แอ้ View my profile

กาญจน์ท่องเที่ยวแห่งแอ้ #2

posted on 10 Jun 2009 13:36 by littlest-aa in Travel directory Travel
..
..
..
          ค่ำคืนที่ผ่านไปในแพคืนนั้น ทารุณเอาการทีเดียวค่ะ แอ้กับเพื่อนที่เหลือนอนข้างนอกชาน ให้กอล์ฟกับติ๊กนอนในห้องเดียวที่มี เพราะว่าติ๊กไม่ค่อยสบาย ฝนกับยุงแท็คทีมกันมาเล่นงานเราตลอดคืน (ถ้ามาคราวหน้าจะเอามุ้งมาด้วย) ทั้งเปียกชื้นและคันแสนคัน แต่แอ้ก็ยังอุตส่าห์หลับสนิทจนละเมอทำเสียงประหลาดที่ยากที่จะได้พบให้น้องต๊ะได้ยิน แต่คงไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะว่าแอ้เตือนไว้ก่อนแล้ว .. แหะๆ ถ้าอยากรู้ว่าเสียงอะไร ผู้ที่เคยเจอเข้ากับตัวอาจจะเรียกว่าเสียงคราง เสียงร้องไห้แบบกลั้นสะอื้นที่ฟังตอนกลางคืนแล้วน่ากลัวโคตรๆ แต่ว่าแอ้ไม่ได้ฝันอะไร และไม่ได้เครียดอะไรเลยนะคะ มันคืออภินิหารค่ะ .. แหะๆ .. เกรงใจจัง.. ที่เกิดมาเป็นคนละเมอโหด..
..
          เราเริ่มต้นเช้าวันใหม่กันอย่างชื้นๆ .. น้ำที่เป็นสีเขียวเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล และมีระดับสูงขึ้นมาก แพของเราไม่ได้ถูกผูกแน่น จึงเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เล่นเอามึนไปเหมือนกัน แต่ก็สนุกดีที่ได้มีวิวต่างๆ กันทุก 5 นาที เรือลุงป้าขับมาขายก๋วยเตี๋ยวและกาแฟเช้าให้เราตามที่นัดกันไว้..
..
 
..
          เมื่อเราขนข้าวของไปเก็บในรถกันเรียบร้อยแล้วนั้น ฝนก็เริ่มโปรยลงมาอีกค่ะ แต่เราเริ่มจะชินซะแล้ว ก็เลยเดินดุ่ยๆ ไปชมบริเวณของอุทยานไทรโยค ซึ่ง บอกตรงๆ ว่าเหมือนกับตอนที่มาคราวที่แล้วเป๊ะๆ เว้นแต่ว่าสีสันไม่สวยเท่า แอ้กับติ๊กก็เลยกระดื๊บไปหาร้านริมน้ำนั่งสั่งข้าวต้มร้อนๆ รอเพื่อนๆ นักถ่ายภาพที่กำลังตั้งอกตั้งใจ
..
 
..
          ระหว่างนั่งรอเพื่อนๆ และข้าวต้มปลาคังร้อนๆ เราสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว หลังสายฝนได้ผ่านไป ชีวิตยามเช้าของผู้คนเริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ เราอาจจะไม่ทันสังเกตในตอนแรก แต่แล้วทุกอย่างก็เคลื่อนไหว เด็กหนุ่มสองคนหามปลาตัวใหญ่มากๆ ร้อยกันเป็นพวงผ่านไป พวกเราถ่ายรูปน้องไม่ทัน แอ้เลยตะโกนบอกว่า "น้องช้าหน่อย" ถึงน้องจะแบกหนักแสนหนัก แต่ก็ชะลอให้เราถ่ายรูปด้วยค่ะ 
..
 
