แอ้ View my profile

ตะลอนดอยทริป #2

posted on 16 Dec 2009 12:15 by littlest-aa in Travel directory Travel
..
..
          เช้าวันรุ่งขึ้นที่แม่สะเรียง เราตื่นเช้ามา ก็รีบเผ่นออกจากที่นั่นอย่างไว ฮ่าๆๆ เรียกว่าไม่มีอิดออดในการอาบน้ำกันเลย เช็คเอาท์แล้วรีบไปหาอะไรทานที่ตลาดแถวๆ นั้นค่ะ ได้ขนมจีนร้านอิสลามไปคนละจาน อร่อยใช้ได้เลย มีเมนูแปลกด้วยค่ะ เป็นมะละกอดิบ ชุบแป้งทอด ขอบอกว่าเฟรนช์ฟรายด์นะ ชิดซ้ายไปเลย..
..
          แล้วเราก็แวะพระธาตุจอมกิตติ ก่อนจะออกเดินทางต่อค่ะ ที่นี่ค่อนข้างจะเงียบสงบ อยู่บนยอดดอยเลยทีเดียว เจ้าลูกอ๊อดส่งเสียงครวญครางเวลาเจอเนิน แต่มันก็พาเราไปถึงจุดหมายจนได้ (จะเข้าท่ากว่าอิฟอร์ด 4x4 ที่ฮีทขึ้นทุกดอยเมื่อตอนสงกรานต์ซะอีกค่ะ)
..
..
..
..
          ที่นี่เงียบจัด ไม่ได้ถ่ายรูปเลยค่ะ บรรยากาศมันให้ ก็เลยนั่งจุดธูปไหว้พระ ลมดอยพัดมาเย็นๆ จนกะเวลาไม่ถูก (ทริปนี้กะเวลาไม่ถูกอยู่ตลอด เช้าช้ามาก เย็นเร็วมาก สรุปว่าวันๆ มีเวลาอยู่นิดเดียวเอง)
..
..
          อ.แม่สะเรียงนี้ มีฉายานามว่า เมืองแห่งพระธาตุสี่จอม สี่จอมที่ว่าคือพระธาตุ 4 แห่ง อันได้แก่ พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุจอมมอญ พระธาตุจอมทอง และพระธาตุจอมแจ้ง อันเนื่องจากเราชิวกันมาก ทำให้สามารถแวะได้แค่พระธาตุจอมมอญเท่านั้น เพราะเส้นทางในวันนี้อีกยาวไกลเหลือเกิน (แม่สะเรียง - แม่ลาน้อย - ขุนยวม - แม่นาจร - แม่แจ่ม) <-- ภายในกลางวันวันเดียวค่ะ แวะตลอดด้วย
..
..
 
..
..
          ที่พระธาตุจอมมอญ ท่านพระที่ออกมาต้อนรับท่านออกจะ Hard Sale นิดหน่อย ทำให้แอ้รู้สึกไม่ค่อยจะดี เหมือนเดินอยู่ในห้างเลยค่ะ (เชิญๆ ทำบุญตรงนี้นะ ไหว้พระตรงนั้น ขอพรสิขอพร อย่าลืมทำบุญพระประจำวันเกิดด้วยล่ะ ฯลฯ) รู้สึกไม่ดีที่เอาพระมานินทาแฮะ แต่มันไม่ชอบจริงๆ นี่นา..   
....

          พอขึ้นไปบนเจดีย์พระธาตุที่ยอดดอยอีกดอย ก็พบกับความเงียบสงบ และสวยงามอีกแล้ว..
..
..
..
..
          มองลงไปเบื้องล่าง ก็มีแต่นาที่เก็บเกี่ยวแล้ว บางแห่งก็ใช้เครื่องตัดหญ้าแบบหิ้วตัดตอซังที่เหลือ แต่ที่แม่สะเรียงนี่ นิยมเผาไฟ ทำให้เกิดเป็นหย่อมสีดำสลับสีน้ำตาลอ่อน สวย.. แต่รู้สึกจะทำลายหน้าดินไม่น้อยเลยค่ะ
..
..
          ไม่นานเราก็มาถึง แม่ลาน้อย ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของถ้ำแก้วโกมล คนมารอคิวเข้าชมกันเยอะมากๆ เราไม่มีเวลารอนานขนาด 1 ชั่วโมง 45 นาที หมอกับนายช่างเลยส่งโปสการ์ดหาคนพิเศษกันอย่างหนุกหนาน (มีแต่ตูเนี่ยแหละ ไม่มีคนพิเศษกับเค้า) แล้วเดินทางต่อ
..
[[ถ้าอยากดูรูปถ้ำแก้วโกมล เดี๋ยวไว้โอกาสหน้าแอ้จะค้นรูปเก่าๆ มาโชว์นะคะ เคยมาเที่ยวตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครเขามากันซักเท่าไหร่ หลายๆ ปีก่อนโน้น..]]
..
..
          จากแม่ลาน้อย ไม่นานนักเราก็มาถึงขุนยวม นักท่องเที่ยวเยอะมากค่ะแถวนี้ ส่วนมากเพิ่งลงจากปายกัน (เห็นใส่เสื้อปายกันเพียบ) ถึงได้รู้ว่า แอ้เซ็ตเส้นทางการเดินทางสวนกับชาวบ้านเขา ก็ดีที่ทำให้เจอคนไม่มากนักตลอดทาง แต่แย่ตรงที่เลือกเส้นทางที่โหดให้เพื่อนขับเนี่ยสิ
..
          แวะทานอาหารง่ายๆ ที่ขุนยวม แล้วเดินทางต่อค่ะ
..
..
..
..
          ตอนนั้นกล้องแอ้ยังคงเดี้ยงอยู่ แอ้บ่นมันพึมพำ "กลับไปนะ ซื้อใหม่ คิดว่าจะง้อเหรอ ไม่ง้อแล้ว เอาเลย อยากเสียเสียไป" หมอบอกว่า "ตัวเอง ภาวะที่รู้สึกว่าสิ่งของมีชีวิตเนี่ย เป็นลักษณะของเด็กห้าขวบนะ ที่เขาจะพูดกับสิ่งของอะจ้ะ" แอ้เหล่ตามองมัน.. (ด่ากูงั้นสิ)
..
          ราวค่ำวันนั้น ขณะที่นายช่างแกขับเจ้าลูกอ๊อดผ่านมาหลายต่อหลายดอยแล้ว นายช่างพึมพำ พลางลูบไล้พวงมาลัยรถ "ลูกอ๊อด เก่งมากลูก ทำได้ดีมากลูก เก่งมากๆ เลยนะ" แอ้มองหน้าหมอ ปั้ดโถ่ มันก็ไอ้วัยเดียวกันแหละวะ !!
..
..

