แอ้ View my profile

..

..

          ในที่สุด แอ้ก็ตัดสินใจปล่อยซีรียส์เวียดนามอภิมหากาพย์ ทริปยาวสุดๆ แต่มันส์สะแด่ว (สำหรับคนเที่ยวอะนะ คนอ่านจะมันส์ไม่มันส์ โปรดบอกด้วยนะคะ) การเดินทางทั้งหมด ๙ วัน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยความตั้งใจแต่แรกว่า จะไม่ขึ้นเครื่องบินเหมือนชาวบ้านเขา มันสบายไป ไม่สมเกียรติภูมินักท่องเที่ยวมาโซคิสม์อย่างเราๆ แน่ล่ะทริปแบบนี้แอ้ต้องจับคู่กับคู่หูคู่ฮาคนเดิม คือน้องปูนั่นเองค่ะ

..

ความตั้งใจ : จะไม่เขียนเอนทรี่อื่นคั่น และจะพยายามปล่อยทริปเวียดนามแต่ละตอนอย่างสม่ำเสมอจนจบ (ไม่รู้จะทำได้จริงๆ หรือไม่ แต่จะพยายามค่ะ) แต่จะไม่พยายามเขียนย่อๆ เพราะอยากเก็บไว้เป็นบันทึกเดินทางของตัวเองค่ะ ถ้ายาวเกินไปสำหรับใคร แอ้ขอโทษไว้ก่อนเลยนะคะ (ดูแต่รูปก็ได้นะตัว เค้าไม่น้อยใจเตงหรอกจ้ะ) อ้อ สำหรับรูป เพียรมากกับเอนทรี่แรก แต่งซะเวอร์เชียว เดี๋ยวดูกันไปว่าจะทำได้ตลอดรึเปล่า.. ฮ่าๆ ส่วนรูปที่เอามาแต่งน่ารักๆ นี่ เป็นงาน Digital Scrapbook ชื่อ Noshay Memories Parie เผื่อใครสนใจค่ะ เป็น Freebie โหลดมาจากเว็บเขานั่นแหละ..

..

..

          ป่ะ.. ไปเที่ยวต่างแดนกัน.. เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า จัดดูของใช้จำเป็นให้ดี เตรียมยาสามัญประจำตัวไปด้วย เปิดโรมมิ่งโทรศัพท์มือถือรึยัง กะตังค์ห้ามลืม ตั๋วรถพร้อม พาสปอร์ตพร้อม ..

          เอ้า ลุ้ย !!

..

..

๑๐ เม.ย. ๒๕๕๓ : (ข้ามพรมแดนไทย - ลาว) เชียงของ - ห้วยซาย - หลวงน้ำทา - อุดมไซ - เมืองขวา

..

..

          ทริปนี้ถือกำเนิดขึ้นหลังแผนวันหยุดปี ๒๕๕๓ ของที่บริษัทออกมาได้ไม่นาน แอ้กับเจ้าปู ตกลงจะไปตะลุยเวียดนามกัน โดยเลือกใช้วิธีการเดินทางที่ถึกชะมัด แผนการของเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อย แต่ก็ไม่ได้กะเกณฑ์อะไรมากมาย เพิ่งจะสรุปเส้นทางไปและกลับได้ชัดเจนก็เมื่อเวลาเหลืออีก ๑ เดือนก่อนเดินทางเท่านั้น แอ้จองตั๋วรถเที่ยวไป กรุงเทพฯ - เชียงของ ได้ทันแทบจะเป็นสองที่สุดท้ายที่ว่าง (ของโชครุ่งทวีทัวร์ค่ะ) และจองตั๋วกลับของสหพันธ์ร้อยเอ็ดทัวร์ มุกดาหาร - กรุงเทพฯ นอกนั้นเราไม่ได้จองอะไรอื่นเลย.. นอกจากจองวันว่างยาวๆ นี้ไว้

          ค่ำวันที่ ๙ เม.ย. เราพบกันที่ท่ารถของโชครุ่งทวีฯ ซึ่งออกจากกรุงเทพฯ เร็ว กว่าเที่ยวอื่นๆ แต่กลับไปถึงเชียงของ (เชียงราย) ช้าเชียวค่ะ เชิงว่าขับเอาปลอดภัยล่ะมั้ง เราแวะตลาดที่จุดลงรถ หาห้องน้ำล้างหน้าลูบตัวเอาแป้งโปะ (โปะหน้านะ คิดอะไรน่ะ) แล้วขึ้นสกายแลปไปด่าน กว่าจะทำเอกสารผ่านแดนเรียบร้อย ไปยืนเด๋ออยู่บนถนนเมืองลาวได้ก็สายโด่ง ราวเก้าโมงกว่า.. (ถือว่าช้าทีเดียว ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่แอ้เคยไปในทริปลาวเหนือค่ะ)

..