 
..
          หลังจากออกเดินทางกันต่อ เราก็ทำตัวเยี่ยงฮอบบิทอีกแล้วค่ะ (ถ้ายังจะจำกันได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอ้เปรียบเทียบพวกเราเป็นฮอบบิท .. ฮ่าๆ คลั่งลอร์ดของแท้เลยนะเนี่ย) คือตะลอนๆ ไปเรื่อย ไม่ค่อยมีจุดหมายแน่นอนและกินไปเรื่อยๆ จนนับมื้อไม่ถูก ที่แรกเราไปแวะถ้ำดาวดึงส์ก่อน เพราะครั้งที่มาสังขละฯ ก็พลาดไปทีนึงแล้ว.. ถนนคอนกรีตที่ตรงขึ้นไปค่อนข้างชัน และเป็นทางแยกที่เล็กมาก แบบที่ว่าถ้าไม่สังเกตก็คงหาไม่เจอ (แต่เราโดนเตือนแบบกระชั้นด้วยอิจีจ้า) เมื่อขึ้นไปแล้วก็พบว่าฝนกำลังจะตก และมีป้ายบอกว่านักท่องเที่ยวต้องขึ้นไปด้วยไกด์ท้องถิ่นเท่านั้น เพราะยังอันตรายอยู่..
          คงเป็นหนุ่มน้อยคนนั้นสินะ ไกด์ของเรา.. หนุ่มน้อยที่เพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์แซงเรามาจากปากทาง ยืนหน้าตุ่ยรอดูทีท่าพวกเราอยู่หน้าปากทางดินโคลนแฉะๆ
..
          ฮอบบิทแก๊ง : ขึ้นไปอีกไกลมั้ยน้อง
          น้องตุ่ย : ก็อีกราวสี่ห้าร้อยเมตรครับ
          ฮอบบิทแก๊ง : ทางเป็นไง ลำบากมั้ย
          น้องตุ่ย : ชันๆ แบบนี้แหละครับ พอใกล้จะถึงจะชันกว่านี้อีก (สายตาส่งมาแบบว่าชันมาก..)
          ฮอบบิทแก๊ง : แล้วมันสวยมั้ย (คุ้มค่าเหนื่อยพวกตูมั้ย)
          น้องตุ่ย : ก็.. พอได้ครับพี่ (ยักไหล่ทำท่าแบบไม่แคร์) คือ.. ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่..
          ฮอบบิทแก๊ง : เอ่อ.. (อึ้งสิอึ้ง)
          น้องตุ่ย : รับรองได้ว่ามีเลอะ (น้องตุ่ยมองเท้าพวกเราทีละคน แล้วทำหน้าแบบว่า มีเจ็บด้วย เชื่อสิ)
          ฮอบบิทแก๊ง : เฮือก..
          น้องตุ่ย : นี่ฝนก็กำลังจะตกด้วย..
          ฮอบบิทแก๊ง : โอเค งั้นไว้โอกาสหน้าละกันเนอะ.. อืมๆ ..
..
          ครั้นเราขึ้นรถและกำลังกลับรถอยู่นั่น น้องตุ่ยก็รีบบึ่งมอไซค์กลับไปที่ปากทางเข้า ตกปลากับเพื่อนๆ ต่อ ยังความสงสัยให้พวกเราไม่คลายว่า .. ตกลงนี่ถ้ำดาวดึงส์มันอาจจะสวยมากๆ ก็ได้นะ แต่น้องมันห่วงตกปลาเลยมาไซโคเราให้เผ่นกลับไปรึเปล่าเนี่ย..
..
          จากตรงนี้ แก๊งเรายังไม่มีจุดหมายเช่นเดิม แต่คุยกันว่า ขับไปเรื่อยๆ เกาะเส้น 323 ที่จะกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางราชบุรีและนครปฐม หากเจอป้ายท่องเที่ยวสีน้ำเงิน ก็จอดดูกันเลยแล้วกัน.. เพราะว่าข้อมูลเที่ยวกาญจน์แต่ละคนไม่ค่อยจะมีกันเลยค่ะ (แอ้ก็ไม่ค่อยมีด้วยเช่นกันนะ) อยู่ๆ เราก็ขับผ่านป้ายสีน้ำเงินที่เขียนว่า "ช่องเขาขาด" มองหน้ากันแล้วก็โอเค เลี้ยวเลย.. เอ่อ.. แล้วมันคืออะไรวะ.. สารภาพตามตรงว่าคนตกวิชาสังคมศาสตร์อย่างแอ้ ไม่รู้ว่า ช่องเขาขาด คืออะไรจริงๆ ค่ะ
..
          ถึงตอนนี้ คนที่รู้จักช่องเขาขาด (Hellfire Pass) คงจะรู้แล้วว่ามันคืออะไร แต่สำหรับคนไม่ทราบ แอ้ขอเล่าแบบที่แอ้เจอนะคะ คือแอ้เดินย้อนจากจุดปลายสุดมาจุดเริ่มต้น ก็เลยได้รับประสบการณ์ที่แปลกๆ ดี ขอใช้เวลาเล่าถึงที่นี่มากหน่อย เพราะว่าประทับใจกับความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินผ่านช่องเขาขาดจริงๆ ค่ะ เมื่อไปถึงที่จอดรถ เราจะพบอาคารพิพิธภัณฑ์เล็กๆ อยู่ซ้ายมือ และทางเดินที่สวยมากๆ อยู่ทางขวามือ แอ้ ติ๊ก กอล์ฟ เลือกที่จะเดินไปทางขวาเลย เพราะโอริเข้าพิพิธภัณฑ์ไม่ได้แน่ๆ (ตอนจะกลับโดนฝรั่งด่าด้วย) ก็มีเป้เดินตามไปห่างๆ
..
 
