แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๕

posted on 17 Jan 2013 07:12 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
          เนื่องจากพม่า เที่ยวแล้วชิว ตอนเล่าก็ต้องชิวไปด้วย พุกามวันแรกยังไม่จบค่ะ ตอนที่แล้วเรากำลังจะไปตามล่าพระอาทิตย์ตกกัน ยามเย็นอากาศดี เรายังคงโดยสารม้าแรมโบ้ ภายใต้การกำกับดูแลของพี่เมนไน และแกมีทางเลือกสำหรับชมพระอาทิตย์ตกให้เราด้วย
 
          พี่เมนไนนำเสนอออพชั่นสำหรับจะชมพระอาทิตย์ตกให้เลือก อันที่จริงที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันคือชเวซันดอว์ที่เดียวกับที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง แต่แกแนะให้เราไปชเวกูจี กับอีกที่หนึ่งที่เราจำชื่อไม่ได้ซักที พี่เมนไนว่า บนชเวซันดอว์นั้นคนมากมายเหลือเกิน แกคงมองว่าพระอาทิตย์มันก็ขึ้นๆ ตกๆ อยู่ดวงเดียว ดูที่ที่สบายหน่อยจะดีกว่า
          เราขอลองไปชเวกูจี (Shwegugyi Temple) กันก่อน ผู้คนไม่ได้เยอะมากอย่างที่กลัว ชเวกูจีเป็นเจดีย์สำคัญอีกแห่ง เห็นได้จากมีของขายมาก มีรถทัวร์จอดประปราย เราปีนขึ้นไปสำรวจอย่างเร็วๆ แสงทองๆ ตอนเย็นกำลังอาบไปทั่วเจดีย์รอบๆ ที่ผุดอยู่ตรงโน้นตรงนี้ท่ามกลางทุ่งพืชสีเขียว ชเวกูจีน่าจะเป็นอีกที่ที่เหมาะแก่การเก็บภาพ เสียแต่ว่าในวิวดันมีสายไฟเข้าเฟรมมาด้วย
 
 


 
 
 
 
           ชเวกูจี เป็นเจดีย์ที่อยู่ติดถนนใหญ่เลยค่ะ ข้างๆ กันเป็นวังเก่า ซึ่งตอนนี้ถล่มจมดินหมดแล้ว พี่เมนไนบอกว่า มีค่าเข้า และเข้าไปก็ไม่มีอะไรดู เราจึงข้ามจุดนี้ไป เนื่องจากอยู่ติดถนนใหญ่นั่นแหละ จึงทำให้สายไฟระโยงระยาง ต่างจากเจดีย์อื่นๆ ในพุกามที่จะแลเห็นทัศนียภาพอันพิสุทธิ์
 
 
 
 
          เราอยากไปลองเสี่ยงดูที่ใหม่ จึงขอพี่เมนไนพาไปอีกที่ แกก็ตามใจเรา ถนนหนทางยามเย็นเคลือบแสงอ่อนๆ สวยมาก ถ้าแอ้ขี่จักรยานเองคนเดียวคงไปไม่ถึงที่หมาย เพราะจะแวะถ่ายรูปมันอยู่แถวนั้นน่ะแหละ 
 


 
          ขณะที่เรากำลังกังวลกับเวลานิดหน่อย อยู่ๆ พี่เมนไนก็เลี้ยวเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ถนนเป็นซอกเ็ป็นซอยและเต็มไปด้วยฝุ่นปุยๆ กระจุยขึ้นมาตามรอยล้อ แกชี้ให้ดูคนลากน้ำมาใช้ แกว่านั่นน่ะน้ำจากรัฐจัดให้ และต้องจ่ายค่าใช้น้ำแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน แต่ไม่มีท่อต่อมาถึงบ้าน ต้องเอารถเข็นไปลากมาเอง  เอือม

          เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งมาเกาะรถแล้วโหนอยู่นาน ผาดโผนแจ๊กกี้ชานมาก พี่เมนไนแวะจอดที่กลุ่มบ้านกลุ่มหนึ่ง ยิ้มให้เราแล้วผลุบหายเข้าไปข้างในนานสองนานจนเริ่มกลัวจะไปไม่ทันพระิอาทิตย์ กลางลานบ้านมีกองฟาง กับคนกำลังทำงานจัดการกับกองฟางหลายคน ฟางขยับ ฝุ่นฟุ้ง แดดสีทอง คุณเอ๋ย.. แอ้อยากลงไปถ่ายรูปใกล้ๆ แต่ม้าแรมโบ้ไม่ได้ถูกผูก มันแค่ยืนรออย่างอิสระ แอ้ไม่อยากทำอะไรให้มันตื่นตกใจ ก็เลยได้แต่นั่งเอาเทเลส่องจากบนรถม้า
 
 


 
 
          แล้วพี่เมนไนแกก็วิ่งออกมาพร้อมกระสอบหนึ่งพาดไหล่ ที่แกว่าเป็น Fuel สิ่งนั้นก็คือฟางข้าวสำหรับเจ้าแรมโบ้นั่นเอง 
 
 
          เจดีย์ทางเลือกของเราองค์นี้ทางขึ้นเล็ก แคบมาก ไ่ม่กว้างมาก ดังนั้นจึงชันโคตร ก่อนมาเจ้ากิ๊กย้ำๆ ให้เราเตรียมไฟฉาย ซึ่งตอนแรกแอ้ไม่ได้เตรียม แต่ซื้อที่เซเว่นได้ทันก่อนเดินทาง เวลาจะขึ้นด้านบนเจดีย์ต้องใช้ไฟฉายจริงๆ ค่ะ
 
 


          เปรียบเทียบกับเสียมเรียบ ทางขึ้นยอดปราสาทของเขาจะิยิ่งใหญ่ โชว์หราแปะอยู่ด้านนอกตรงกลาง ๔ ทิศ แต่ทางขึ้นยอดเจดีย์ของที่พุกามจะแอบซ่อน เป็นปล่องเล็กๆ (เล็กมาก ดีว่าลดน้ำหนักมาแล้ว ไม่งั้นมีติดกันบ้าง) อย่างที่เจดีย์ที่ถูกลืมชื่อแห่งนี้ เมื่อเข้าไปด้านในที่เป็นโถง มีพระพุทธรูปแล้ว เราจะต้องมุดเข้าไปในช่องประตูเล็กๆ เหมือนมีผนังซ่อนอีกชั้น จากนั้นเลี้ยวไปอีกนิดจะพบปล่องบันไดที่แคบ มืด และชัน แต่เหล่านักชมตะวันก็ยังดั้นด้นปีนขึ้นไป

          ด้านบนเวลาจะเดินรอบทั้ง ๔ ด้าน จะมีซุ้มที่มุมทั้ง ๔ มุม ซึ่งอีซุ้มนี่ เล็กมากกกก แขม่วกันสุดฤทธิ์ ฝรั่งตัวโตๆ นี่โศกเลย แอ้ต้องถอดกระเป๋าเป้ออกจากหลังเพื่อความคล่องตัวในการมุดซอกเล็กซอกน้อย

          ชั้นแรกที่ขึ้นไปเจอ พอจะเรียกได้ว่าไม่แคบมากนัก มีฝรั่งสองคนสามีภรรยา นั่งยิ้มอยู่ตรงนั้น ภรรยาไม่อยากขึ้นต่อ เพราะไม่ไหว แต่สามีกำลังแปะอะไรที่เท้าแกซึ่งบาดเจ็บ แต่คนจะชมพระอาทิตย์อยากขึ้นมุมสูงกว่านั้น ซึ่งมันจะเป็นส่วนที่ลาดชัน เป็นยอดของเจดีย์ แอ้ขึ้นก่อน แล้วก็หยุดอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นล่างกับชั้นบน เป็นที่ที่คนเขาไม่นั่งกัน ที่ไม่อยากขึ้น เพราะรู้ว่าพอขึ้นไปแ้ล้ว เดี๋ยวจะมีคนมาเีบียด ชีวิตไม่่น่าจะปลอดภัยตรงนั้นเพราะถึงแรงเสียดทานระหว่างเ้ท้ากับวัสดุหินหยาบๆ ผิวเจดีย์มันจะมาก แต่ความชันก็มากตามไปด้วย แต่แบงค์กับกิ๊กก็ขึ้นไป ไม่นานจากนั้นก็มีสมาชิกขึ้นไปสมทบตรงชั้นบนอีกหลายคน
 
