แอ้ View my profile

กาญจน์ท่องเที่ยวแห่งแอ้ #2

posted on 10 Jun 2009 13:36 by littlest-aa in Travel directory Travel
..
..
..
          ค่ำคืนที่ผ่านไปในแพคืนนั้น ทารุณเอาการทีเดียวค่ะ แอ้กับเพื่อนที่เหลือนอนข้างนอกชาน ให้กอล์ฟกับติ๊กนอนในห้องเดียวที่มี เพราะว่าติ๊กไม่ค่อยสบาย ฝนกับยุงแท็คทีมกันมาเล่นงานเราตลอดคืน (ถ้ามาคราวหน้าจะเอามุ้งมาด้วย) ทั้งเปียกชื้นและคันแสนคัน แต่แอ้ก็ยังอุตส่าห์หลับสนิทจนละเมอทำเสียงประหลาดที่ยากที่จะได้พบให้น้องต๊ะได้ยิน แต่คงไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะว่าแอ้เตือนไว้ก่อนแล้ว .. แหะๆ ถ้าอยากรู้ว่าเสียงอะไร ผู้ที่เคยเจอเข้ากับตัวอาจจะเรียกว่าเสียงคราง เสียงร้องไห้แบบกลั้นสะอื้นที่ฟังตอนกลางคืนแล้วน่ากลัวโคตรๆ แต่ว่าแอ้ไม่ได้ฝันอะไร และไม่ได้เครียดอะไรเลยนะคะ มันคืออภินิหารค่ะ .. แหะๆ .. เกรงใจจัง.. ที่เกิดมาเป็นคนละเมอโหด..
..
          เราเริ่มต้นเช้าวันใหม่กันอย่างชื้นๆ .. น้ำที่เป็นสีเขียวเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล และมีระดับสูงขึ้นมาก แพของเราไม่ได้ถูกผูกแน่น จึงเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เล่นเอามึนไปเหมือนกัน แต่ก็สนุกดีที่ได้มีวิวต่างๆ กันทุก 5 นาที เรือลุงป้าขับมาขายก๋วยเตี๋ยวและกาแฟเช้าให้เราตามที่นัดกันไว้..
..
 
..
          เมื่อเราขนข้าวของไปเก็บในรถกันเรียบร้อยแล้วนั้น ฝนก็เริ่มโปรยลงมาอีกค่ะ แต่เราเริ่มจะชินซะแล้ว ก็เลยเดินดุ่ยๆ ไปชมบริเวณของอุทยานไทรโยค ซึ่ง บอกตรงๆ ว่าเหมือนกับตอนที่มาคราวที่แล้วเป๊ะๆ เว้นแต่ว่าสีสันไม่สวยเท่า แอ้กับติ๊กก็เลยกระดื๊บไปหาร้านริมน้ำนั่งสั่งข้าวต้มร้อนๆ รอเพื่อนๆ นักถ่ายภาพที่กำลังตั้งอกตั้งใจ
..
 
..
          ระหว่างนั่งรอเพื่อนๆ และข้าวต้มปลาคังร้อนๆ เราสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว หลังสายฝนได้ผ่านไป ชีวิตยามเช้าของผู้คนเริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ เราอาจจะไม่ทันสังเกตในตอนแรก แต่แล้วทุกอย่างก็เคลื่อนไหว เด็กหนุ่มสองคนหามปลาตัวใหญ่มากๆ ร้อยกันเป็นพวงผ่านไป พวกเราถ่ายรูปน้องไม่ทัน แอ้เลยตะโกนบอกว่า "น้องช้าหน่อย" ถึงน้องจะแบกหนักแสนหนัก แต่ก็ชะลอให้เราถ่ายรูปด้วยค่ะ 
..
 