..
          ป้ายเมื่อเราไม่มีข้อมูลเลย อ่านแล้วงงมากค่ะ อะไรวะ ช่องอัดอากาศ อะไรคือการเดินบนทางรถไฟ อะไรคือต้องเตรียมน้ำ .. แผนที่ก็ดูแล้วงงมาก ทางเดินมองลงไปเห็นๆ เลยว่า ไต่บันไดสวยๆ ลงไปเยอะมาก .. แต่แล้วแอ้ก็มองไปเห็นทางด้านขวามือที่ลาดๆ ไม่มีบันได แถมยังมีมอสขึ้นเขียว สวยมากๆ พวกเราลองเดินไปทางนั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกันค่ะ.. ยิ่งเดิน ยิ่งลง.. พวกเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า.. ช่องเขาขาดมันคืออะไรวะ แล้วมันคุ้มกับการที่กูต้องมาเดินขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ไหมเนี่ย
..
 
..
          พอเราผ่านจุดสูงสุด และเริ่มเดินดิ่งลงสู่ที่ต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ แอ้ก็เริ่มถอดใจกับชีวิตที่เหลืออยู่แล้วค่ะ แต่ก็ยังคงเดินไปเรื่อยยิงมุกไปเรื่อย แล้วเราก็ลงบันไดคอนกรีตที่สร้างเกาะไปตามความปูดโปนของหินธรรมชาติ ลงไปสู่จุดที่เรียกว่าช่องเขาขาด.. พอถึงตรงนั้นแอ้ก็หยุดฮาทันที ด้วยบรรยากาศเงียบๆ ขรึมๆ ส่วนหนึ่ง และด้วยความจริงที่ว่าที่นั่นคือสถานที่สำหรับรำลึกถึงเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
..
 
..
          ข้อมูลตรงนี้แอ้ย่อให้นะคะ เพราะเราสามารถหาจากอินเตอร์เน็ตได้เยอะอยู่แล้ว เมื่อญี่ปุ่นอยู่ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ญี่ปุ่นได้ยึดย่างกุ้งของพม่าได้สำเร็จ และคิดจะใช้ย่างกุ้งเป็นฐานทัพ แต่การคมนาคม โดยเฉพาะสำหรับการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังย่างกุ้งในเส้นทางอื่นๆ ยังติดขัดและเป็นจุดอ่อนทั้งสิ้น ญี่ปุ่นจึงคิดจะทำทางรถไฟจากไทยเข้าสู่พม่า และได้เกณฑ์เชลยศึก (ส่วนมากชาวอังกฤษกับออสเตรเลีย) ราว 60,000 คน และกรรมกรชาวเอเชียหลายๆ ชาติอีกราว 200,000 คน มาทำทางรถไฟที่เมืองกาญจน์ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถไปเยี่ยมชมและรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียจากสงครามได้ในหลายๆ จุดค่ะ
          ** ชื่อภาษาอังกฤษของช่องเขาขาด คือ Hellfire Pass หรือช่องไฟนรก ที่มีชื่อน่ากลัวเช่นนี้ เพราะว่าตอนก่อสร้างเส้นทางรถไฟ มีการเร่งงาน (ซึ่งญี่ปุ่นจะใช้คำว่า Speedo) ทำให้ในช่องเขามีไฟสว่างวาบตลอดเวลาด้วยการทำงานล่วงเวลามากเกินมนุษยธรรมจะยอมรับได้ ทำให้มีการกล่าวขานว่าไฟที่สว่างนั้นเหมือนกับไฟนรก จึงเป็นที่มาของชื่อช่องเขาขาดนี่เอง
..
 