 

..

          เราเดินหารถที่จะไปหลวงน้ำทา เที่ยวที่เร็วที่สุดและราคาดีที่สุดที่เอเจนซี่แถวนั้นให้ได้คือรอบ ๑๐ โมงเช้า เพราะเราเพิ่งจะพลาดรถเที่ยว ๙ โมงตรงไปแหม่บๆ ระหว่างนั้นก็รอค่ะรอ.. มีผู้ร่วมชะตากรรมรอด้วยกัน เป็นฝรั่งสองกลุ่ม ๕ คน และคนจีนที่พูดไทยได้ ๓ คน ก็คุยกันไปพลางๆ สนุกดีค่ะ แต่ร้อนใจ กลัวไปไม่ทันตามแผน

..

..

.. 

          สิบโมงนิดๆ รถได้ฤกษ์เคลื่อนตัวออก ท่ามกลางความร้อนกายร้อนใจของนักเดินทาง คนจีนจะไปต่อรถที่บ่อเต็น เพื่อขึ้นยูนนานให้ทันด่านปิดเย็นนี้ ฝรั่งโมโหที่รถมีแอร์แต่ไม่ยอมเปิด แจกฟักกันหลายใบทีเดียว แต่ลุงคนขับมีหรือจะสน.. แอ้กับเจ้าปูแยกกันนั่ง น้องปูเสียสละไปนั่งเบาะในสุดซึ่งต้องอัดก๊อบปี้อยู่กับฝรั่งโย่งหนุ่มน้อยสองคน ส่วนแอ้นั่งประจันหน้ากับรองเท้าของใครสักคนที่ผูกไว้กับกระเป๋าเดินทางอย่างหลวมๆ จึงแกว่งไปมาตลอดเวลา ถ้าไม่ระวังตัวไว้ให้ดีๆ ก็จะมีเหวี่ยงมาใส่หน้าบ้างเล็กน้อยพอให้รู้สึกได้ว่าของตูเสื่อมหมดแล้ว.. คนจีนคุยกับเราบ้าง สักพักก็หลับๆ กันไปตามเรื่อง

..

 

..

          ระหว่างทาง ทิวทัศน์แปลกตาแต่ไม่เจริญตาค่ะ ชาวบ้านชาวลาวตัดไม้และเผาเนินเขากันเป็นลูกๆ เลยทีเดียว ที่ตรงนี้ตรงนั้น เราจะเห็นควันไฟ บ้างก็เปลวไฟ เป็นระยะๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่มาของความร้อนเป็นระลอกๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่..
..
          ลุ้นไปลุ้นมา เราก็มาถึง บขส. หลวงน้ำทา ก่อนเวลาบ่ายสองโมงเล็กน้อยค่ะ

..

..

เจ้าชายรองเท้าแตะ


          เจ้าปูรีบลงรถ คว้ากระเป๋าได้ เราสองคนก็ยืนมองซ้ายมองขวาอยู่ที่ บขส. หลวงน้ำทา ฝรั่งหนุ่มโย่ง เดินกระเผลกๆ ตามลงมาจากรถ โยนรองเท้าแตะสีชมพูขนาดเล็กข้างหนึ่งลงตรงหน้าเจ้าปู

          Do you wanna trade with me ? ฝรั่งถาม

         ก้มไปมอง อ้อ.. น้องมันรีบจัด ดันใส่รองเท้าฝรั่งลงมาข้างหนึ่ง แตะสีชมพูเหมือนกันซะด้วย แต่ขนาดต่างกันครึ่งหนึ่ง.. ซินเดอเรลลาสมัยใหม่มันต้องอย่างนี้สินะ.. 

..
..

