณเงียบสงบมาก แต่ก็มีคนขายทรายเพ้นติ้งแทบทุกซุ้มประตู ส่งเสียงเรียกอย่างสุภาพให้เราอุดหนุนเป็นระยะๆ ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้แบบเหนื่อยใจนิดๆ
 
 




 
 
          มีเด็กๆ เล่นกันอยู่กลุ่มหนึ่ง แบงค์กะกิ๊กก็เข้าไปถ่ายรูปเด็กๆ กัน มีน้องสุดหล่ออยู่คนหนึ่งที่สะดุดตามาก แต่แอ้ไม่ได้ถ่ายรูปเด็กๆ แค่นั่งดูฟ้า ดูนกเฉยๆ เพลินดีค่ะ เจดีย์นี้เห็นทีแรกก็ว่าคุ้นๆ ตา แน่ล่ะ เพราะว่ามันคือวิวทิศตะวันตกจากบนชเวซันดอว์ ที่เราเฝ้าวนเวียนปีนขึ้นปีนลงอยู่นั่นเอง
 
 
          ที่ผนังภายในเจดีย์ มีรูปนี้แปะอยู่ เราก็กรี๊ดกร๊าด คิดกันใหญ่ว่ามันไปถ่ายจากเจดีย์ไหน ถึงได้องศานี้ มุมนี้.. แอ้มาคิดๆ ดูแล้วก็สรุปเอาเองว่า มีสองทางว่ะ คือซูมด้วยกล้อง-เลนส์อย่างดีจาก Shwesandaw ซึ่ง.. มันไม่น่าเห็นเจดีย์เยอะขนาดนี้ จะเห็นเจดีย์เยอะขนาดนี้ก็ต้องอยู่ใกล้ และอยู่สูง ซูมไปยังไงก็ได้เท่าที่เราถ่ายแหละ มันจะไม่เห็นเจดีย์องค์เล็กองค์น้อยอย่างในภาพ ทางที่น่าจะเป็นไปได้อีกทางก็ ถ่ายจากบนบอลลูนที่ลอยต่ำๆ เพราะรูปนี้เป็นแสงเช้า เวลาบอลลูนเลย แล้วละแวกนั้นก็เป็นจุดจอดบอลลูนด้วย 
          อยากรู้ ไม่ใช่อะไรหรอก อิจฉา อยากถ่ายได้บ้าง  กร๊าก


[รูปนี้ไม่ได้ถ่ายเองนะคะ ถ่ายมากจากรูปถ่ายบนฝาผนังอีกที]
 
 
          พอออกจากสัพพัญญู เราก็เริ่มไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ประเด็นคือเพลียและง่วงมากค่ะ เราก็เลยพร้อมใจกันมุ่งหน้าไปทางเกสต์เฮาส์ ระหว่างทางเจออันไหนก็แวะอันนั้น ชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้รู้หรอก

          ตรงนี้เป็นหน้าประตูของที่ชมเก้าอี้จักรพรรดิ กำแพงสวยมาก แต่พี่เมนไนบอกว่า มีค่าเข้าชม ๕ ดอลลาร์ และ ข้างในมีแต่เก้าอี้อย่างเดียว เราเลยขอชมแค่ประตูพอ (แถมยังขี้เกียจข้ามไป ถ่ายติดต้นไม้มันอย่างนี้เลย แต่ตอนนั้นเป็นเพราะมีคนพม่ามองข้าวของเรา เป็นคนคู่แรกและคู่เดียวที่เจอแล้วรู้สึกสายตาว่อกแว่กไปหน่อย เลยไม่อยากทิ้งจักรยานค่ะ)

 

 
 
