แอ้ View my profile

ตามรอยศรัทธา-พม่าแบ็กแพ็ค #๔

posted on 14 Jan 2013 22:43 by littlest-aa in Travel directory Travel
 
 
 
           มิงกะลาบา สวัสดีภาษาพม่าค่ะ เล่ามา ๓ ตอนแล้ว ยังไม่ถึงไหนเลยค่ะ ลงดีเทลมันอยู่นั่น เราไปเที่ยวพม่ากันต่อเลยดีกว่า กับวันที่สองที่พม่า ซึ่งเป็นวันแรกในเมืองแสนน่ารักอย่างพุกาม แต่ละวันมันดูช่างยาวนาน ก็แน่ล่ะ วันนี้ของเราเริ่มตั้งแต่ตีสามครึ่งนี่นา.. เรื่องราวมันก็เลยเยอะ กว่าแต่ละวันจะจบลงก็เมื่อยไปทั้งตัวเชียวค่ะ
 
 
 
          จากตอนที่แล้ว เราพบปัญหาเรื่องการเดินทาง ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเมืองอื่นแล้ว จะอยู่พุกามตลอด ๓ วัน หนุ่มๆ ที่ชเวนาดี ที่พักของเรา นำเสนอเมาท์โปป้า เป็นเดย์ทริป เทรคกิ้งเบาๆ ขึ้นไปชมวิว เขาว่างั้น
          เราไม่เชื่อว่าชีวิตมันจะง่าย ตอนเข้าห้องพักผ่อนช่วงหนึ่งก็ค้นข้อมูลกันยิก พบว่าเมาท์โปป้า ต้องเดินขึ้นเขา ๑.๕ กม. ว่ะเฮ้ย ซ้ำร้ายกว่านั้น ระหว่างทางมีฝูงลิงคอยเล่นบทตัวร้ายอีกต่างหาก มันจบตรงลิงนี่เอง แอ้เคยไปโดนพลังมังกี้แอ๊ทแท็คอย่างโหดเหี้ยม (เวอร์ไป) แต่ยังไม่ได้เล่าอยู่ทริปหนึ่ง เราสรุปได้ทันทีว่าเมาท์โปป้าเป็นอันตกไป
 
 
          หลังจากสบายใจได้ตั๋วกลับย่างกุ้งในอีก ๒ วันข้างหน้าเป็นที่เรียบร้อย เราก็ไปเที่ยวกันต่อเลยค่ะ ที่ต่อไปที่แรมโบ้กับพี่เมนไนพาเราไปก็คือ Htilominlo Phaya - วิหารติโลมินโล จากนี้เป็นที่รู้กันนะคะว่าประวัติใดๆ ที่แอ้จะเล่า มันเกิดจากการกูเกิ้ลทีหลังล้วนๆ ตอนไปเดินจริงๆ แอ้ไม่รู้อะไรเลย มีน้องกิ๊กคอยไกด์ตามหนังสือและข้อมูลที่หามาเป็นระยะ ส่วนมากจะไม่รู้นั่นเอง ถ้าเราพลาดอะไรไปก็ถือเป็นเรื่องปกติ และถ้าเราเจออะไรเด็ด นั่นคือบังเอิญค่ะ มันเป็นวิถีแห่งแบ็กแพ็ค ฮ่าๆๆ
 
          วิหารติโลมินโลถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ชื่อเดียวกับวิหาร ราว ๒๕๐ ปีมาแล้ว มีประวัติเกี่ยวข้องกับเรื่องการเลือกรัชทายาทโดยใช้ฉัตรเสี่ยงทาย วิหารแห่งนี้เป็นวิหารฮิตแห่งหนึ่งของพุกาม สังเกตได้จากมีร้านขายของเป็นทิวริมทางเดิน พ่อค้าแม่ค้าส่งยิ้มหวาน ตาปรอย จะขายนั่นขายนี่ เรียกว่าถ้าใจไม่อยากซื้ออย่าได้ไปถามเชียว แต่ถ้าเป็นขาช็อปน่าจะเพลิน เพราะขายของไม่แพง คุยเล่นแซวเล่นต่อได้อีกด้วย
 
 
 
