แอ้ View my profile

..
          แอ้เพิ่งกลับจากทีลอซู และลงมือเขียนเล่าเรื่องราวไว้บ้างแล้ว จึงขอลัดคิวทริปหนองคายซะดื้อๆ ค่ะ เพราะว่าทริปนี้สุดมันส์เลย ต้องรีบเล่า เดี๋ยวไม่สด ส่วนหนองคายรอได้.. ไว้แอ้ค่อยมาเล่าทีหลังนะคะ
..
..
..
..
..
..
          หากเปรียบสถานที่ท่องเที่ยวเป็นชายหนุ่ม แอ้ก็คงเป็นคนที่ใจง่ายที่สุดเลยแหละ แอ้เคยบอกว่า สุราษฎร์ฯ นั้นเป็นสุดยอดของที่เที่ยวในฝัน แต่แล้วแอ้ก็หลงรักเชียงใหม่เข้าเต็มเปา ต่อมาไม่นานก็พบว่าระนองเองก็เป็นจังหวัดที่มีสเน่ห์และเร้าใจใช่เล่น ในขณะที่แวะเวียนไปหนองคายอยู่บ่อยๆ แต่ในฝันก็ยังเป็นภาพของเมืองเลยอยู่เสมอ ถึงอย่างนั้นช่วงที่คลั่งเมืองกาญจน์ก็ถึงกับไปเยือนซ้ำๆ และไม่วายที่จะดอดไปเกาะช้างเล็กน้อย แถมมีวันหยุดเป็นไม่ได้ ต้องไปโน่นนี่เบี้ยบ้ายรายทางตลอด เจ้าชู้จริงๆ
..
..
..
..
          วันนี้แอ้พบรักใหม่..
          จ.ตาก ที่เคยคิดว่ามีแต่เขื่อนภูมิพล อันยิ่งใหญ่ (ในสายตาของชาวก่อสร้าง) วันนี้ตากเผยแง่มุมที่สวยงามสุดๆ และดิบเถื่อนเร้าใจสุดๆ เมื่อผองเพื่อนสายแข็งในที่ทำงาน ได้ออกปากชักชวนไปชมน้ำตกทีลอซูกัน โดยใช้วิธีการจองทัวร์ สมาชิก 18 คน ป๊อดไป 1 เหลือ 17 คน กับค่าใช้จ่ายคนละ 3,500 บาท มีรถตู้อย่างดีมารับที่กรุงเทพฯ จนมาส่งในวันกลับ ยกเว้นเฉพาะค่าอาหารระหว่างเดินทางเท่านั้นที่ทางทัวร์ไม่ได้จัดให้ สำหรับคนที่สนใจ พวกแอ้ใช้ทัวร์ยี่ห้อ ภูดอย ซึ่งบริการประทับใจมากๆ (และเราหมายตาไว้สำหรับทริปล่องแก่งในปีหน้าด้วยค่ะ)
..
..
..
..
          ใครที่เคยผ่านเส้นทางแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่มาแล้ว คงจะรู้จักกิตติศัพท์ของ 1,865 โค้ง เป็นอย่างดี ของที่แม่สอด-อุ้มผาง มีเพียง 1,219 โค้ง แต่ถนนแคบกว่า ไต่สันเขา ยอดสูงสุด 1,500 ม. เหนือระดับน้ำทะเล หมอกปกคลุม ฝนตกไม่เป็นเวล่ำเวลา และมีฝูงวัวอาศัยถนนนอนเลนครึ่งเป็นระยะๆ
..
          จากภาพจุดชมวิวที่มีวัวชมอยู่ก่อนสองสามตัว ขณะนั้นฟ้าเพิ่งสว่าง เราเดินทางจากแม่สอดขึ้นสู่อุ้มผาง
ถนนโหดมากและมีที่พักที่เดียวคือที่กึ่งกลางของ 160 กม. ใกล้ๆ หมวดการทางพบพระที่ 2 จุดชมวิวลอยฟ้าบริเวณนั้นอยู่บนโค้งตัว S ที่เลียบสันเขา คนขับรถแวะพักราวหนึ่งมวนบุหรี่ และเหล่าสมาชิกทยอยตื่นขึ้นค่ะ
ส่วนแอ้นั่งตาสว่างทั้งคืนอยู่แล้ว ได้หลับไปประมาณ 2 ชม. เท่านั้นเอง
.. 
..
          เนื่องจากทริปนี้ไปกับทัวร์ และทัวร์ค่อนข้างจะรู้จริง คือให้พวกเราเริ่มทำอะไรก่อนที่ลูกทัวร์ทริปอื่นจะแห่กันไปเสมอ สิ่งที่แลกกันก็คือ เราจะโดนเร่งเยอะมาก เมื่อถึงภูดอยรีสอร์ท เราก็แค่ล้างหน้าแปรงฟัน ทานอาหารเช้า และออกเดินทางสู่ทีลอซูทันที
..
..
..
..

