แอ้ View my profile

ตะลอนดอยทริป #๑

posted on 14 Dec 2009 16:37 by littlest-aa in Travel directory Travel

[ตอน ๑][ตอน ๒]

..

          ทริปตะลอนดอยนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการพักผ่อนอิงแอบแนบลมหนาวของคุณหมอท่านหนึ่ง (มีกับเขาอยู่คนเดียวแหละ) ทริปนี้จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีวิศวะสองคนพาหมอขึ้นดอย แหม.. แค่ชื่อก็.. 
..
          แอ้เที่ยวไปกล้องก็เจ๊งไป เดี๋ยวดีเดี๋ยวเจ๊ง แล้วแต่มันจะอยากถ่ายรูปที่อำเภอไหนมันก็หายเจ๊ง พออำเภอไหนมันไม่อยากถ่าย มันก็เดี้ยงไปดื้อๆ เวลากล้องเสียแอ้ก็งอแง (ปกติดูมีสติดี แต่เวลาอยู่กับเพื่อนจะงอแงมาก) เพื่อนก็จะสละกล้องให้เล่น ซึ่งนับเป็นการเสียสละอันใหญ่หลวง (ถามว่าเอามั้ย ตอบชัดถ้อยชัดคำว่า เอาค่ะ) เพราะเราชอบถ่ายรูปกันสุดๆ
..
          มาเริ่มต้นกันเลยค่ะ เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค. อันเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน (ที่จริงอู้มาตั้งกะบ่ายสอง) สาวออฟฟิศร่างบอบบาง (เหรอ) แบกกระเป๋าใบโตไปรอรับเพื่อนหมอที่ตกเครื่องมาแล้วหนึ่งเที่ยวจาก จ.อุดรฯ (ชีอยู่หนองคายแต่ไม่มีสนามบินค่ะ) ซึ่งทำให้การเดินทางเริ่มต้นช้าไป 1 ช.ม. ค่ะ
..
          สองทุ่มกว่า นายช่างขับรถโตโยต้าวีออส (ชื่อเล่นสากลของวีออสคือ ลูกอ๊อด) พาหมอหนึ่ง กับนางสาวช่างอีกหนึ่ง ออกเดินทางฝ่าความมืดสู่ อ.เถิน จ.ลำปาง โดยมี GPS คู่ใจติดรถให้อุ่นใจว่าไม่หลงเข้าป่าแน่ๆ
..

..

(แล้วไอ้สองคนนั้นไม่รู้จักกันมาก่อนด้วยนะ เพื่อนสนิทแอ้ทั้งคู่นั่นแหละ แต่มันคนละสายกัน)

..

..

..

          เราหยุดพักราวตีสองกว่าๆ ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง เพราะว่าเส้นทางที่จะเดินทางในวันรุ่งขึ้น เป็นเส้นทางเชียงใหม่ตอนล่าง ซึ่ง GPS สามารถพาเราเข้าทางลัดทาง อ.เถิน อ.ลี้ได้ โดยไม่ต้องเข้าเมืองเชียงใหม่ก่อน (ถ้าไม่มี GPS และไม่ชำนาญทาง น่าจะหลงกันกระจุยค่ะ เพราะว่าทางงงมากๆ ตามสไตล์ถนนเมืองไทย) คืนนั้นแวะพักที่ โรงแรมนครเถิน ซึ่งอยู่ใกล้ทางแยกไป อ.ลี้ ที่เราจะเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้นพอดี อากาศยังไม่หนาวเท่าไหร่ค่ะ สบายๆ เราสามคนพักในห้องเดียวกัน โดยเป็นที่รู้ว่า ใครหลับทีหลังมึงลำบากแน่ เพราะมีแต่พวกนอนคำรามทั้งนั้น 555+  
..
          ตื่นแต่เช้า รีบอาบน้ำ แล้วออกเดินทางต่อค่ะ

..

..

          เราแยกออกจากถนนสี่เลนแล้วเข้าสู่สาย 106 ถนนหนทางสวยแต่คดเคี้ยวได้ใจ และงงจริงๆ อย่างที่คิดไว้เลย นายช่างตั้งเป้า GPS ไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.จอมทอง เราเดินทางขึ้นดอยอินทนนท์กันอย่างงงๆ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดีกว่าค่ะ ว่าหมู่บ้านแม่กลางหลวงนั้นอยู่ตรง กม. 26 จอมทอง บนเส้นทางสู่ดอยอินทนนท์นั่นเอง (ต้องเสียเงินค่าเข้า อช.อินทนนท์ด้วยค่ะ)
..
          เกือบบ่ายโมง เราก็มาถึงแม่กลางหลวงเสียที หิวมากๆ ด้วย

..