          เราเดินชมภายในวิหารซึ่งแสงมันเข้าสวยมาก แอ้ไม่รู้ว่าตอนออกแบบเขาได้คำนวณเรื่องแสงไว้ไหม แต่ถ้าไม่ได้คำนวณมันก็จะบังเอิญเกินไปล่ะ วิหารแทบทั้งหมดในพุกามถูกออกแบบช่องแสง ให้แสงธรรมชาติส่องเข้าสู่ที่มืดทึบด้านในแบบมหัศจรรย์ มันเป็นการจัดแสงสตูที่ช่างภาพต้องมาศึกษาหาไอเดียค่ะ
 
 
 
 
 
          ตอนนั้นแดดจัดจ้า วิหารติโลมินโลเป็นสีน้ำตาลส้มสว่างด้วยอิฐมอญ สวยงามมากๆ เราสามคนเดินเอื่อยๆ สบายอุรา เนื่องจากเวลาเรามีเยอะ.. ฮ่าๆๆ เดินด้านในจนรอบ แต่ละด้านของวิหารมีพระพุทธรูป และพระพุทธรูปแต่ละองค์มีใบหน้าต่างกันโดยสิ้นเชิง แอ้คิดเอาเองว่าใบหน้าของพระที่จงใจสร้างให้แตกต่างกัน เหมือนจะสะท้อนถึงความหลากหลายของเชื้อชาติที่อาจจะแตกต่างที่หน้าตาผิวพรรณ แต่สามารถเข้าถึงพระุพุทธศาสนาได้เช่นเดียวกัน เดินด้านนอกรอบแล้วก็ยังเดินออกไปนอกกำแพง จุดนี้น้องกิ๊กจำได้ว่าเคยดูทีวี เขาบอกว่ามีอาคารด้านนอกที่ปีนขึ้นไปด้านบนได้ เราก็มุดกำแพง เดินเท้าเปล่า (เพราะถอดรองเท้าตั้งแต่แรก) ย่ำดินฝุ่นอุ่นแดด บนทางเดินเล็กๆ ขนาบด้วยทุ่งข้าวโพดแล้งๆ ไปยังอาคารอิฐแดงอีกหลังไม่ห่างกันนัก แต่หาทางขึ้นไม่เจอ
 
 
          วนเวียนอยู่พักหนึ่ง มีชายคนหนึ่งยิ้มอย่างใจดีแล้วบอกทางให้ เราก็ขอบคุณแบบซึ้งใจ แต่พอขึ้นไปข้างบน ตะแกก็เอาภาพเขียนทรายมาขาย แอ้ก็โดนไปหนึ่งชิ้น คือตั้งใจไว้แล้วว่าจะซื้อภาพเขียนกลับมา (ของสะสมค่ะ) พอลงจากอาคารนั้นก็ซื้อภาพเขียนอีกภาพด้านใน แล้วจบการช็อปภาพเขียนไว้เท่านั้นพอค่ะ
          ทีหลังมา ใครจะบอกทางก็ระแวงไว้ก่อนเป็นดี เพราะเขาอาจไม่ได้บังคับอะไร แต่ตังค์เราเนี่ยแหละที่มันบังคับเราไม่ให้ตอบแทนน้ำใจพร่ำเพรื่อ อะไรช่วยตัวเองได้ ทำไปก่อนเลย เข้มแข็งบึกบึนซะอย่าง อย่าไปกลัวค่ะ ฮ่าๆๆ
 
 

 
 
          เราใช้เวลาเดินเล่นในวิหารแห่งนี้นานมาก พอออกมาเจอหน้าพี่เมนไน.. ร้องหิวอีกแล้ว แกหัวเราะก๊ากๆ แล้วพาไปกินเมียนมาร์บุฟเฟต์ มื้อนี้สนุกมาก
 
          พี่เมนไนปฏิเสธเมื่อเราชวนมาร่วมโต๊ะ แกว่าแกกินแล้วตั้งแต่ตอนเราไปเดินกันอยู่ แต่แกเตรียมอาหารให้แรมโบ้ เป็นหญ้าสับใส่น้ำกาละมังหนึ่ง (อยู่ๆ อุปกรณ์ต่างๆ ก็โผล่มาจากไหนปุ๊บปั๊บ) แรมโบ้ค่อยๆ กินซุปหญ้าช้าๆ อย่างสำรวมกิริยา เราสามคนนั่งงงกับอาหารมื้อพิเศษ โต๊ะกว้างๆ สาวเสิร์ฟเดินเอาของมาวางซะหลายรอบจนเต็ม
 
