แอ้ View my profile

ภูลังกา ~ แดดหนาวดาวอุ่น #๒

posted on 21 Mar 2012 18:37 by littlest-aa in Travel directory Travel
..
..
ความเดิมตอนที่แล้ว : เที่ยวเขากัน ๓ คน ในเวลา ๓ วันค่ะ วันแรกผ่านไปแบบชิวๆ เข้าวัดเข้าวา กินปลา แวะกว๊าน ตกเย็นก็มุ่งหน้าขึ้นเขาหาดาวมาห่มนอน
..
..
..
..
          ค่ำนั้นทุลักทุเลมาก เราไปถึงวนอุทยานภูลังกาก่อนฟ้ามืดเล็กน้อยด้วยฝีเท้าและฝีมือพี่ฮวง มีผู้ชายสองคนสองวัยมาคุยอย่างใจดีว่าเราอยากขึ้นไปนอนบนภูเลยไหม ต้องเหมารถไป เราปรึกษากันเร็วๆ และแน่นอน.. ไปแน่ๆ ไม่งั้นไม่ใช่ไอ้แอ้กับผองเพื่อน ก็ใช้เวลาช่วงพระอาทิตย์ลับฟ้า รีบเข้าไปอาบน้ำล้างตัวที่ห้องน้ำของอุทยานอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำข้างบนลานกางเต็นท์บนภู ค่อนข้างอัตคัดค่ะ
..
          ตอนนั้นอากาศหนาวมากแล้ว เราไต่ระดับความสูงและความหนาทึบของป่าไม้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนอากาศเย็นจัดแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เตรียมข้าวของใส่ท้ายรถกระบะลุง แล้วนั่งท้ายกันทั้งสามคนเพื่อเสพความหนาวแรกในทริปนี้ของเรากันอย่างเต็มๆ ลุงใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ กระชากกระชั้นขึ้นทางชันที่สัมผัสได้ด้วยแรงดึงดูดของโลกที่ต้นคอและแผ่นหลังที่พิงฝาปิดกระบะท้ายอย่างฝากชีวิตไว้ ซ้ำยังต้องไต่พื้นผิวดินร่วนซุยเป็นของแถม ทั้งหมดเพียงสัมผัสด้วยความรู้สึก ทัศนียภาพแทบมองอะไรไม่เห็นเพราะมืดแล้ว เห็นแต่ลำต้นวอมแวมของต้นไม้ต้นแล้วต้นเ่ล่าสองข้างทาง ค่อยๆ ผ่านไป
..
          พอถึงลานกางเต็นท์บนเขาดูเวลาก็ราวๆ สองทุ่ม บนนั้นมีห้องน้ำ แต่ไม่มีไฟแสงสว่างเลย พระจันทร์เป็นแสงที่สว่างสุดตรงนั้น มีคนกางเต็นท์อยู่ก่อน ๒ กลุ่มเท่านั้นเอง กลุ่มเล็กกับกลุ่มใหญ่ เราเลือกได้ที่กางเต็นท์ติดกับศาลาแปดเหลี่ยมที่เป็นจุดชมวิว แอ้เคยเจอฤทธิ์เดชศาลาแปดเหลี่ยมที่ภูเรือมาแล้ว ขนลุกยังไงไม่รู้ที่ต้องไปอยู่ตรงนั้น
.. 
          บนนั้นหนาวมาก ลมแรงมาก ลุงส่งพวกเราเสร็จก็กลับลงภู แกคงไปนอนใต้หลังคาบ้านในโปงผ้าห่มอุ่นๆ พรุ่งนี้หลังมื้อเช้าแกจึงจะกลับมารับชาวแค้มป์ล่าลมหนาวทั้งสาม พวกเราหลังจากปลุกปล้ำกางเต็นท์ คลุกน้ำค้างจนหนาวสั่น มือก็เริ่มหมดความรู้สึก ระหว่างทำอาหารกินกันด้วยเตาแก๊สจิ๋วกับแก๊สกระป๋อง มีอุบัติเหตุ มือแอ้โดนไฟ เทียนหยดใส่มือ หรือจับตะแกรงเหล็ก ไม่มีร้องซักแอะ เพราะชาไปหมดเลย ได้แต่นั่งมองน้ำตาเทียนอาบจมูกเล็บและค่อยๆ แข็งตัวเกาะอย่างเงียบๆ 
..
..
          เพิ่งรู้ว่าค่ำคืนนั้นมีจันทรุปราคาเต็มดวง อะไรจะโชคดีขนาดนี้ บนภูมีเมฆ แต่ก็สูงพอที่จะเห็นพระจันทร์ เมื่อได้เวลาเสี้ยวเงาก็ค่อยๆ รุกล้ำพื้นที่สีทองของพระจันทร์ทีละน้อย แอ้เิกิดมาไม่เคยได้ดูราหูอมจันทร์ ชัดเจนแจ่มแจ๋วขนาดนี้มาก่อน ตะลึงแล้่วตะลึงอีกค่ะ
          ราวสี่ทุ่มราหูอมจันทร์หมดทั้งดวง ลานกางเต็นท์ก็ถูกความมืดกลืนกิน เหลือแต่แสงดาวเท่านั้นที่ยังสว่างอยู่บนฟ้า เราเข้านอนด้วยความหนาวและชื้น ฟลายชีทกระพือลม เีสียงสนั่นแทบจะตลอดเวลา พยายามไม่สนใจเสียง ไม่อยากคิดถึงเสียงแปลกปลอมที่จะแทรกสายลมเข้ามา
          เหมือนตอนที่เจอที่ภูเรือ  ฮือๆ~
..
..
 