          การเดินทางช่วงแรก สบายและสวยมากค่ะ คือล่องเรือยางราวๆ 2 ชม. กว่า โดยขึ้นรถสองแถว (โฟร์วีลของเขาล่ะ) ไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ ซึ่งแต่ละรีสอร์ทก็จะมีท่าเรือต่างๆ กัน เราจะได้พบห้องน้ำที่รองสุดท้ายตรงจุดนี้ เจอกันอีกทีก็ที่หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางโน่นแน่ะ
..
..
          ที่รีสอร์ทนี้ ใช้พนักงานได้คุ้มมากๆ เราพบในวันกลับจากทีลอซูว่า น้องผู้หญิงทีเสิร์ฟอาหารเช้านั้น ยังเป็นคนตีขิมโชว์ และรำอวยพร ส่วนตาลุงๆ ที่ช่วยบริการตามโต๊ะ ก็เป็นนักร้องเสียงทองของที่นี่ด้วยค่ะ
ดังนั้นคนที่เห็นพายเรือ หน้าหนึ่ง หลังหนึ่ง เมื่อถึงบกก็แปลงร่างเป็นไกด์กึ่งลูกหาบด้วยเช่นกัน

          น่าเหนื่อยแทนนะเนี่ย..
..
..
..
..
          ระหว่างล่องไปตามลำน้ำชมธรรมชาติ ไอ้แอ้ไม่ได้สำเหนียกเล้ย ว่าอะไรรอคอยอยู่ข้างหน้า 
การเดินทางแบบล่องเรือไปตามลำน้ำแบบนี้ แอ้เคยมีภาพของหลายๆ ที่ติดอยู่ในใจอยู่บ้างแล้ว แต่ที่นี่ก็ไม่แพ้ที่ไหนจริงๆ ยิ่งน้ำตกเล็กๆ น้อยๆ มีให้เห็นตลอดทาง มีแก่งให้เรือยางโดดโชว์อยู่ 2 แก่งเล็กๆ พอให้ตื่นเต้น พวกเรา 17 คน แบ่งเป็น 2 ลำเรือ ลำที่แอ้นั่งฝีพายไม่ชำนาญเท่าไหร่ เลยพาพวกเราเข้ารกเข้าพงเสียบ่อยๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ขวาเรือ กว่าจะถึงที่หมายก็แทบจะกลายร่างเป็นขยะเปียก พร้อมรอยขีดข่วนเต็มไปหมดเชียว
..
..
..
..
          ระหว่างทางเราได้แวะ 2 ที่ค่ะ คือบ่อน้ำร้อนแห่งหนึ่ง กับน้ำตกอีกแห่ง ที่บ่อน้ำร้อนก็มีของขายนิดหน่อย อ้อ จุดนี้ก็มีห้องน้ำเช่นกัน แต่คิวยาวไม่ใช่เล่นๆ
..
..
..
..
          ล่องเรือกันต่อดีกว่า..
          เวลานานสองชั่วโมงกว่าก็ผ่านไปแบบชิวๆ
..
          เข้าแก่งจิ๋วๆ ค่ะ
..
..
..
..
          ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
          กับมนุษย์เล็กๆ ที่แวะมาชม
..
..
..
..
          จู่ๆ เราก็มาถึงท่าทราย ขึ้นฝั่งแล้วก็ทานอาหารเที่ยงกันแบบไร้โต๊ะอาหารและช่อดอกไม้กลางโต๊ะ ก็คือนั่งกับพื้นป่าชื้นๆ นั่นเองค่ะ ใครใคร่เข้าห้องน้ำ ก็จูงมือกันเดินหายไปในป่าไผ่ เมื่อเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันต่อได้
..
..
..
..
..
..
..
          จากภาพนี้ แอ้หยิบกล้องมาถ่ายรูปอีกครั้งก็ตอนรุ่งสางของวันรุ่งขึ้น ยังไงน่ะเหรอคะ
..
..