          ใกล้ถึงแม่อูคอ เส้นทางสวยงามเชียวค่ะ ต้องบอกก่อนว่า แม่แจ่มที่เรากำลังจะไปพักนั้น มันดั๊นไม่มีใน GPS ของนายช่างเขา เล่นเอาไม่สบายใจกันพอสมควร เพราะถนนมันไม่ใช่จะย้อนกลับกันได้ง่ายๆ แต่ถึงกระนั้น บางเส้นทาง เราก็ไม่อาจจะคิดถอยหลังได้ ไม่ว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ตาม
..
..
..
..
          แล้วก็มาถึงตรงนี้ ใครก็ได้ช่วยยืนยันทีว่ามันใช่ดอยแม่อูคอรึเปล่า เราก็ตามป้ายมาเรื่อยๆ นะ แต่แล้วมันก็ไม่มีดอกบัวตอง แต่ดอกไม้เมืองหนาวอื่นๆ ถูกปลูกไว้งามหยด
..
..
..
..
[[ดอกกระดาษนี่สิสุดยอด ตัดก้านทิ้งหมดเอาไม้เสียบ ก็ยังอยู่ได้ ยังบานได้หุบได้อีกนานแสนนาน สาวเอย.. เจ้าจงงามอย่างดอกกระดาษ แม้ไม่งามพิลาศหากเข้มแข็ง..]]
..
..
          เรามัวแต่ชมดอกไม้แบบไม่กลัวว่าจะถึงแม่แจ่มมืดกันเล้ย.. แม้แต่หน้าห้องน้ำยังวิวเทพเลยค่ะ ที่นั่นมีกระท่อมน้อยๆ ให้พักค้างคืนด้วยนะคะ ได้ยินถามราคากัน เห็นว่าหลังใหญ่ 800 พักได้หลายๆ คน ก็ไม่แพงนะ ซักวันจะไปค้างดู แต่ครั้งนี้เราได้แค่แวะเท่านั้นเองค่ะ
..
..
..
..
ปล. เห็นรอยดำๆ ที่เป็นฝุ่นในกล้อง (เพื่อน) นั่นไหม..   (ไม่แน่ใจว่าฝุ่นหรือกรวดแน่ ใหญ่เหลือเกิน)
..
..