 
..
..
          แอ้ตื่นมาเข้าห้องน้ำคนเดียวตอนตีสอง ราหูคายจันทร์แล้ว ทั่วลานกางเต็นท์สว่างอย่างกับมีไฟสปอร์ตไลท์ดวงโตที่ติดตั้งไกลเกินไป มาคิดๆ ดูตอนนี้ก็น่าแปลก ทำไมช่างไม่กลัวอะไรเลย ไฟฉายก็ไม่ใช้ เดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างออกไป ด้วยแสงจันทร์ซะอย่างนั้นเลย 
..
          ความที่เตรียมทุกอย่างพร้อมก่อนนอน พอเพื่อนปลุกตอนตีห้า แอ้เด้งขึ้นมา และเอาเป้สวมแขนทันที พร้อมเดินฝ่าหมอกหนาวๆ ขึ้นสู่ยอดภูลังกา เราจะไปพิชิตยอดภูลังกา (ที่ไม่ได้หนักหนาอะไร ถือว่าเดินเล่นชิวๆ) เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นกันค่ะ
..
..
..

..
..
          จากจุดกางเต็นท์ขึ้นยอดภูลังกา เส้นทางเท้าเหลือเพียงไต่ขึ้นอย่างเดียวอีกแค่ ๘๐๐ เมตรเท่านั้น เรียกว่าเสพยอดเขาได้ในระยะที่ไม่ทำลายข้อเข่ามากนักถ้าเทียบกับภูอื่นๆ แต่ด้วยความสูงที่อยู่ราวๆ ๑๖๐๐ ม. เหนือระดับน้ำทะเล แ่น่นอนว่าออกซิเจนบางกว่าด้านล่าง ก็เลยเหนื่อยง่ายหน่อย ที่บนยอดอยู่ที่ระดับ ๑๗๒๐ MSL ค่ะ ทีแรกคิดว่า ๘๐๐ เมตร คงเดินพอเหงื่อออก แต่อะไรๆ ก็มักไม่เป็นอย่างที่คิด
..
..
..
..
..
          หมอกเช้านั้นหนามากๆ หนาซะจนมองทางข้างหน้าไม่เห็น เหลียวหลังก็ไม่มีใคร มีแต่ก้าวแต่ละก้าวของตัวเอง แอ้ก็เหนื่อยแหละ ตามธรรมดาสาวออฟฟิศอ้วนๆ แก่ๆ ใครเค้าเดินเขากันบ่อยๆ ตอนแรกคิดจะถอดใจนั่งชมวิวซะที่กลางภู แต่แล้วพอเดินขโยกเขยกกันไปเรื่อยๆ จนโดนกลุ่มที่ขึ้นมาทีหลังไล่ทัน และพักเหนื่อยไปพร้อมๆ กันกับนักท่องเที่ยวรุ่นน้องกลุ่มใหญ่ มีน้องน่ารักคนหนึ่งกำลังจะเป็นลม แต่เพื่อนๆ อาจจะดูไม่ออก แค่คนเคยร่วงระหว่างการเดินเขามาแล้วอย่างแอ้ ดูออกแน่นอน ก็เลยเอาเสื้อไปพัดให้เขา แบ่งลูกอมให้ ระหว่างนั้นก็พักขาตัวเองไปในตัว 
..
.. 
..
..
          แล้วเพื่อนๆ ของเขาที่แซงไปด้านหน้าก็ตะโกนว่า อีก ๑๐๐ ม. ก็ถึงยอดแล้ว..
..
          แรงมาซะงั้น เราเริ่มเห็นทะเลหมอก ที่หนามากๆ แล้วพระอาทิตย์ก็โผล่ปุ้งออกมาจากหมอก เป็นสีเหลืองนวลอย่างกับพระอาทิตย์เก่าแก่จนเลือนลาง.. อ่อนแรงจนไม่อยากจะออกมาทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นท่ามกลางหมอกที่จับเหงื่อจนตัวเย็น ทีมเรา ๓ คน กับทีมน้องๆ น่าจะร่วม ๑๐ คน หยุดยืนดูภาพจิตรกรรมแบบ Speed painting ด้วยพู่กันล่องหนของธรรมชาติร่วมกันราวๆ หลายเสี้ยวนาที 
..
..