          ก็แก่ปูนนี้แล้ว เอาไปเดินขึ้นเขา มันจะไปเหลือเหรอ ก็เป็นลมน่ะสิ แต่ไม่ล้มนะคะ แอ้จะไม่ล้มเด็ดขาด คือนั่งพักก่อน แล้วก็ถึงกับลงนอน เพราะว่าหน้ามืดขนาดหนัก ราว 4 ชม. ไม่เกิน 5 ชม. หลังจากนั้น แอ้ก็พาตัวเองไปถึงที่บริเวณกางเต็นท์ได้แบบไม่ค่อยสมประกอบ เป็นคนสุดท้ายในทีมด้วย (ไม่นับเพื่อนอีกสองคนที่เสียสละเดินเป็นเพื่อน แทนที่จะไปเดินกับสาวๆ ซึ่งน่าจะสนุกกว่ากันเป็นไหนๆ) บอกได้เลยว่าเกิดมาเพื่อเป็น Bag Packer ก็จริง แต่ไม่ใช่พวก Trekking อย่างแน่นอนค่ะ ไม่ถูกโรคกับทางชันเอามากๆ ระยะเดินราว 9-10 กม. ชันมากๆ ทั้งขึ้นและลง และเป็นทางชันที่ไม่มีช่วงพัก คือลาดเอียงตลอด.. 
.. 
..