..
          เป้ไปถามคนแถวนั้นว่าเขาเดินมาจากทางไหน ปรากฏว่าพวกเราเลือกทางเดินอ้อม ก็เลยใจชื้นขึ้นหน่อยว่าขากลับมีทางเดินกลับแบบไม่อ้อมแล้ว คือเดินผ่านช่องเขาขาดไปเลย ระหว่างเดินตรงกลางหน้าผาหินที่ถูกขุดเจาะด้วยแรงงานของคนที่ทุกข์ทรมาน บ้างก็ล้มหายตายจากไปมากมาย แอ้รู้สึกว่าจิตตกด้วยความสงสาร จนต้องพูดออกไปดังๆ ว่า "แอ้ไม่ให้ตามไปด้วยนะ แต่จะทำบุญไปให้" เนื่องจากเดินเงียบๆ เดินไปอ่านป้ายไป เลยเศร้าไปกับความโหดร้ายนั้นด้วย
..
 
..
          เราสวนกับหมูและต๊ะที่ตีนบันไดสวยๆ เลยบอกให้ไปดูช่องเขาขาดก่อน ระหว่างนั้นแอ้ก็เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ จริงๆ ทุกคนก็เข้าหมด แต่ว่าเข้ากันคนละที เลยได้มีโอกาสเดินคนเดียว สัมผัสกับสิ่งที่ช่องเขาขาดต้องการจะสื่ออย่างชัดเจนมากกว่าที่จะเดินกันเป็นกลุ่ม และยิงมุกกันตลอดเวลา..
          แอ้ขอรวมๆ ภาพในพิพิธภัณฑ์ให้ดู แล้วก็จะไม่เศร้าต่อละนะคะ แต่ตั้งใจว่าจะไปทำสังฆทานให้พวกเขาบ้าง เผื่อว่าจะยังมีใครหลงเหลืออยู่ที่นั่นค่ะ
..
 
 
..
..
..
..
          ออกเดินทางกันต่อ ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าลง 80% เพราะเดินเยอะเกินขีดจำกัดของไอ้อ้วนจอมขี้เกียจออกกำลังกายไปหน่อย .. เหล่าฮอบบิทเริ่มมองหาร้านอาหารสำหรับมื้อ After Lunch (เพราะว่าเราซัดไปแล้วสองมื้อก่อนเวลาเที่ยงด้วยซ้ำ เลยนับมื้อกันไม่ถูก) ร้านผักหวานฯ เป็นร้านสวยร้านเดียวที่เราเจอ และถ้าไม่เขียนถึง เพื่อนๆ คงงอนแย่เลย.. ขออนุญาตเผานิดนึงค่ะ
..
 
..
          ร้านนี้สวยมาก คอนเซ็ปต์ก็ดี คือมีผักหวานเป็นตัวชูโรง ส้มตำผักหวานที่ได้ชิมจานแรกถือว่าใช้ได้ ส่วนทอดมันก็อร่อย.. แต่ทว่า..
..
          เราไม่ได้ทานอะไรอีกเลย เพราะเด็กเสิร์ฟ เสิร์ฟผิดโต๊ะหมดเลย รายการที่เหลือของเราถูกกระจายไปยังสองโต๊ะรอบๆ เพื่อนๆ ก็เลยโกรธและก็เช็คบิลด้วยความหิวโหย และเดินทางต่อด้วยความขุ่นใจค่ะ (แล้วไอ้สองโต๊ะนั่น ไม่ได้สั่ง แต่รับอาหารไปด้วยนะ ไม่อยากจะคิดถึงตอนเช็คบิลเลย)
..
          ที่หมายต่อไปที่แวะคือสะพานข้ามแม่น้ำแคว (อีกแล้ว) แอ้เดินไต่รางเดี๊ยะๆ ตามความเคยชิน ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ ไปดูของคราวที่แล้วเอาก็ได้.. แต่ว่ามีเด็กวัยรุ่นขี่เจ็ตสกีโชว์ด้วย ฉวัดเฉวียนสุดๆ สก๊อยน้ำที่ซ้อนหลังยิ่งกอดแน่นพี่แกยิ่งโชว์ใหญ่เลย (แต่มันก็เก่งจริงๆ น่ะแหละ)
..
 