..
..
..
          จู่ๆ ก็หายเหนื่อยซะเฉยๆ แล้วแอ้ก็วิ่งขึ้นไอ้ ๑๐๐ เมตรที่เหลือนั่น ไม่ได้วิ่งเพราะกลัวถ่ายรูปไม่ทันหรืออะไรนะ วิ่งเพราะอยากจะวิ่ง เพื่อนแอ้งงเลยอะ งงตัวเองเหมือนกัน ทำไปได้.. ทำได้จริงอะ นี่ร่างกายเราอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย
..
..
          มีคนมาเหยียบยอดภูลังกาเช้าวันนั้น ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกินสามสิบคน เราผลัดๆ กันยืนตรงป้ายบ้าง ยืนตรงปลายแหลมบ้าง นั่งตรงแท่นเทวดาบ้าง ไม่แปลกแยก ไม่ครอบครอง ไม่ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่ก็เข้าใจกัน เราคุยข้ามกลุ่มกันไปมาแบบเงียบๆ แอ้กับน้องๆ กลุ่มนั้นนั่งคุยกันสนุกสนาน แล้วทะเลหมอกก็โผล่ออกมา แค่แว้บเดียวพอให้ได้ชักภาพ แล้วพายุหมอกก็กลบทุกอย่างหมด
..
..
..
..
..
          ปลายแหลมสุดของยอดภู ถ้าไม่มีหมอก ทิวทัศน์ข้างล่างจะเป็นไงบ้างนะ
..
..
..
..
          นั่งเล่นนานพอสมควร รอให้ฟ้าเปิด แต่ฟ้าก็ไม่เปิด จนเหล่านักเดินทั้งหลายยอมล่าถอยลงเขาแต่โดยดี หมอกไม่บางลงเลย ตลอดทางยังคงมองเห็นแค่ข้างหน้าเหมือนเดิม
..
..
..
..
          ที่ภูลังกามีจุดให้ชมวิว ๓ จุด คือภูนม, ลานหินหอยอะไรสักอย่าง กับยอดภูลังกาซึ่งสูงสุด จริงๆ อีก ๒ จุดที่เหลือ ไม่เกินกำลังที่เราจะเดินไปให้ครบนะคะ แต่ว่าหมอกมันลงหนามาก เลยตกลงกันว่า ไม่คุ้มที่จะเดินแล้วแหละ คงไม่เห็นอะไร
..
..
..
..
..
..
..
..
          เรากลับเต็นท์ ทำอาหารเช้ากินท่ามกลางความหนาวเหน็บ มือชามากขึ้นจนเริ่มกังวลว่ามันจะกลับมารู้สึกอีกไหมเนี่ย แอ้เริ่มจับหม้อจับเตามือเปล่าอย่างชินชา ขนาดเอามืออังไฟใกล้ๆ ยังรู้สึกแค่ "อุ่นนิดๆ" บอกกับตัวเองว่า คราวหลังคงต้องเตรียมถุงมือติดเป้ไว้