          และอีฮ่องกงนกกะตั้วนั่นก็โผล่มา บรรยากาศขลังๆ ยามเย็นก็ถูกทำลายไปสิ้น  ฮิ้ววว
          อีนกกระตั้วน่าจะเดินทางคนเดียว และหลั่นล้าอยากได้เพื่อนใหม่มากๆ ชวนคุยไปรอบเจดีย์ ส่งเสียงเอะอะ ชูไม้ชูมือ ยิงมุกแบบเน้นปริมาณ กะว่ายิงไปร้อยต้องได้ฮาซักมุก คือในบางเวลาเราอยากพูดคุยนะ แต่ในเวลาฟ้ากำลังเปลี่ยนสี เราสนทนากับดวงตะวันอยู่ในใจอย่างกึกก้อง แต่ปากน่ะหุบไว้ ให้เกียรติสถานที่และห้วงเวลาที่มีมนตร์ขลังกันบ้าง.. 
          (แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าภาษาอังกฤษมันดีมาก แต่ัมันพูดมากเกินไป เกินไปมากๆ เลยด้วย)
 
 
 
 
          นกกะตั้วโม้ว่า หนีมาที่นี่เพราะไปชเวซันดอว์มาแล้ว คนเยอะมากซัก five thousand ได้ และฮียังเปรียบเทียบปริมาณคนที่หนาแน่นว่า Like a bird นึกภาพนกยึ่บๆ ที่เจดีย์มหาบดีขึ้นมาทันที
 
          พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนใกล้ขอบฟ้า ไม่แจ่มแจ๋วอย่างที่ฝันไว้ เรียกตรงๆ แบบไม่ถนอมน้ำใจก็ ฟ้าเน่านั่นแหละ แต่แอ้ก็ยังมีความสุขอยู่ดี (แอ้มีความสุขตลอด) ลมพัดเย็นสบาย แล้วพอฟ้าใกล้มืด เจดีย์สำคัญบางองค์ในฉากของเราก็ถูกเปิดไฟขึ้น สวยงามดี 
 
 
 
          วิวจากเจดีย์นี้มองเห็นน้ำในแม่น้ำอิยะวดีสะท้อนแสงอยู่ำรำไร แต่ท้องทุ่งรอบๆ เจดีย์ค่อนข้างเวิ้งว้าง แลไม่ค่อยเห็นยอดแหลมของเจดีย์อื่นมากนัก พอถ่ายเป็นเงาแล้วมันไม่ค่อยมีดีเทล เราเลยคุยกันว่า วันรุ่งขึ้นต้องไปรอพระอาิทิตย์ตกที่อื่นดู 
 
          แอ้ช่วยฝรั่งบางคนที่ีชั้นบนด้วยการรับของและส่งของให้ขณะที่เขากำลังมุดซุ้มเล็กจิ๋วในขาลง ที่ชันมากเป็นของแถมสำหรับนักผจญภัย คือพวกหนังตามล่าุขุมทรัพย์โบราณ น่าจะบรรจุฉากแบบนี้เข้าไปด้วย รับรองว่าพระเอกตัวล่ำบึ้กมุดไม่ไหวแน่ๆ อาจจะติดกล้ามก้ามปูก็เป็นได้

          เย็นวันนั้น เรากลับลงจากเจดีย์พอดีกับฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนจากสีน้ำเงินลึกล้ำกลายเป็นดำสนิท พี่เมนไนอาสาพาไปกินข้าว แต่พวกเราปฏิเสธแกไปด้วย ๒ เหตุผล คือเราตกลงกันว่า วันต่อไปเราจะใช้จักรยานเช่า และวันก่อนกลับคือวันที่ ๓ ที่พุกาม (ซึ่งอนุมานได้อย่างแม่นยำว่าเราน่าจะบอบช้ำปางตาย) เราจะใช้บริการพี่เมนไนกับแรมโบ้อีกที เราอยากกลับไปที่เกสต์เฮาส์ให้ทันเช่าจักรยานของคืนนี้ เพราะรุ่งขึ้นเราจะไปตามล่าพระอาิทิตย์กันอีก เกรงว่าคนที่เกสต์เฮาส์จะยังไม่ตื่น