          แอ้กับปูพบว่า เราพลาดรถที่จะไปอุดมไซเสียแล้ว เพราะเที่ยวสุดท้ายที่ตรงจากหลวงน้ำทาไปอุดมไซ (ซึ่งเราจะต้องไปต่อรถที่นั่น เพื่อไปค้างคืนที่เมืองขวาคืนนี้) หมดไปตั้งแต่เที่ยงวันค่ะ รถผ่านจากบ่อแก้ว (จากที่ที่เราขึ้นรถตู้มานั่นแหละ) จะมาถึงตอนสี่โมงเย็น เราเลยทดลองไปยืนโบกรถดูเพราะไม่อยากรอ..

..

 

..

          แล้วก็พบว่า ไม่มีรถคันไหนซักคันที่ขับไปทางอุดมไซ แม่เว้ย.. มีรถแตงโมคันหนึ่ง เลี้ยวออกมาจากบขส. เราชี้ถามว่าจะไปทางอุดมไซไหม เขาส่ายหน้าว่าไม่ไป แล้วขับ.. เอ่อ ถอยหลัง ไปทางอุดมไซนั่นแหละ.. ท่าทางมันจะกลัวเราโบกนะนั่น..  อู้ย..
..

          ยอมแพ้ก็ได้วะ ว่าแล้วเราสองคนก็เดินย่ำต๊อกกลับไปใน บขส. และหาเฝอกินรองท้องสักคนละชาม นั่งมองลมพัดหอบเอาฝุ่นแดงๆ ตลบไปมา.. และรถไปอุดมไซก็มาถึงในเวลาสี่โมงกว่าๆ ดังเขาว่าไว้นั่นเอง ช่วงเวลาบนรถทัวร์สายท้องถิ่นช่างยาวนานและอึดอัด เจ้าปูสัปหงกจะไปซบเอาเณรน้อยที่นั่งเก้าอี้พลาสติกเสริมอยู่ข้างๆ เณรน้อยเกร็งแขนเหนี่ยวพนักเก้าอี้อีกด้านอย่างเต็มกำลัง ถนนมีการก่อสร้างเป็นระยะๆ ทำให้การเดินทางยิ่งช้าลงไปอีก ท้องฟ้าค่อยๆ เข้าสู่ความมืดโดยภาพต่างๆ ค่อยจางลงทีละน้อย คงเป็นเพราะฝุ่นที่มีอยู่มากมายหรืออะไรกันแน่ ความรู้สึกแอ้ค่อนข้างหดหู่ทีเดียว เราถึงอุดมไซในยามที่ฟ้ามืดสนิทแล้วค่ะ

..

          ที่อุดมไซ เราเดินรอบๆ บขส. เล็กๆ ที่มีผู้คนเพียงประปราย หวังว่าจะหาใครสักสองสามคนแชร์รถไปยังปลายทางเดียวกัน คือเมืองขวา แต่ก็ไม่มีใครเลยค่ะ เลยไปต่อรองลุงรถตู้ชาวลาวคนหนึ่ง ลุงจะไปส่งเราที่เมืองขวาในราคา ๒ พันบาท ซึ่งแค่วันแรกก็เฮือกซะแล้ว.. แต่ก็จำเป็นต้องไปค่ะ ไม่งั้นแผนเราจะเขยื้อนหมดทั้งทริปเลยทีเดียว เมืองขวาอยู่ห่างจากอุดมไซประมาณลุงซิ่งชั่วโมงครึ่ง ถ้าไปรถประจำทางก็ราว ๒-๓ ชม.
ทางก็เขาๆ เคี้ยวๆ อย่างที่ผ่านมาก่อนนั่นเอง แต่ไม่มีก่อสร้าง จึงซิ่งได้ดีกว่าทางหลวงน้ำทา - อุดมไซ เราครอบครองเบาะกันคนละเบาะยาวๆ ระหว่างที่ลุงเปิดมิวสิกวีดีโอไทย เก่ามากๆ รุ่นแจ้, ดอนสอนระเบียบ มีเพลงของคนยุให้เผากรุงเทพฯ คนนั้นด้วย.. แอ้ร้องตามไปขณะที่นอนเหยียดอยู่บนเบาะหลังสุด "เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยงจะคอยเสี้ยมสอน..."