          เริ่มจากเครื่องเคียงจำนวนมาก ถ้วยเล็กถ้วยน้อย เครื่องเคียงนี้แบ่งไ้ด้เป็นสองหมวดหลัก คือผักสลัดแปลกๆ ๔ อย่าง กับซอสอีก ๔ อย่างต่างๆ กัน วางล้อมๆ จากนั้นตามด้วยเนื้อสัตว์ ๔ อย่าง ใน ๔ ชาม มีเนื้อวัว (หรือควาย ?) ทอดเค็ม, ไก่ทอดแห้งๆ, หมูมันตุ๋นเปื่อยประมาณแกงฮังเลไม่ใส่ผงกระหรี่ และปลาทอด วางกลางโต๊ะเรียงเป็นแถวอย่างมีนัยยะ มีผักสดแกล้มนิดหน่อย ไม่เยอะมาก (ถ้าเป็นเวียดนามคงเอาผักมาให้เยอะเท่าแรมโบ้กิน) ซุปใสๆ กับ ข้่าวร้อนๆ อีกคนละสองถ้วย ไม่ล้นโต๊ะให้มันรู้ไป 
 
         
          เราตื่นเต้นกันมาก ชิมอันนั้นอันนี้แล้วก็วิเคราะห์กัน แอ้คนหลงรักแกงฮังเล ติดใจอีมันหมูนั่นเป็นอย่างมาก กลุ่มสลัดแปลกๆ มีหลายถ้วยน่าสนใจ ส่วนกลุ่มซอสมีถ้วยหนึ่งที่ติดใจ เป็นเหมือนกะปิผสมปลาร้ามันย่อง คลุกข้าวอร่อยได้กลิ่นโลคอลขึ้นจมูก คือมันเป็นการทานอาหารที่สนุก อธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว เอาอันนั้นมาใส่อันนี้ เอาอันนี้มาใส่อันโน้น แต่ละคำก็มีรสชาติต่างกันออกไป สอบถามได้ความว่าแต่ละวันอาหารก็จะไม่เหมือนกัน แต่วิธีการเสิร์ฟจะเป็นแบบนี้ตลอด ซึ่งเราสรุปความได้อย่างหนึ่งว่า.. คนพม่าแม่งชอบล้างจานกันนะ กว่าจะกินได้มื้อนึงจานเปื้อนเยอะมาก
 
 
          ครั้นพอเราอิ่ม เขามีของหวานมาเสิร์ฟอีก คราวนี้งงหนัก เพราะของหวานเป็นน้ำตาลก้อน (หรือจะให้ตูเก็บไปให้ม้า.. จินตนาการแอ้เริ่มทำงาน) มีผักคลุกๆ อีกถ้วยมาด้วย เราไม่ได้ชิมผัก แต่เอาน้ำตาลมากัดคนละคำสองคำ รสชาติมันก็.. หลักๆ ก็เหมือนน้ำตาลปี๊บก้อนๆ นั่นแหละ แต่มีรสตามอีก อธิบายยาก แต่ละก้อนปรุงไม่เหมือนกันด้วย แบงค์เรียกสิ่งนี้ตามหน้าตาว่า "อีก้อนดิน" เราทนงงอยู่ไม่นานก็เรียกสาวๆ มาถามว่ากินยังไง ชีบอกให้กินกับผักยำคลุกๆ ซึ่ง.. รสชาติไปกันคนละทวีปเลยนะ
 
          แต่กินด้วยกันแล้วเข้ากันซะงั้น ไม่น่าเชื่อ ช็อคโลก แอบมีบางจังหวะที่รู้สึกคล้ายเมี่ยง แต่ถ้าจะให้อธิบายโดยรวมคงต้องบอกว่า เปิดประสบการณ์ทางด้านรสชาติไปไกลมาก
          แอ้ว่าคนต่างชาติมาเห็นคนไทยกินปลาสลิดทอดกับแตงโมแช่เย็นก็คงคิดเช่นนี้เหมือนกัน (มีใครรู้จักเมนูนี้บ้าง)
 