 
          ขยับใกล้เกสต์เฮาส์ของเราในละแวกยองอูอีกนิด ตรงกลุ่มเจดีย์เล็กนี้ อยู่ๆ แอ้ก็เกิดหงุดหงิด เหวี่ยงใส่คนพม่า (ที่เข้าใจว่าขายของ-แต่ไม่แน่ใจในตอนท้าย) ไปนิสสสสนึง คือเขาจะโอบอ้อมอารีเวอร์ๆ ไง แล้วเวลาเราหงุดหงิดเนี่ย เราจะไม่ต้องการน้ำใจของใครทั้งนั้น  กร๊าก  คือของแอ้ตก ไม่มีอะไรสำคัญ แค่เศษกระดาษ เราเห็นแล้ว เห็นจะจะ เขาก็เห็นว่าเราเห็น แต่เราจะรวบของอย่างอื่นที่กำลังจะกระจายก่อนค่อยก้มเก็บ แต่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ก็รีบบอกมากๆ ว่าของเราตก เลยตอบกลับไปแบบไม่แต๊งว่า "ไอโนว์"
          รู้สึกผิดภายหลังเหมือนกัน แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกผิด กำลังหุดหิดเต็มกำลัง  กร๊าก
 
 




          ที่ที่แวะตรงนี้เป็นกลุ่มเจดีย์ขนาดเล็ก แต่มีจำนวนเยอะเป็นกลุ่มก้อน เห็นแล้วนึกถึงบันเทยสไรที่เสียมเรียบ (หรือที่คนไทยเรียก บันทายสรี) เนื่องจากไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร สำคัญยังไง รู้แต่ว่าใครอย่ามาขายภาพเขียนกรูนะ จุดนี้อาจโดนพลังสังหารได้ง่ายๆ  กร๊าก ใครต่อใครชอบถามว่า เวลาออกไปแบ็กแพ็ค ไม่กลัวเหรอ ที่ตอบไปทีเล่นทีจริงเสมอว่า คนอื่นสิต้องกลัวเรา.. อันนี้แอ้ไม่ได้ล้อเล่นนะ หมายความตามนั้นแหละ เวลาแอ้งอแงขึ้นมาจะกลายเป็นคนละคน และไอ้คนนั้นมันไม่น่ารักเลย  ฮิ้ววว
 
 
 
          ปั่นฝ่าแสงแดดบนถนนเส้นหลักต่อมาอีกไม่ไกล ก็เจอกับอุบาลีเต็ง (Upali Thein) ตรงอุบาลีเต็งนี่ แอ้นั่งรอข้างนอกเลย หมดแรง  กร๊าก ปั่นจักรยานเหนื่อยมากกกก คิดดูว่าคนไม่ออกกำลังกายน่ะ แล้วอยู่ๆ เจอแบบตูร์เดอบะกันกระทันหัน ขึ้นเนินลงเนิน ตะลุยทราย แดดอัดหน้าอีก แต่รู้สึกเลยว่าถ้าได้ปั่นซ้ำๆ อีกสองสามวัน กำลังอยู่ตัว น่าจะสนุกแน่เลย ตูดด้านหน่อยแต่คุ้ม  เจ๋ง

 
 
 
          น้องๆ เข้าไปภายในวิหารขนาดเล็ก ซึ่งมีภาพเขียนฝาผนังแบบห้ามถ่ายภาพ ให้ดูด้วยตา แอ้เลยอดดูทั้งๆ ที่อยู่ห่างออกไปแค่สองสามเมตรนั่นแหละ แต่ขอพักเหนื่อยก่อนสักครู่ จากนั้นเราปั่นกันต่อ โดยคุยกันว่าขอเข้าไปพักในเกสต์เฮาส์สักชั่วโมงก่อนตามเก็บแสงเย็น แต่ระหว่างทางดันเจอ เจดีย์จำชื่อไม่ได้ ที่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอนั่นแหละ มันอยู่ข้างๆ กับชเวกูจี อพิโถ.. ไหนๆ ก็เจอแล้ว เมื่อยแสนเมื่อยก็ขอให้ได้ปีนขึ้นไปอีกสักรอบ ชมบรรยากาศตอนมีแสงสว่างกันบ้าง
 
 

 
 
          ลงจากโนเนมเจดีย์ เราก็หิวค่ะ (สมควรอยู่) แอ้นำเสนอน้องๆ ว่าเราทานอาหารสากลกันบ้างไหม มื้อนั้นก็เลยแพงกว่ามื้ออื่นๆ นิดหน่อย ได้กินข้าวจานโตกับน้ำหวานๆ เย็นๆ มันช่างเป็นรางวัลอันเหมาะสมสำหรับนักปั่นน่องทองคำทั้งสาม
 
 
 
 
 