..
          จากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เวลาก็เริ่มเย็นลงแล้ว เราเดินทางกลับผ่านราชบุรีและนครปฐม แวะทานกุ้งอบภูเขาไฟร้านโปรด แล้วก็ไปสุมหัวกันต่ออีกพักใหญ่ที่บ้านกอล์ฟค่ะ ทริปของเราก็จบลงง่ายๆ เช่นนี้.. โปรดอย่าถามถึงทริปหน้า ตอนนี้มันเรียงคิว และแซงคิวกันเข้ามาเยอะจนงง ว่าคนจนๆ คนหนึ่ง จะเที่ยวช่วยชาติอะไรกันนักหนา..
          แต่ก็สู้ไม่ถอยอยู่แล้วไง.. เย้ !!
..
..
..
..
..
..
          แอ้ : เฮ้ย ช่วยคิดมุกต่อหน่อยดิวะ ไอ้มุกฟลัชน่ะฮาดี จะเอาไปลงบล็อก
          กอล์ฟ : อืม.. จำได้ยังเรียงแบบนี้เรียกฟลัช
          แอ้ : อ๋อ.. ที่อยู่ในชักโครกอะนะ
          กอล์ฟ : ไม่ใช่เว่ย ที่มันติดอยู่กะกล้องน่ะ
          แอ้ : ง้า.. นั่นมันแฟลช
          กอล์ฟ : เฮ้ย ไม่ใช่ .. ละมุดไง
          แอ้ : หะ.. ละมุด มันเกี่ยวอะไรวะ
          กอล์ฟ : ฝาด........
..
..
          แอ้ : ละมุดบ้านแกเด่ะฝาด ละมุดหวานจะตาย.. โอ๊ยยยยยย...ฮา ไอ้บ้า
..
..
..
..
..
..
 

Comment

Comment:

Tweet

open-mounthed smile open-mounthed smile

#41 By mp3 (222.123.143.55) on 2009-07-08 16:48

บ้านเกิดเราเอง อิอิdouble wink

#40 By ดอกแอ้ © on 2009-06-12 18:20

ฝาด... sad smile

#39 By ecOnuizer on 2009-06-12 13:28

อยากไปเหมือนกัน เคยไปเมืองกาญจน์ครั้งนึง แต่เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว เห็นทอดมันแล้วน้ำยายไหยๆๆ เฮ้อ อยากกลับบ้านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
รูปงามมากๆเลยค่ะ
น่าไปจังเลย

#37 By =::Kr@taiR::= on 2009-06-11 22:49

เล่าได้สนุก เห็นภาพมากเลยครับconfused smile

#36 By on 2009-06-11 16:50

พี่แพร >> มุกแก้อะค่ะพี่แพร เหมือนตลกคาเฟ่ไง.. แง้.. ออกจะฮานะเนี่ย.. ขาดแต่ถาดตีหัว..

confused smile

#35 By แอ้ on 2009-06-11 09:13

embarrassed มาอ่าน 2 รอบ ก็แล้ว อ่านซ้ำมุขเป็น 3 รอบ ก็ยัง... เอ๋อ อ่ะ แหะๆ

แต่เห็นแล้วก็ยังอยากไปอยู่นะ

#34 By ~Pare~ on 2009-06-11 09:08

รูปสวย..น่าประทับใจเหมือนเดิมค่ะ..