          อีกเหตุผลคือ พี่เมนไนกับแรมโบ้ดูแลเรามาตั้งแต่ตีสามครึ่ง ก็ไม่อยากเอาเปรียบแกมากไปกว่านี้แล้ว เลยบอกให้แกไปส่งที่เกสต์เฮาส์ค่ะ  ยิ้มน่ารัก
 
 
 
          ก่อนแยกกัน พี่เมนไนบอกเราอีกอย่างหนึ่งว่า อันที่จริงนักท่องเที่ยวต้องชำระค่าเข้าเมืองพุกาม ๑๐ ดอลลาร์ แต่เรายังไม่ได้จ่ายเพราะเขาจะตั้งโต๊ะเก็บที่ชเวซันดอว์ตอนเย็น เราไปขึ้นแต่เช้าเจ้าหน้าที่ยังไม่ตื่น คือสรุปว่าถ้าเราไม่ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ชเวซันดอว์ก็ไม่ต้องจ่าย เราก็เก็บข้อมูลนี้ไว้เป็นทางเลือกค่ะ 
 
 
          ค่ำนั้นกลับไปที่ชเวนาดีเกสต์เฮาส์ เช่าจักรยาน ๓ คัน (๒๔ ชม. ๘๐ บาท/คัน) แล้วขึ้นไปล้างหน้าล้างตา พนักงานที่เกสต์เฮาส์น่ารักมาก คือดูแลดี มีคนออกมาช่วยเช็คสภาพรถ (คงรู้ว่าเราจะต้องใช้มันอย่างโหด) ช่วยปรับเบาะ สูบยาง เรียกว่าทั้งปรับทั้งเปลี่ยนกันจนเรารู้สึกสบายกับรถเลยล่ะ 

          แอ้ปั่นออกไปอย่างเก้ๆ กังๆ เพราะรถค่อนข้างสูง และล้อใหญ่ มาเห็นประโยชน์ก็ตอนที่ปั่นไปไกลๆ ว่ามันช่วยทุ่นแรงให้ไม่เหนื่อยเป็นลมล้มพับคาแฮนด์ จากเกสต์เฮาส์ บนถนนอัตคัตแสงสว่าง ระยะหนึ่งไม่ไกลนักก็จะเจอถนนซอยที่เป็นเหมือนถนนข้าวสาร (เราตั้งชื่อมันทันทีว่า ข้าวสาร) ลองวนไปดูยังไม่มีร้านโดนใจ
          ตอนนั้นอารมณ์ยังอยากชิมอาหารท้องถิ่นอยู่ เลยปั่นต่อไปจนถึงตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน มีเสียงเพลงและการแสดงระบำำรำฟ้อนมาจากด้านใน แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้เข้าไปดู จุดนี้เรียกว่าตลาดยองอู (ชื่อตำบลตรงที่เราพักนั่นแหละ) จอดจักรยานแล้วสุ่มๆ สั่งอาหารท้องถิ่นมาทานกัน

          ร้านหอยทอดดูน่ากิน พอโผล่หน้าเข้าไปสั่งจริงๆ ถึงเห็นว่ามันเป็นแป้งหอยทอดที่ใส่ถั่วแทนหอย  ฮือๆ~  มีสองไส้ ไส้ถั่วกับไส้มะเขือเทศ โอ.. เป็นมังสวิรัติโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็สั่งอาหารจากอีกร้านมากินด้วยกัน ก็มีเนื้อสัตว์น้อย เน้นแป้งๆ และมันๆ เช่นเคยค่ะ แอ้ลองซื้อขนมที่คล้ายโรตี ก็แป้งๆ และมันๆ ด้วยเหมือนกัน คือรู้สึกว่าแม้แต่ไข่ ก