 
..
          หลังจากออกเดินทางกันต่อ เราก็ทำตัวเยี่ยงฮอบบิทอีกแล้วค่ะ (ถ้ายังจะจำกันได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอ้เปรียบเทียบพวกเราเป็นฮอบบิท .. ฮ่าๆ คลั่งลอร์ดของแท้เลยนะเนี่ย) คือตะลอนๆ ไปเรื่อย ไม่ค่อยมีจุดหมายแน่นอนและกินไปเรื่อยๆ จนนับมื้อไม่ถูก ที่แรกเราไปแวะถ้ำดาวดึงส์ก่อน เพราะครั้งที่มาสังขละฯ ก็พลาดไปทีนึงแล้ว.. ถนนคอนกรีตที่ตรงขึ้นไปค่อนข้างชัน และเป็นทางแยกที่เล็กมาก แบบที่ว่าถ้าไม่สังเกตก็คงหาไม่เจอ (แต่เราโดนเตือนแบบกระชั้นด้วยอิจีจ้า) เมื่อขึ้นไปแล้วก็พบว่าฝนกำลังจะตก และมีป้ายบอกว่านักท่องเที่ยวต้องขึ้นไปด้วยไกด์ท้องถิ่นเท่านั้น เพราะยังอันตรายอยู่..
          คงเป็นหนุ่มน้อยคนนั้นสินะ ไกด์ของเรา.. หนุ่มน้อยที่เพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์แซงเรามาจากปากทาง ยืนหน้าตุ่ยรอดูทีท่าพวกเราอยู่หน้าปากทางดินโคลนแฉะๆ
..
          ฮอบบิทแก๊ง : ขึ้นไปอีกไกลมั้ยน้อง
          น้องตุ่ย : ก็อีกราวสี่ห้าร้อยเมตรครับ
          ฮอบบิทแก๊ง : ทางเป็นไง ลำบากมั้ย
          น้องตุ่ย : ชันๆ แบบนี้แหละครับ พอใกล้จะถึงจะชันกว่านี้อีก (สายตาส่งมาแบบว่าชันมาก..)
          ฮอบบิทแก๊ง : แล้วมันสวยมั้ย (คุ้มค่าเหนื่อยพวกตูมั้ย)
          น้องตุ่ย : ก็.. พอได้ครับพี่ (ยักไหล่ทำท่าแบบไม่แคร์) คือ.. ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่..
          ฮอบบิทแก๊ง : เอ่อ.. (อึ้งสิอึ้ง)
          น้องตุ่ย : รับรองได้ว่ามีเลอะ (น้องตุ่ยมองเท้าพวกเราทีละคน แล้วทำหน้าแบบว่า มีเจ็บด้วย เชื่อสิ)
          ฮอบบิทแก๊ง : เฮือก..
          น้องตุ่ย : นี่ฝนก็กำลังจะตกด้วย..
          ฮอบบิทแก๊ง : โอเค งั้นไว้โอกาสหน้าละกันเนอะ.. อืมๆ ..
..
          ครั้นเราขึ้นรถและกำลังกลับรถอยู่นั่น น้องตุ่ยก็รีบบึ่งมอไซค์กลับไปที่ปากทางเข้า ตกปลากับเพื่อนๆ ต่อ ยังความสงสัยให้พวกเราไม่คลายว่า .. ตกลงนี่ถ้ำดาวดึงส์มันอาจจะสวยมากๆ ก็ได้นะ แต่น้องมันห่วงตกปลาเลยมาไซโคเราให้เผ่นกลับไปรึเปล่าเนี่ย..
..
          จากตรงนี้ แก๊งเรายังไม่มีจุดหมายเช่นเดิม แต่คุยกันว่า ขับไปเรื่อยๆ เกาะเส้น 323 ที่จะกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางราชบุรีและนครปฐม หากเจอป้ายท่องเที่ยวสีน้ำเงิน ก็จอดดูกันเลยแล้วกัน.. เพราะว่าข้อมูลเที่ยวกาญจน์แต่ละคนไม่ค่อยจะมีกันเลยค่ะ (แอ้ก็ไม่ค่อยมีด้วยเช่นกันนะ) อยู่ๆ เราก็ขับผ่านป้ายสีน้ำเงินที่เขียนว่า "ช่องเขาขาด" มองหน้ากันแล้วก็โอเค เลี้ยวเลย.. เอ่อ.. แล้วมันคืออะไรวะ.. สารภาพตามตรงว่าคนตกวิชาสังคมศาสตร์อย่างแอ้ ไม่รู้ว่า ช่องเขาขาด คืออะไรจริงๆ ค่ะ
..
          ถึงตอนนี้ คนที่รู้จักช่องเขาขาด (Hellfire Pass) คงจะรู้แล้วว่ามันคืออะไร แต่สำหรับคนไม่ทราบ แอ้ขอเล่าแบบที่แอ้เจอนะคะ คือแอ้เดินย้อนจากจุดปลายสุดมาจุดเริ่มต้น ก็เลยได้รับประสบการณ์ที่แปลกๆ ดี ขอใช้เวลาเล่าถึงที่นี่มากหน่อย เพราะว่าประทับใจกับความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินผ่านช่องเขาขาดจริงๆ ค่ะ เมื่อไปถึงที่จอดรถ เราจะพบอาคารพิพิธภัณฑ์เล็กๆ อยู่ซ้ายมือ และทางเดินที่สวยมากๆ อยู่ทางขวามือ แอ้ ติ๊ก กอล์ฟ เลือกที่จะเดินไปทางขวาเลย เพราะโอริเข้าพิพิธภัณฑ์ไม่ได้แน่ๆ (ตอนจะกลับโดนฝรั่งด่าด้วย) ก็มีเป้เดินตามไปห่างๆ
..
 