ฝนตกๆ กาญฯ ก็สวยมีชีวิตชีวาไปอีกแบบค่ะ

ทางเดิน..น่าเดินเที่ยวค่ะ..แต่ต้องมีเมื่อยแน่ๆ ถ้าชันขนาดนี้..

ความสุขจากการอ่านเอนทรี่นี้คือ..

การได้เที่ยวกับเพื่อนๆ ที่เฮไหน ฮาที่นั่น..

เป็นสิ่งที่กระเจียวอิจฉาจังเลยค่ะ..

เพราะของกระเจียวคงรวบรวมเพื่อนๆ หลายคนแบบนี้ไม่ได้ค่ะ..

big smile Hot!
คุณ E.T. - คุณลูกสิงห์ขาว >> เหนื่อยม้ากกกก.. ยิ่งคนไม่ออกกำลังกายด้วยแล้ว แทบจะคลานเลยค่ะ แต่คุ้มนะ..

#32 By แอ้ on 2009-06-11 08:32

ธรรมชาติสวยงามมากกกกกก

big smile

#31 By ด.ช.กิมจุ้ย on 2009-06-10 23:21

สวยมากเลย น่าไปเที่ยวมากมาย

#30 By anonymous108 on 2009-06-10 22:29

เห็นรูปเส้นทางเดินแล้ว ท่าทางจะเหนื่อยน่าดูนะครับ confused smileconfused smile

#29 By ลูกสิงห์ขาว on 2009-06-10 22:02

ช่องเขาขาดสวยนะเนี่ยอยากไปมานานแล้วconfused smile

#28 By E.T.*** on 2009-06-10 21:54

มนุษย์ช่างกรีดนี่มีไปทุกที


แต่พี่ถ่ายภาพสวยจังคับ :D

#27 By sage_nu on 2009-06-10 21:41

อยากเป็นพี่แอ้ คิคิค..

ได้ท่องเที่ยว..ไปฟ้าไกล..คิคิคิ...(หนูเพ้อแหล่ะ.. )

5555555555



แก๊งค์นี้..ท่าทางจะเที่ยวกับบ่อยนะ...คิคิคิdouble wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink double wink Hot!

#26 By กวางน้อย... on 2009-06-10 20:25

สนุกเกิน เชอะ อิจฉา
แอ้ว่าแอ้คิดไม่ผิดเนอะ ที่อยากเที่ยวตอนไหนก็ไป
ไม่ได้กลัวเรื่องดินฟ้าอากาศ เพราะว่าแค่เวลาผ่านไปเดือนเดียว เมืองกาญจน์ก็เปลี่ยนสีแล้ว ถ้าเราไม่ไปมันทุกฤดู เราจะรู้ได้ไงว่าฤดูไหนมันสีไหนอะค่ะ..

ฝนตกนี่เดินทางลำบากด้วย ป่วยด้วย (ณ เวลานี้ ไข้ขึ้นแล้ว) แต่มอสเขียวๆ แบบนั้น ต้นไม้สีสดแบบนั้น มันคงต้องแลกด้วยหวัดแล้วแหละ..

#24 By แอ้ on 2009-06-10 18:06

สนุก....
big smile
สวยมากกกกก น่าไปเที่ยวจริงๆ ครับ big smile

#22 By Googigg on 2009-06-10 17:54

confused smile
ไว้อาลัยให้ช่องเขาขาดด้วยคนครับ angry smile

#21 By เม็ดบ๊วย on 2009-06-10 17:48

ว้าวๆๆๆ
บรรยากาศเย็นๆ
แบบนี้น่าไปที่ซู้ดดด

cry cry cry

#20 By h|b|b on 2009-06-10 17:28

ภาพสวยค่ะ
ถ่ายรูปเก่งจัง
เมื่อเทียบกันกับติ๊งโหน่งเนี่ยะ ราวฟ้ากับสะดือทะเล เลยค่ะ sad smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By ta_THINK_nhong on 2009-06-10 17:15

เหอ เหอ เหอ
แก๊งค์แอ้ทำให้พี่อยากไปกาญจน์

#18 By จอมบงการ on 2009-06-10 16:25

เข้ามาอ่าน แวะมาชมภาพครับ น่าเสียดายเวลาอยู่ใกล้กลับไม่ได้ไป ไปก็ไม่ได้เดิน เป็นตาแก่นั่งรอเพื่อนเดิน
ศิษย์พี่...จะขนกล้องกันไปกี่ตัวคับนั่นนนนนน แต่ละตัวเด็ดดวงทั้งนั้นเลย

อยากได้อีกตัวอ่ะ มี Nikon D80 อยู่ตัวเดียวเอง อยากได้ D300 แต่หมดปัญญา Hot! Hot! Hot!