          กว่าจะกลับถึงเกสต์เฮาส์ เราก็ถึงชเวสิกองก่อน.. เจดีย์สำคัญระดับนี้ จะให้พลาดได้อย่างไร เราจึงเค้นกำลังภายในเฮือกสุดท้ายของบ่ายนั้น ปั่นขึ้นเนินยาวๆ หลังตลาดนัดอันเอะอะสับสน พลางมองหาที่จอดรถคู่กายของพวกเรา
 
 
          ด้านหน้าของชเวสิกองเป็นอาร์ตแกลอรี่ที่แอ้อยากเดินดูชะมัด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดู พอปั่นจักรยานขึ้นเนินเรื่อยๆ มาพร้อมด้วยความปวดตูดสาหัส ขวามือเราเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน คือบรรยากาศดูไม่ปลอดภัยน่ะ เราอยากจอดรถฝั่งซ้ายที่เป็นปากทางเข้าชเวสิกอง แต่ก็มีลุงขอทานมอมแมมนั่งดักอยู่ ด้วยประสบการณ์จากบ้านเราแบบนี้ดูจะไม่เวิร์คแล้วนะ แต่เราก็ไปจอดจักรยานท้ายตลาดนัด ซึ่งแ้อ้ก็นึกว่าวัดดวงอะนะ กลับมามันจะอยู่ไหม
          เราถอดรองเท้าใส่ถุงรวมกันแล้วผลัดๆ กันหิ้ว พอเดินผ่านลุง ลุงก็ไม่มีอะไรขอตังค์เฉยๆ ไม่ให้ก็แล้วกัน ทางเดินเข้าสู่วัดด้านในไม่สวยงามเหมือนวัดอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับย่างกุ้ง ดูน่ากลัวนิดๆ แต่แล้วทั้งหมดก็แค่ความคิดวิตกของเราเอง ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาเลยค่ะ แค่เขาอยู่กันแบบนั้นเฉยๆ การที่เขาดูมอมแมม ไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี ก็คงเหมือนกับคนหน้าตาดีๆ แต่งกายหรูหราที่เราเจอในชีิวิตประจำวัน ก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขาจะบริสุทธิ์ผุดผ่องไปซะทุกอย่าง ฉันใดก็ฉันนั้น
 
 
 
 
          เอนทรี่นี้ขอทิ้งท้ายไว้ที่ทางเดินสู่ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda) เจดีย์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากชเวดากองที่ย่างกุ้งค่ะ ทางเดินอาจจะดูไม่สวยงามเท่าไหร่ ไว้เราชมภายในกันต่อในตอนหน้านะคะ สุดสัปดาห์นี้หลังจากเที่ยวซะงอม แอ้ขอตัวกลับบ้านไปพัก (เหรอ?) สักสองวัน ช่วงนี้งานเยอะด้วย มีเครียดก็มีคลายเครียดบ้าง แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ทะเลเจดีย์จริง ๆ
อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ในอดีต
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#22 By back-to-basic on 2013-03-08 09:44

ตอนนี้อยากไปพม่าสุดๆแต่ไม่มีเพื่อนเศร้าตรวนี้ 55 เรก็ไม่ชอบบังคับขายของกายๆแบบนี้เหมือนกันอะ แกเก็บค่าเข้าไปเลยดีมั้ยเนี่ย

#21 By Paa orKant on 2013-02-12 17:12

แอบตามมาอ่าน สนุกมากเหมือนเดิม

#20 By โต๊ะคิ้งส์ on 2013-02-09 14:43

รูปสวยจังเลยคร่าาาาา
ยังไม่เคยไปเที่ยวพม่าเลย ทั้งที่อยู่ใกล้นิดเดียว
ต้องหาโอกาสไปเที่ยวให้ได้ ชิมิ
ปล. เด็กหล่อจัง อิอิ (น่าร้ากก)double winkcry cry
Hot! Hot! Hot!

#19 By bluenin007 on 2013-02-05 07:34

สวยจังเลยค่ะ อยากไปเหมือนกันๆๆๆ

#18 By PARTTIME BACKPACKER on 2013-02-04 15:17

อยากไปมาก
Hot! Hot! Hot!
ไม่รู้เป็นไรชอบประเทศนี้ ดูมีเสน่ห์ ยังไง บอกไม่ถูก

#17 By back-to-basic on 2013-02-04 15:01

Hot! Hot! Hot!