 
 
          หลังมื้อเที่ยงอันอลังการได้จบลง เราคุยเล่นกับพี่เมนไนว่า ถ้ายูอยากพักอยากสบายนะ ยูเอาพวกไอไปปล่อยที่ที่มันสวยๆ น่ะ รับรองพวกไอหายหัวนานแน่นอน ดิสแซพเพียร์ไปเลย พี่เมนไนหัวเราะก๊ากๆ ชอบใจใหญ่เลย หลังๆ พอเราออกมาจากที่เที่ยวต้องคอยปลุกแก เพราะแกจะหลับรอ ม้าแรมโบ้ก็คงชิวไปด้วย   ลันล้า
          เราก็บอกพี่เมนไนว่าขอไปล่องแม่น้ำอิยะวดี (คนไทยเรียกอิระวดี) พี่เมนไนรวบกาละมังอาหารของแรมโบ้ที่ทำจากยางล้อรถขนาดใหญ่มาแขวนไว้ด้านนอกตัวรถ แล้วม้าอิ่มๆ คนอืดๆ ก็เคลื่อนตัวจากจุดนั้น วิ่งกุบกับมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ เริ่มมีแอบหลับสัปหงกกันบ้าง มีแต่แอ้คนเดียวที่บ้าพลังตลอด บางคนอาจสงสัยว่าไอ้ป้านี่ใส่แบตกี่ก้อน แอ้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแอ้เป็นอะไรถึงได้อะเลิร์ทตลอดเวลาเหมือนคนโด๊พเอสเปรสโซไปสามช็อตรวด รู้แต่ว่ามันอยากรู้อยากดูอยากเห็นไปหมด จะหลับตาลงไปได้หยั่งไร้ ~
 
 

 
 
          แ่ม่น้ำอิยะวดีตรงจุดลงเรือซึ่งเป็นวัด มีเจดีย์ที่กำลังบูรณะ แต่หาชื่อวัดเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ มีความกว้างขนาดมองเห็นฝั่งตรงข้ามลิบๆ กว้างกว่าแม่น้ำโขงที่ท่่าเรือเชียงของ-ห้วยซาย ท่าเรือเดินลงมาไกล๊ไกล คิดถึงตอนเดินขึ้นแล้วอ่อนทั้งใจและขา พี่เมนไนพามาส่งคุยราคากับหนุ่มผิวเข้มปิ๊ด นุ่งโสร่ง เคี้ยวหมากหยับๆ หนุ่มแกท่าทางขี้อาย พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ตกลงราคาได้ประมาณ ๖๐๐ บาทต่อหนึ่งชั่วโมง เราก็ปีนป่ายลงเรือเก่าๆ กัน
          หนุ่มคนขับใช้เท้าบังคับหางเสือเรืออย่างชิวๆ ซึ่งเป็นท่าประจำถิ่นของคนเรือแถวนี้ หันไปเห็นแล้วหวาดเสียวนิดหน่อย เพราะพี่แกใส่โสร่งแล้วดันยกขาซะสูง สองฝั่งแม่น้ำอิยะวดี ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย สบายๆ (ยกเว้นคนที่ทำงานหนักแบกหินจากแม่น้ำขึ้นบนบกด้วยการเอาทูนหัว - อันนี้เรียบง่ายน่ะใช่ แต่คงเรียกสบายไม่ได้) ตลิ่งเป็นทรายเห็นริ้วหญ้าขึ้นเขียวๆ เป็นเส้นๆ ทำให้นึกถึงตอนหัดแบ็กแพ็คคนเดียวใหม่ๆ แล้วดันจัดหนักไปล่องเรือสองวันหนึ่งคืนอยู่ในลาวเลยค่ะ
 
 


 
 