#16 By Rin-Kung on 2009-06-10 15:38

เที่ยวบ่อยจนน่าอิจฉาopen-mounthed smile

#15 By on 2009-06-10 15:13

อิจฉาพี่แอ้อ่ะ


มาได้แค่อิจฉา

บ้านใกล้แท้ ๆ ยังไม่ค่อยได้เที่ยวเมืองกาญจน์เลย

เพื่อนก็ระเห็จไปอยู่เชียงใหม่แล้ว



วู้ววว

#14 By tara on 2009-06-10 15:13

ชุมนุมกล้องconfused smile

#13 By Meowzilla Zilla on 2009-06-10 15:11

ตาเอ็ม >> ตัวจิ๋วกว่าเพื่อน คือตัวที่ถ่ายไง.. อิอิ ให้เห็นก็อายอะเด่ะ question

#12 By แอ้ on 2009-06-10 15:06

กล้องพี่แอ้ตัวไหนล่ะ confused smile

#11 By scoutmf on 2009-06-10 15:03

ฮา มุก แฟรชชชชช อ่า

ภาพสวย บรรยากาศดีอีกเช่นเคยbig smile big smile

#10 By yano on 2009-06-10 14:51

สวยจังเลยค่ะ อยากไปเดินเที่ยวบ้าง
กล้องแต่ละตัว เทพๆทั้งนั้น

#9 By eeddy(อี๊ด) on 2009-06-10 14:35

พี่แอ้เล่าสนุก cry

#8 By เจ้าโต on 2009-06-10 14:29

พี่คิ้งส์ >> ยังไงแอ้ก็เก็บตราประทับ passport ไม่ทันพี่คิ้งส์แน่เลยค่ะ.. ยอมค่ะยอม.. แทนที่จะแข่ง ขอเป็นดำเนินรอยตามแล้วกันนะคะ ..
ส่วนตรงเชิงสะพานหมายถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควใช่ป่าวคะ ตรงนั้นมีก่อสร้างค่ะ แต่แอ้ไม่ได้สังเกตว่าสร้างอะไร ตอนไปอีกรอบก็ยังสร้างอยู่ค่ะ.. big smile

#7 By แอ้ on 2009-06-10 14:17

ดอกไม้บ้านน้องแอ้ยิ้มเหมือนบ้านพี่เล้ย
เอา passpotประทับตราแข่งกันนะ
เที่ยวหน้าฝนนี่รูปสวยไปอีกแบบเนาะ

เอ..แล้วตรงสะพานเขายังสร้างรูปเจ้าแม่กวนอิมอยู่เปล่าopen-mounthed smile open-mounthed smile

#6 By โต๊ะคิ้งส์ on 2009-06-10 14:09

การเดินทางอันชุ่มฉ่ำ confused smile

#5 By i'm drizzle =] on 2009-06-10 14:01

ลุงเด้ง >> เดินเหนื่อยมากกกกกค่ะ.. เรียกว่าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก้มหน้าเดินอย่างเดียวเลย กลัวหยุดแล้วจะเป็นลม.. sad smile

#4 By แอ้ on 2009-06-10 13:59

เห็นรูปทางเดินแล้วรู้สึกเหนื่อยเลยคับ


ปล.กล้องเยอะจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆbig smile

#3 By LungDeng on 2009-06-10 13:55

ฝ๊าด ฝาด big smile
ทางเดินสวยดี เขียวขจีเต็มไปหมดเลยครับ
รดน้ำจะได้โตๆopen-mounthed smile

#2 By แทณนี่แหละ on 2009-06-10 13:44

อ่านไปก็ขำไป..confused smile

เที่ยวหน้าฝนก็ไห้ความรู้สึกไปอีกแบบนะคะ..big smile

Recommend