          ถึงที่สุดแล้วจะทำได้สำเร็จ แต่ก็เครียดเผื่อขากลับด้วย เพราะขากลับชันกว่าขามา แถมยังต้องไปด้วยร่างกายที่บอบช้ำไปแล้วด้วยสิ..
          แต่อนาคตมันก็คืออนาคตจริงไหม..
..
..
..
..
          ชีวิตยามค่ำคืนผ่านไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็เพลียซะแทบสลบ กินข้าวเสร็จตบยาพาราสองเม็ดแล้วมุดหัวนอนทันที ที่พักและอาหารทางทัวร์เตรียมไว้ให้แล้ว เราแค่ลากสังขารมาให้ถึงเป็นพอ เต็นท์ก็เป็นเต็นท์ธรรมดาค่ะ แต่กางฟลายชีทใหญ่คลุมให้อีกที นอนแห้ง ไม่หนาว ส่วนห้องน้ำคิวยาวมากๆ มีเพื่อนในทริปคนหนึ่งไปต่อคิวอาบน้ำ หายไปเป็นชั่วโมง ส่วนแอ้ ลงลำธารตลอดค่ะ ห้องน้ำที่นี่หน้าตาเป็นไงยังไม่เคยเห็นเลย
..
..
          เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ถูกปลุกแต่เช้า เพื่อไปดูน้ำตกทีลอซู ก่อนที่คนจะเยอะ เดินเท้าบนทางปูนทำเป็นขั้นบันไดอีกไม่เกิน 4 กม. รวมไปและกลับ (อยู่ที่นั่น รู้สึกว่า 4 กม. นี่คือเดินชิวๆ ชมบรรยากาศเท่านั้นเอง)
..
..
..
..
          เดินไม่ทันเหนื่อย แต่ความท้อมันมีอยู่บ้าง อยู่ๆ แอ้ก็เห็นอะไรขาวๆ โผล่อยู่ท่ามกลางยอดไม้ ละอองน้ำก็ฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนมองเห็นทุกสิ่งปกคลุมด้วยไอสีขาว และหมอกยามเช้า
..
          ทีลอซู เป็นน้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ค่ะ
..
..
..
..
          รูปที่ถ่ายมา ไม่สวย เพราะไปเช้าเกิน แต่สายกว่านั้น คนก็ลงมาอัดกันเป็นร้อยๆ เลยค่ะ แอ้ว่ามันไม่สำคัญที่สวยไม่สวยนะ ต้องไปเห็นด้วยตาค่ะของอย่างนี้..
..
..
..
..
          เสียงรอบๆ ดังมาก จะพูดกันก็ต้องตะโกน ทางเดินลื่นมาก คือต้องมีสติตลอดเวลา จะทำอะไรห่ามๆ นี่คงไม่ปลอดภัยแน่ๆ ค่ะ
..
          พวกเราใช้เวลาประมาณหนึ่ง แล้วก็เดินทางออกจากที่นั่น เพื่อเดินเขากลับสู่ท่าทรายอีกครั้ง..
..
          ท่ามกลางบรรยากาศอันสดใส ฟ้าสีสวย
          แข้งขาที่ปวดระบม..
          แต่ใจสู้นะงัฟ
..
..
..
..
          เก็บบรรยากาศฟ้าใสๆ ภายในบริเวณมาฝากค่ะ ที่นี่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ จึงเรียกเป็นหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางไปก่อน
..
..
..
..
          มาดูเส้นทางกลับกันดีกว่า..
          กำลังกายแย่ แต่กำลังใจยังมี กระเป๋าก็ถือเอง (ขาไปเพื่อนแอ้เอาไปหิ้วให้ แมนสุดๆ) เดินไป ยิงมุกไป ถ่ายรูปไป ฟ้าก็เปิด เป็นใจให้ได้ชื่นชมธรรมชาติค่ะ
          ก่อนออกเดินทาง เอาไม้เท้ามาฟาดฟันกับเพื่อนเอาฤกษ์เอาชัยก่อน เส้นทางกลับสวยๆ อย่างนี้.. รู้ไหมว่ามันนรกชัดๆ อีตอนถึงเนินชันๆ
..
..
..
..
          ทางไกลพันลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก
          และแล้วเราก็ออกเดินทางกลับกันค่ะ
          ....
..
..
..
..
..
โปรดติดตามตอนต่อไป อันแสนจะทุลักทุเล .. และสวยงาม
ที่นี่ เร็วๆ นี้ค่ะ !!
..
..





 
         

Comment

Comment:

Tweet

เจ๋งมาก ๆ

#63 By โจ้ on 2012-07-16 21:26

อยากไปเที่ยวแบบนี้บ้างจัง แต่กลุ่มเพื่อนไม่มีลุยๆ แบบนี้ เลยอด .. น่าสนุกดีค่ะ แค่ดูภาพก็เหมือนได้ไปเที่ยวเองละ ^^

#62 By *~ mimmer ~* on 2011-08-05 22:05

ขออนุญาตเอารูปไปทำเอนทรีธรรมะหน่อยนะครับconfused smile

#61 By Live a Live on 2011-03-03 23:52

โอ้ว...เจ้นุชเอามะพร้าวมาขายสวนซแล้ว.5555
ไปเที่ยวในที่สุดยอดที่ไม่เคย