          กลางวัน แดดเปรี้ยงๆ มองย้อนแสงเห็นริ้วแดดเต้นอยู่บนยอดคลื่นน้อยๆ ระยิบระยับ เด็กๆ เล่นน้ำคลายร้อนกันสนุกสนาน เด็กแม่น้ำไม่ว่าชาติไหนเหมือนกันหมดตรงที่มันโดดน้ำเก่งชิบเป๋ง ท่ายากมันมีหมด ม้วนตัวรอบครึ่งแล้วลงได้อย่างปลอดภัยที่ความสูงแค่เมตรเดียว หญิงสาวนุ่งกระโจมอกอาบน้ำซักผ้าเป็นเป้ากล้องที่ดีแต่เสียมารยาทนิดหน่อย ชั่วแต่แม่น้ำกว้างมาก ล่องเรือห่างตลิ่งหน่อยก็ซูมไม่ค่อยถึง หญิงสาวบางคนขยับหันข้างให้เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะตกเป็นอ๊อพเจ็คของเรา มีจุดหนึ่งที่คนบนฝั่งโบกเรียกให้เรือเราแวะขึ้นไปชม (น่าจะเป็นวัด) แต่เราสามคนอิ่มอืดไปละ เลยขอล่องเรือชิวๆ ดีกว่า เห็นเลาๆ ว่าต้องเดินขึ้นฝั่งอีกไกลโข.. ตูยอมแพ้..
 
ลืมใส่เครดิตไปรูปหนึ่ง น้องโดดน้ำกลับหลังนี่ฝีมืออันฉับไวของเจ้าแบงค์ค่ะ แอ้ไม่ทัน


          ตอนกลับลำที่กลางแม่น้ำ แสงบ่ายส่องทะลุเมฆเป็นริ้วๆ หันไปจะบอกน้องๆ ให้ถ่ายรูป อ้าว กิ๊กเข้าเฝ้าพระอินทร์ไปละ  กร๊าก

          ตรงกลางแม่น้ำ คนขับจอดเรือวิดน้ำอยู่นาน แอ้ว่าไม่จำเป็นต้องนานขนาดนั้น แต่คงเพราะเวลาเช่าเรือของเรา ๑ ชั่วโมง ปกติแกคงไม่ได้ขับตลอดเพราะต้องมีขึ้นเดินชมวัดที่เราปฏิเสธไม่ขึ้นนั่นแหละ
นี่คงเป็นการพยายามบาลานซ์ต้นทุนของพี่แก เพราะแกดับเครื่องวิดน้ำอยู่นานสิบห้านาทีได้ หนึ่งชั่วโมงกับค่าล่องเรือราคานี้ ยังรู้สึกดีกว่าตอนไปโตนเลสาปที่เสียมเรียบอีก อันนั้นพันสอง บวกกับความหงุดหงิดใจมากมายตลอดเวลา (ซักวันแอ้จะเล่าให้ฟัง(อ่าน)นะคะ)
 
 


 
          หนึ่งชั่วโมงตรง เรากลับขึ้นฝั่ง เดินขึ้นบันไดสูงชัน แล้วลากขาสั่นๆ แวะไปช็อปโสร่งกันกับเจ้าแบงค์ โสร่งตัวละร้อยยี่สิบบาทแอ้ซื้อฝากพ่อหนึ่งตัว ส่วนแบงค์ซื้อฝากพ่อเช่นกัน กับเอาไปใส่แฟนซีเองอีกตัว เลือกลายกันสนุกสนาน
 
 


          จากนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย เราก็ไปชมเจดีย์กันต่อ เหลือเวลาอีกหน่อยก่อนจะไปเก็บพระอาทิตย์ตกกันอีก เรากะว่าจะแวะกันแบบเร็วๆ ที่แรกคือเจดีย์มหาบดี (Maha Bodhi Pagoda) ฟอร์มเจดีย์สูงชัน สวย ภายนอกเป็นรูปสลักเสลานูนต่ำแบบลึก ทำให้มีซอกหลืบมาก นกนับร้อยๆ มาเกาะผลุบเข้าออกดูยุ่บยั่บน่าขนลุกนิดหน่อย ภายในมีองค์พระสูงจรดเพดานงดงามตามสไตล์พุกาม
 


 
          ทีเด็ดอยู่ที่ด้านหน้ามีเจ๊ๆ ชาวพม่าประแป้งพราวไปทั้งหน้า ท่าทางกำลังสบายอารมณ์ มีคนนึงนั่งร้องเพลงด้วย
 
 

 

 
 