          เห็นแก่เวลาที่ชักจะบ่ายคล้อย เราต้องออกเดินทางจากดอยดอกไม้อย่างเสียดาย (เอ๊ะ หรือว่าแอ้เสียดายอยู่คนเดียว) ระยะนี้ก็ผ่านปางอุ๋งค่ะ แต่คงไม่ใช่จุดที่เขาไปแค้มปิ้งกันสวยๆ เป็นเพียงหมู่บ้านที่วางตัวไล่ระดับไปตามหุบเขาเสียมากกว่า.. ถนนยามเย็นทอแสงสวยงาม แต่ขับยากเพราะแสงคอยจะส่องหน้าอยู่ตลอดเวลา
..
..
..
..
          จากหมู่บ้านปางอุ๋ง เรายังต้องไต่ทางคดเคี้ยวข้ามเขาอีกราว 60 กม. จึงจะถึงแม่แจ่ม แต่ขณะนั้นพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว เจอทุ่งดอกไม้สวย เราก็แวะถ่ายรูปกันอีก ตามประสา คนมันชิว.. ฮ่าๆ
..
..
..
..
          ไม่กี่นาทีต่อมา บนเส้นทางอันคดเคี้ยวแถมถนนยังทรุดเป็นระยะๆ ฟ้าก็มืดลง .. แบบว่ามืดสนิท มีแค่ไฟหน้ารถ ที่ส่องไปเจอโค้ง และเจอหลุมบ่อเป็นระยะๆ เท่านั้น แม้ว่าแม่แจ่มจะไม่มีอยู่ใน GPS (ได้ไงวะ เรายังงงไม่หาย) แต่สภาพคดโค้งของถนนก็แสดงใน GPS ตลอด ทำให้นายช่างแกขับได้อย่างไม่มืดบอดซะทีเดียว
..
          แต่แกก็อดไม่ได้ที่จะเครียด ตามประสา Perfectionism อย่างแก เจออะไรนอกแผนเข้าหน่อย แกก็จะเครียดดดดด..
..
..
..
..
          เส้นทางระหว่างปางอุ๋ง-แม่แจ่ม (ผ่านแม่นาจร) มืดสนิท ไร้ป้ายบอกทาง ไม่มีคลื่นมือถือ ที่หลอนที่สุดคือ ไอ้ตอม่อหลักกิโลเมตรที่มีอยู่ตลอดทางนั้น กำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุง ลองนึกสภาพคนกำลังเครียดกับการขับรถว่า กูไปถูกทางมั้ยนะ ยังเหลืออีกเท่าไหร่นะ ฯลฯ แล้วพอไฟรถสาดไปเจอตอม่อหลักกิโลเมตร มันกลับถูกทาสีขาวทับซะโล้นเชียว.. อย่างกับในหนังสยองขวัญแน่ะ..   
..
          หลังจากผ่านตอม่อขาวโพลนไปหลายตอม่อ ก็มาเจออันที่ยังไม่ได้ถูกทาสี แต่มันก็จมดินอยู่ครึ่งตอ เนื่องจากดินทรุด    
..
..
          เอาเป็นว่าเราก็รอดมาได้ในที่สุด เข้าพักที่ โรงแรมแม่แจ่ม ซึ่งน่ารักน่าพักเป็นอันมาก ดีใจจังที่มันเป็นโรงแรมธรรมดาๆ แหะๆ เมื่อเอากระเป๋าเก็บแล้ว ก็ไปทานอาหารกันที่ร้านอาหารของรีสอร์ท (มีทั้งส่วนโรงแรมและส่วนรีสอร์ทค่ะ เราพักส่วนรีสอร์ท) และพักผ่อน เนื่องจากกว่าจะถึงแม่แจ่มก็ปาไปค่ำมากแล้ว
..
..
[[ขอบคุณโทรศัพท์สายเดียวระหว่างเดินทางในค่ำนั้น (ไม่รู้ใครโทร.หาใครแหละ ไม่ได้สังเกต) ที่นายช่างแกคุยจังหวะที่มีคลื่น มันทำให้แกหายเครียดไปเยอะเลย ตอนแรกเกือบจะตีกันเองซะแล้ว ฮ่าๆๆ (สำหรับคนที่ยังไม่ลืมคุณหมอของเรา เวลาถนนหนทางคับขัน หมอมันจะหลับเว่ย คือมันเอาตัวรอดก่อนงี้เลย)]]
..
..
..
..
          อากาศที่แม่แจ่มดีมากๆ ค่ะ คืนนั้นฟ้าเปิดไม่มีเมฆ มืดสนิท ดาวระยิบระยับเต็มฟ้า อากาศหนาวแบบที่คนกรุงเทพฯ ฝันจะมาเจอ แต่ไม่หนาวทารุณแบบที่คนกรุงเทพฯ บอกว่ากูไม่ไหวแล้วโว้ย เราได้นอนแยกบ้านกันเป็นครั้งแรก ทุกคนก็คงจะหลับสบายฝันดีกัน
..
..
          ยามเช้าที่เมืองแจ๋ม
..
..
..
..
          ด้วยสปิริตหรือความบ้าก็ไม่รู้ แอ้คว้ากล้องเพื่อนได้ ก็เดินออกไปตลาดคนเดียว (เช็คแผนที่แล้วว่าอยู่ใกล้ๆ) อากาศดีมาก.. เจ็ดโมงเหมือนซักตีห้าครึ่ง เมื่อถึงตลาดนั้น หลายร้านเริ่มเก็บกันแล้วด้วยซ้ำ แม่เจ้า จะตื่นเช้าไปไหนเนี่ย.. 
..
..
..
..
          เมื่อเห็นว่าจวนจะไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว แอ้ก็เดินกลับเพื่อไปปลุกเพื่อนๆ แต่แล้วก็กลับโดนหมาเจ้าถิ่นดัก ฮือ.. ดักตูเพียบเลย.. เดินต่อไม่ได้ ต้องไปแอบอยู่ร้านขายลูกชิ้น แล้วโทร.บอกเพื่อนให้ขับรถออกมาเลย..
..
..

ปล. เที่ยวมาก็เยอะ ไม่เคยกลัวอะไรเลย อุปสรรคเดียวคือหมาเจ้าถิ่นเนี่ยแหละ