..
          เมื่อได้ที่พักเรียบร้อยแล้ว เป็นบ้านกระท่อมที่ทำอย่างดี ใหม่ๆ เลยค่ะ ห้องน้ำมีเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแก๊ซ ไม่ต้องกลัวไฟรั่วด้วย (เสียวแก๊ซแทน) อากาศที่แม่กลางหลวง เย็นมากกกกก บ่ายนิดๆ แดดยังส่อง แต่เราใส่เสื้อกันหนาเตอะ เดินอ้วนๆ ขึ้นเนินไปทานข้าวที่ร้าน ซึ่งเป็นจุดชมวิวของที่นี่
..

..

          ทิวทัศน์แม่กลางหลวงในแบบหลังฤดูเก็บเกี่ยวเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ของตอซังข้าว ตัดกับฉากหลังของภูเขาเขียวขจี (ถ้าอยากเห็นนาขั้นบันไดสีเขียวสดต้องเดือน ส.ค.-ก.ย. , ข้าวออกรวงสีทองอร่ามเดือน ต.ค. ปลายเดือนค่ะ) แอ้ปีนขึ้นไปเจอรางน้ำที่เป็นน้ำประปาภูเขาของที่นี่ ไหลลงมาจากยอดเขา ใสปิ๊งยิ่งกว่าน้ำประปาจากก๊อกบ้านเราซะอีก

          กินข้าวแล้ว เราก็ออกเที่ยวละแวกนั้นกัน ซึ่งไปๆ มาๆ ได้เที่ยวแค่ที่เดียว เพราะว่าชิวจัด คือเที่ยวละเอียด ละเลียดมันทุกที่ค่ะ ซึ่งก็ดีแล้ว จะรีบไปทำไม มาอีกซักกี่ครั้งก็ได้ถ้าอยากมา..

..

..

          ที่น้ำตกสิริภูมิ ซึ่งโดยภูมิประเทศของตัวน้ำตกเอง ก็อลังการมากแล้ว ภายในยังจัดสวนเสียสวย ประดับประดาไปด้วยดอกไม้เมืองหนาวกลีบบางๆ ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ไล่ระดับขึ้นเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เห็นน้ำตกกระแทกสู่ลำธารเป็นคลื่นฟองขาวๆ ค่าเข้า 20 บาทนี่ถือว่าถูกมาก สำหรับค่าดูแลสถานที่ระดับนี้ค่ะ

..

..

          น้ำตกซู่ซ่ามากค่ะ ขนาดเป็นฤดูหนาว ซึ่งน้ำสมควรจะน้อยนะคะนี่..

..

 

..

          เมื่อเดินชมโดยรอบ และถ่ายรูปอย่างเมามัน (ส่วนนายช่างก็ถือโอกาสอันมีคลื่นมือถือนี้ โทรศัพท์ไปก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไป เพราะที่แม่กลางหลวงมีคลื่นมือถือน้อยมากค่ะ ถ้าหาคลื่นเจอแล้วโทร.คุย ก็ต้องห้ามเอียงหัว ถ้าเขินคนปลายทางแล้วเอียงหัวปุ๊บ คลื่นจะหายทันที 555+) แล้วเราก็เดินทางกลับสู่แม่กลางหลวงอันหนาวเหน็บ ทันเวลาที่พระอาทิตย์จะลับเหลี่ยมเขาพอดี..

..

หมายเหตุ : ที่น้ำตกสิริภูมิ มีเรื่องตื่นเต้นด้วย คือรถถอยหลังไม่ดูเลย เกือบทับเด็กซะแล้ว แต่แอ้กรี๊ด (จริงๆ จะร้องเตือนแหละ แต่ไม่เป็นภาษาหรอกค่ะ) พ่อเด็กเลยกอดเด็กไว้แล้วรถก็ชนตัวแก แต่แกเอามือทุบรถดังปั้ง รถถึงได้หยุด.. น่ากลัวมากกกก ที่แย่คือคนขับรถไม่มีสีหน้าสำนึกผิดใดๆ ปากบอกขอโทษส่งๆ แค่นั้นเอง นี่หรือน้ำใจคนไทย..