 
          อิเจ๊ทานาคา ท่าทางหลั่นล้ากว่าเพื่อนเข้ามาชาร์ตกิ๊กชมใหญ่เลยว่าสวยน่ารักมาก ทาแป้งซะหน่อยจะยิ่งงามเลิศในปฐพี จากนั้นเจ๊ก็เริ่มมองเห็นความงามอันหาได้ยากโคตรของแอ้ จู่ๆ ก็ตีเนียนคล้องคอกันให้แบงค์ถ่ายรูปสนุกสนานเหมือนรู้จักกันมาตั้งแต่อนุบาลสอง แล้วเจ๊ก็พยายามลากเราไปทาทานาคา แต่เราไม่มีเวลาเล่นกับแกแล้วเพราะต้องไปตามเก็บพระอาทิตย์ตก เราจึงเผ่นหนีเจ๊กันอย่างว่องไวค่ะ
          อะไรจะสำคัญไปกว่าตามล่าแสงสวยๆ ยามเย็น  อืมมมมห์
 
 
 
 
          ใจจริงอยากเล่าให้จบวันไปเลย แต่ยาวอีกแล้วค่ะ รูปก็เยอะเรื่องก็แยะ ขอตัดตอนทิ้งไว้ตรงนี้ ก่อนที่เราทั้งสามคนจะไปตามล่าพระอาทิตย์ตกในเมืองแห่งทะเลเจดีย์ อันที่จริงแอ้กำลังเล่าเพลินเลยตอนนี้ ถ้าคนอ่านอ่านเพลินด้วย เดี๋ยวแอ้มาเล่าต่อไวๆ นะคะ 
 

Comment

Comment:

Tweet

หลายๆอย่างคล้ายๆไทยเลยครับ 
สวยมากครับ
ให้่เห็นจากภาพว่าเขายังรักษาโบราณสถานไว้อย่างดีทีเดียวเชียว
Hot! Hot! Hot!
ตามมาดูต่อ

#12 By LungDeng on 2013-01-16 14:47

เพลินคร่า
ตามอ่านอย่างเพลินเลยยย
รูปก็สวยยยย
ตามต่อจ้ะ
Hot! Hot! big smile

#11 By 12345 on 2013-01-16 14:40

Hot! Hot! Hot! cry

#10 By dp on 2013-01-16 00:04

สวย ถ่ายรูปสวยมากค่ะ
ทำให้อยากไปเที่ยวพม่าเลยค่ะ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By Siamese Kate on 2013-01-15 21:48

ถูกใจให้กี่เพ้า
รอติดตามตอนต่อไป
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#8 By Nirankas on 2013-01-15 21:42

เรื่องเที่ยวกับเรื่องกินนี่ ไม่แพ้กันเลย.........sad smile

#7 By Live a Live on 2013-01-15 20:06

"วิถีแห่งแบ็กแพ็ค" คม!big smile Hot!

#6 By ราศีกุมภ์ on 2013-01-15 18:49

Hot!

#5 By ปิยะ99 on 2013-01-15 15:39

เพลิน ๆ ดีค่ะแอ้ หากมีเวลา
พี่ก็ตั้งใจอ่านทุกครั้งทุกคำ และไม่เคยผิดหวังเลย Hot! big smile
.
ตอนดูรูปช่วงแรก ๆ พี่ก็ทึ่งมากแล้วค่ะ กะชมปกติ
แต่พออ่านถึงช่วงกินอาหารทั้งหลาย พี่ทึ่งมากกว่าค่ะ
เล่าซะอยากกิน cry
.
แต่รูปที่แอ้ถ่ายก็ไม่เคยผิดหวังเลยเช่นกันค่ะ big smile

#4 By Mrs. Holmes on 2013-01-15 15:09

อยากลองไปซักครั้งเหมือนกันครับ แต่มาซุ่มดูที่นี่พาไปเที่ยวก่อนละกันครับ big smile

#3 By redtear on 2013-01-15 15:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

สวยมากเลยคะคุณแอ้
ยิ่งดูก็ยิ่งอยากไป big smile big smile

#2 By YiM-YiiM on 2013-01-15 09:41

สวยอีกแล้ววว ...เป็นเค้าก็หลับไม่ลง ตื่นเต้นดี เวลาเจออะไรแปลกๆ 
...พม่าเปลืองถ้วย พอๆกับอินโดเปลืองจาน ^^"

#1 By abobdlN on 2013-01-15 08:18

Recommend