ยังคงสวยงามและน่าติดตามเช่นเคยนะครับ..

น่าไปมากมาย ๆ ครับconfused smile open-mounthed smile confused smile
ชอบพระยิ้มพระบึ้งจัง

#15 By [ANA]* on 2013-02-03 15:01

งดงามน่าศรัทธา เดี๋ยวมาเมนท์ใหม่Hot! Hot! open-mounthed smile

#14 By แทณนี่แหละ on 2013-02-02 20:25

ได้โปสการ์ดแล้วนะครับ ขอบคุณมากเลย
ว่าง ๆ จะเขียนกลับไปนะครับ big smile

#13 By keaaaa on 2013-02-02 11:23

พระพุทธรูปสวยมากมาย
คนลาวก็ให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามากเหมือนกัน
ขนาดต้องได้ทำบุญทั้งที่เงินไม่ค่อยจะมี
เคยถามเค้าก็บอกว่าชาติหน้าจะได้รวยๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!
ที่แท้คุณแอ้เป็นแฟนคนดังนี่เอง

#12 By Nirankas on 2013-02-02 08:29

@atpt1978 พระพุทธเจ้าสอนไ่ม่ให้เชื่อเพราะเขาเล่าว่า.. 
แอ้ไ่่ม่ได้อยู่ตอนที่เขาว่ารบกัน ก็เลยไม่รู้เหมือนกันค่ะ
แต่เท่าที่ไปเห็นมาด้วยตัวเองในเวลาสั้นๆ นี่
คนพม่าศรัทธาและทุ่มเทให้ศาสนามากกว่าคนบ้านเราค่ะ big smile

#11 By แอ้ on 2013-02-01 22:38

ดูๆแล้ว เป็นเมืองพุทธเหมือนกันนะ ทำให้นึกถึงสมัยประวัติศาสตร์ก่อนๆ ทำไมต้องตีกันด้วย....sad smile

#10 By Live a Live on 2013-02-01 22:20

Hot! Hot! Hot!

#9 By Simplificity on 2013-02-01 21:14

อยากเล่าเสียมเรียบโคตรๆ
แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ที่สำคัญไม่รู้จะจบตรงไหน มันเป็นทริปที่มีข้อมูลมหาศาลมาก แต่ก็นะ ซักวันต้องเล่าให้จบหมดให้ได้ มันคือบันทึกการเดินทางที่มีชีวิต คือเรื่องราวจะงอกทุกๆ วันหยุดราชการนั่นเอง

#8 By แอ้ on 2013-02-01 12:17

งามงด หมดจด
แค่กำแพงยังสวยเลย
ชอบพระยิ้มพระบึ้งด้วย เจ๋งมาก
ลป คิดถึงสภาพที่เสียมเรียบ แดดร้อนๆ เพลียๆ
ขนาดนั่งบนสามล้อ (ตรงหลังคนขับ ไม่ใช่บนเบาะ) ก็ยังหลับได้โดยไม่กลัวจะหล่น ฮ่าๆๆ

#7 By babyshampoo (103.7.57.18|125.27.235.136) on 2013-02-01 11:54

กลับมาสนุกเหมือนเดิม

#6 By LungDeng on 2013-02-01 11:52

ถ่ายรูปสวยมาก แถมได้ไปที่สวยๆ อิจฉา อิอิquestion Hot! Hot!

#5 By NhonNhoi on 2013-02-01 11:50

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

อ่านบล๊อกคุณแอ้ เหมือนเราได้ไปเที่ยวด้วยในตัวbig smile big smile

#4 By YiM-YiiM on 2013-02-01 09:01

Hot! รูปสวยมากๆอีกแล้ว กรี๊ดๆ cry  แต่ช่วยเราแล้วแอบขายของทีหลังนี่เซ็งเหมือนกันนะคะ sad smile

#3 By lizardgirl on 2013-02-01 07:48

สวยยยยยยยยย ^^'
Hot! Hot!

#2 By abobdlN on 2013-02-01 04:39

Hot! Hot! Hot! big smile big smile

#1 By dp on 2013-01-31 23:47

Recommend