          ยามเย็นที่บ้านแม่กลางหลวง นาขั้นบันไดที่มีแต่ซังข้าว

..

 

..

          เย็นนั้นเรารีเควสต์กองไฟผิงแก้หนาวหนึ่งกอง กับไก่หมักหนึ่งกาละมัง เบียร์สองสปายหนึ่ง กับมีหมาสองแมวหนึ่งมาป้วนเปี้ยนหาไออุ่นจากกองไฟ เหมือนกันกับเราสามคนที่ผลัดกันไปผิงไฟ ใกล้จนขนหน้าแข้งหงิกเกรียม (อ๊ะๆ อย่าดูถูกเดี๊ยนนะฮะ เดี๊ยนเป็นหญิงก็จริง แต่มีขนหน้าแข้งเหมือนกันฮ่ะ)
..

          แอ้โดนคุณหมอจ่ายยาตลอดเวลา เพราะภูมิแพ้กำเริบ ดูๆ ไปทริปนี้เหมือนไปเข้าค่ายกับหมอเลย เพราะว่าชีอดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์อาการตลอดเวลา (สงสารเพื่อนจริงๆ ไม่ได้พักแม้เวลามาเที่ยว)

..

 

..

          ต่อมา เช้าวันรุ่งขึ้น แอ้ก็ตื่นก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นกลุ่มหมอก หนาวมากจนต้องไปคุ้ยกองไฟให้มันคุขึ้นมาอีก ผิงเสียหน่อยแล้วก็ถือกล้องเดินลงนาไปตามลำพัง เสียดายที่ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นดวงๆ เพราะว่าหมอกลงจัดค่ะ แต่บรรยากาศสุดยอดไปเลยคุณเอ๋ย.. 
..

 

..

          เราเช็คเอาท์ออกจากแม่กลางหลวงแล้วเดินทางเข้าสู่ อ.จอมทองอีกครั้ง เพื่อหาอาหารเช้าทานกัน ตรงนี้ต้องออกตัวว่า แม้แอ้จะโยกโย้เวลาต้องอาบน้ำสระผม หรืองอแงเวลาจะกินจะนอน (เอ๊ะ เหมือนพาลูกไปเที่ยวนะนี่) แต่เรื่องตื่นนี่ไม่เคยให้ใครตื่นก่อนค่ะ แต่เพื่อนๆ นี่เด่ะ ขี้เกียจตื่นกัน ก็เลยต้องใช้วิธี เช็คเอาท์แล้วค่อยหาข้าวเช้าทาน วิธีนี้ทำให้ตื่นได้ชะงัดนักแล (ลองนำไปใช้ดูเถิดจะเกิดผล)

          ก่อนจะเดินทางต่อ เราก็เข้าไปสักการะ พระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ซึ่งอยู่ใกล้ๆ จุดที่แวะทานข้าวนั่นเอง ภายในวัดมีคนมาสักการะเยอะพอสมควรค่ะ แอ้กับหมอ นำดอกไม้ธูปเทียนไปประทักษิณารอบองค์เจดีย์ ขณะที่นายช่างทำบุญไปพลาง ถ่ายภาพไปพลาง

..

 

..

          จาก อ.จอมทอง เราจับเส้นทาง จอมทอง - ฮอด มุ่งหน้าสู่ จ.แม่ฮ่องสอน ถนนหนทางเป็นโค้งเป็นเขา แต่ก็สวยมากเลยค่ะ เมื่อเข้าสู่แม่ฮ่องสอน เราก็แวะที่ อช.ออบหลวงเป็นที่หมายต่อไป ที่ อช.ออบหลวงนี้ แอ้เคยมาแล้วเมื่อหลายๆ ปีก่อน แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะแวะมาเยี่ยมชมอีกครั้ง จากครั้งก่อนกระนู้น อะไรๆ หลายอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่ออบหลวงยังเหมือนเดิมแบบที่จำได้อย่าง เป๊ะๆ เลยทีเดียว

..

 

..

          ออบหลวง คือลักษณะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ทำให้ผาหินแตกออกจากกันค่ะ ด้านบนสามารถเดินต่อขึ้นไปพบกับดินแดนแห่งมนุษย์โบราณ คือมีหลุมที่ขุดพบโครงกระดูก และภาพเขียนบนหน้าผาอายุราว 2500 - 3000 ปี เขียนด้วยสีขาวต่างจากภาพเขียนโบราณทั่วไป

..