          ลุงเลี้ยวกระทันหัน แอ้หล่นโครม !! โคตรเจ็บซีกซ้ายทั้งซีกไปสองวัน..  ฮือๆ~


          ถึงเมืองขวาราวสามทุ่มครึ่ง เมืองขวาเงียบสงัด ลุงพาเราไปหาที่พักที่ลุงรู้จักด้วยค่ะ เราพักเกสต์เฮาส์จิ้งหรีดๆ แห่งหนึ่งอย่างเจียมตัว แล้วบอกลาลุงซึ่งตาลายจากการเพ่งสายตาขับรถ หาเฝอกิน (อีกแล้วหรือนี่) ก่อนจะอาบน้ำ เข้านอนอย่างระแวงระวัง เพราะเขาว่ารถไปเดียนเบียนฟู ออกเช้ายิ่งนัก (ในเน็ตบอกหกโมง แต่ชาวบ้านบอก ตีสี่ตีห้าแหละหนู)
..

..

เหตุผลของป้า



          ป้าร้านเฝอที่ยังเปิดอยู่ร้านเดียวในความมืด พูดลาวเหน่อๆ บอกกับเราว่าแกเป็นคนเวียดนาม

          แอ้ : แล้วมาทำงานที่นี่เหรอคะป้า
          ป้า : บ่.. มาเอาผัวที่นี่

          (อึ้งไปแปดวิ)

          แอ้ : ชัดเจน !!

 
..

..

สรุปค่าใช้จ่ายต่อคนวันที่ ๑๐ เม.ย. ๒๕๕๓

          ขอใช้เลขอารบิค ผิดความตั้งใจตัวเองหน่อย เพราะมันจะปวดลูกกะตาคนอ่านยิ่งนัก (ใช้เงินในทริปนี้ ๔ สกุลเงิน คือ THB (ไทยบาท) KIP (กีบของลาว) USD (ยูเอสดอลลาร์ ซึ่งควรพกติดตัวอย่างยิ่ง) VND (เวียดนามด็อง)) เงินเต็มเป๋าเลย แต่ไม่มีตังค์จะซื้อข้าวกิน (เต็มเป๋าน่ะ กีบกะด็อง)  ฮือๆ~
.. 

Rate แลกเงิน
1 USD. = 32.50 THB.
1 THB. = 258 KIP.
1 USD. = 18,000 - 18,500 VND.

..
รถทัวร์ กรุงเทพฯ - เชียงของ 634 THB.
รถสกายแล็ปไปด่าน 50/2 = 25 THB.
ข้ามเรือจากเชียงของ - ห้วยซาย = 40 THB.
ค่าผ่านแดนลาว = 20 THB.
ค่ารถตู้ ห้วยซาย - หลวงน้ำทา = 140,000 KIP. = 542.63 THB.
อาหารเที่ยง (เฝอ) = 8,000 KIP. = 31.01 THB.
รถ Local หลวงน้ำทา - อุดมไซ = 40,000 KIP. = 155.04 THB.
เหมารถตู้ อุดมไซ - เมืองขวา = 2,000/2 = 1,000 THB.
โรงแรมจิ้งหรีด 40,000/2 = 20,000 KIP. = 77.52 THB.
อาหารเย็น (เฝอ) = 10,000 KIP.  = 38.76 THB.

รวมประมาณ = 2,563.96 THB.
..
..

          ใครที่เคยเดินทางไปเวียดนามมาแล้ว อาจสงสัยว่า ใช้เงินเยอะขนาดนี้ในการลัดเลาะไปทางตะเข็บชายแดน แล้วทำไมไม่ขึ้นเครื่องเสียเลย.. เอ่อ.. เราเองก็สงสัยเหมือนกัน.. แต่เอาเป็นว่า ง่ายๆ ไม่ชอบ ชอบลำบากว่างั้นเหอะ..
           กร๊าก
..

..

..

หมายเหตุ : วันแรกจบห้วนไปหน่อย เพราะว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ อยู่แต่ในรถตลอด (ได้ข่าวว่าวันอื่นๆ ก็เช่นกัน) แต่การเดินทางลัดเลาะไปตามตะเข็บชายแดน ก็ทำให้เราได้พบเจออะไรตั้งมากมายสาธยายไม่หมด ทริปนี้รูปไม่สวยเลยด้วยค่ะ เพราะว่าใช้ความพยายามทั้งหมดไปกับการเอาชีวิตรอดล่ะ กร๊ากกร๊าก

..

จะรีบมาเล่าต่อให้เร็วที่สุดนะคะ จะพยายามค่ะ.. เอ๊ซซซซซ.... (ระเบิดพลังความขี้เกียจ)
..
..