..
          ป้ายเมื่อเราไม่มีข้อมูลเลย อ่านแล้วงงมากค่ะ อะไรวะ ช่องอัดอากาศ อะไรคือการเดินบนทางรถไฟ อะไรคือต้องเตรียมน้ำ .. แผนที่ก็ดูแล้วงงมาก ทางเดินมองลงไปเห็นๆ เลยว่า ไต่บันไดสวยๆ ลงไปเยอะมาก .. แต่แล้วแอ้ก็มองไปเห็นทางด้านขวามือที่ลาดๆ ไม่มีบันได แถมยังมีมอสขึ้นเขียว สวยมากๆ พวกเราลองเดินไปทางนั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกันค่ะ.. ยิ่งเดิน ยิ่งลง.. พวกเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า.. ช่องเขาขาดมันคืออะไรวะ แล้วมันคุ้มกับการที่กูต้องมาเดินขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ไหมเนี่ย
..
 
..
          พอเราผ่านจุดสูงสุด และเริ่มเดินดิ่งลงสู่ที่ต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ แอ้ก็เริ่มถอดใจกับชีวิตที่เหลืออยู่แล้วค่ะ แต่ก็ยังคงเดินไปเรื่อยยิงมุกไปเรื่อย แล้วเราก็ลงบันไดคอนกรีตที่สร้างเกาะไปตามความปูดโปนของหินธรรมชาติ ลงไปสู่จุดที่เรียกว่าช่องเขาขาด.. พอถึงตรงนั้นแอ้ก็หยุดฮาทันที ด้วยบรรยากาศเงียบๆ ขรึมๆ ส่วนหนึ่ง และด้วยความจริงที่ว่าที่นั่นคือสถานที่สำหรับรำลึกถึงเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
..
 
..
          ข้อมูลตรงนี้แอ้ย่อให้นะคะ เพราะเราสามารถหาจากอินเตอร์เน็ตได้เยอะอยู่แล้ว เมื่อญี่ปุ่นอยู่ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ญี่ปุ่นได้ยึดย่างกุ้งของพม่าได้สำเร็จ และคิดจะใช้ย่างกุ้งเป็นฐานทัพ แต่การคมนาคม โดยเฉพาะสำหรับการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังย่างกุ้งในเส้นทางอื่นๆ ยังติดขัดและเป็นจุดอ่อนทั้งสิ้น ญี่ปุ่นจึงคิดจะทำทางรถไฟจากไทยเข้าสู่พม่า และได้เกณฑ์เชลยศึก (ส่วนมากชาวอังกฤษกับออสเตรเลีย) ราว 60,000 คน และกรรมกรชาวเอเชียหลายๆ ชาติอีกราว 200,000 คน มาทำทางรถไฟที่เมืองกาญจน์ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถไปเยี่ยมชมและรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียจากสงครามได้ในหลายๆ จุดค่ะ
          ** ชื่อภาษาอังกฤษของช่องเขาขาด คือ Hellfire Pass หรือช่องไฟนรก ที่มีชื่อน่ากลัวเช่นนี้ เพราะว่าตอนก่อสร้างเส้นทางรถไฟ มีการเร่งงาน (ซึ่งญี่ปุ่นจะใช้คำว่า Speedo) ทำให้ในช่องเขามีไฟสว่างวาบตลอดเวลาด้วยการทำงานล่วงเวลามากเกินมนุษยธรรมจะยอมรับได้ ทำให้มีการกล่าวขานว่าไฟที่สว่างนั้นเหมือนกับไฟนรก จึงเป็นที่มาของชื่อช่องเขาขาดนี่เอง
..