แอ้ View my profile

กาญจน์ท่องเที่ยวแห่งแอ้ #1

posted on 09 Jun 2009 12:43 by littlest-aa in Travel directory Travel
..
          เห็นจั่วหัวหลายท่านที่ติดตามบล็อกแอ้คงร้องอ๋อ .. ว่าทริปซ่อมของไอ้แอ้นี่มันคือทริปกาญจน์นี่เอง แอ้ว่าคงไม่มีใครนึกถึงเมืองกาญจน์ เพราะว่าแอ้เพิ่งไปมาแหม่บๆ แต่ว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ที่ที่ประทับใจ เราย่อมอยากไปซ้ำให้มันประทับแน่นๆ นานๆ ยิ่งเพื่อนแอ้มีหลายกลุ่ม ไปเห็นบางสิ่งที่สวยงาม ก็นึกอยากให้เพื่อนรักได้ไปสัมผัสด้วย เราจึงไปกาญจน์กันอีกครั้งค่ะ..
..
          การเดินทางครั้งนี้ ฮากันตลอดอย่างเคย แต่ก็จะเป็นอีกแบบ เพราะว่าเป็นแก๊งพันธมิตรแห่งเบียร์วุ้น ซึ่งมุกและกิจกรรมต่างๆ จะออกแนวผู้ชายๆ หน่อย ไม่เหมือนไปกับแก๊งสาวๆ นะคะ .. ส่วนเรื่องราวในทริป แอ้พยายามไปที่ที่ไม่ค่อยซ้ำค่ะ เพราะว่าเมืองกาญจน์มีที่ท่องเที่ยวและสิ่งที่น่าสนใจตั้งมากมาย ครั้งนี้แอ้ว่าแอ้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกยิ่งกว่าที่เคย แล้วมันรู้สึกยังไงน่ะเหรอ .. ก็ต้องอ่านต่อค่ะ..
..
..
..
 
..
..
....
สมาชิก : แอ้ กอล์ฟ ติ๊ก หมู ต๊ะ เป้ โอริ จีจ้า (6 ชื่อแรกเป็นคน ชื่อที่ 7 เป็นน้องหมา ส่วนชื่อที่ 8 คืออะไรเดี๋ยวรู้ค่ะ)
..
..
          พวกเราออกเดินทางกันตั้งแต่ค่ำวันศุกร์ (อย่างเคยของแก๊ง เหนื่อยไม่กลัว กลัวไม่ได้เที่ยว) ราวสามทุ่มกว่า ก็หลุดออกจากกรุงเทพฯ ตรงไปยัง อ.เมือง กาญจนบุรี ซึ่งแอ้จองที่พักไว้แล้ว เป็นบ้านที่อยู่ในละแวกตัวเมือง เลยสะพานข้ามแม่น้ำแควไปหน่อย เพื่อพักผ่อนก่อนหนึ่งคืน ไม่ต้องรีบร้อนมากค่ะ ราวๆ 5 ทุ่มเราก็ไปถึงที่นั่นและเริ่มต้นก่อไฟ ปิ้งย่าง พร้อมจิบเครื่องดื่มในสายฝนปรอยๆ กันทันที..
..
 
..
          ในระหว่างเดินทางครั้งนี้ เราได้เพื่อนใหม่คืออิจีจ้า มันเป็น GPS ของกอล์ฟ ที่มันชื่ออิจีจ้า เพราะว่าครั้งที่ไปบ้านไร่ตับเต่า เราใช้ GPS ของหมูชื่ออิจีจี้ (แอ้ตั้งชื่อให้พวกมันหมดแหละ จะได้เรียกง่ายๆ) อิจีจี้พาเราหลงซะแทบจะปามันทิ้งจากรถ คราวนี้เรามาลองดูฤทธิ์เดชของจีจ้าบ้างค่ะ ขามากว่าจะงมหาวิธีเปิดและจูนคลื่นมันได้ ก็หาทางขับเองได้ตั้งนานแล้ว แถมอิจีจ้ายังพิรี้พิไรสุดๆ ขับเกิน 100 Km./hr. ก็บ่น แอ้เปรียบเทียบจีจ้าว่าเหมือนแฟนแก่ๆ นั่งรถไปก็บ่นไป .. ส่วนอิจีจี้นั้นเหมือนแฟนสาววัยกระเตาะ น่ารัก ไม่เรื่องมาก แต่เป็นเนฯ ที่ห่วยฉิบ พาหลงเข้าป่ากันดื้อๆ
..
          ค่ำคืนฝนปรอยผ่านไปช้าๆ เรานั่งคุยกันจุ๊กจิ๊ก ถ่ายรูปเล่นโชว์พาว แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอนเมื่ออากาศเริ่มชื้นมากขึ้นด้วยสายฝน และสภาพร่างกายกรึ่มกำลังดี ไม่เพลียจนเกินไปค่ะ
..
          ตื่นเช้า ฝนตกหนักเลย.. แอบคิดแว้บๆ ว่าทริปนี้จะกร่อยไหมนะ แต่แอ้ก็เชื่อในพลังแห่งธรรมชาติค่ะ ว่าจะไม่ทำให้คนตั้งใจดีต้องผิดหวัง เราลาพี่เจ้าของบ้านและขับรถออกมาท่ามกลางฝนพรำๆ ตั้งแต่เช้าโดยจุดมุ่งหมายไม่ชัดเจนนัก เพียงแต่ว่าต้องไปพักที่ที่สองราวเที่ยงวัน ซึ่งยังมีเวลาอีกสองสามชั่วโมงเลยทีเดียว
..
 
..
          หลังจากแวะปั๊มแล้ว เราก็เห็นหนทางชัดขึ้นค่ะ (เพราะถามทาง) จุดหมายต่อไปคืออุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่ามันชื่อนั้น ที่คนเมืองกาญจน์หลายๆ คนบอกเราว่า "ปราสาทเมืองสิงห์" นั่นน่ะ อิจีจ้ามันหาไม่เจอหรอกนะคะ พวกเราเลยขับวนไปวนมา เพราะดันย่ามใจ ไม่ได้เอาแผนที่มาซักกะเล่มเลยค่ะ
..
 
..
          ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท รถคันละ 50 บาท แต่ไม่แน่ใจว่าโอริสามารถเข้าได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือไม่ เราจึงซ่อนมันไว้ช่วงที่ผ่านประตูค่ะ แต่ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า โอรินี่ทำความเดือนร้อนแก่สถานที่น้อยยิ่งกว่าน้อยอีกค่ะ มันแค่นั่งเฉยๆ แล้วก็มองไปมองมาแค่นั้นเอง ดีกว่าพวกมือบอนบางจำพวกซะอีกนะคะ
..
 
..
          อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์นี้ แอ้ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่พอได้เข้าไปเดินข้างในก็พอจะทราบว่าเป็นผลงานที่ได้รับอิทธิพลมาจากขอม สังเกตได้จากรูปลักษณ์ของทั้งตัวสิ่งปลูกสร้างและเทวรูปข้างในด้วยค่ะ ที่นี่ไม่มีคนพลุกพล่านมาก เหมือนเป็นสวนสาธารณะที่สงบๆ และเขียวสดในน้ำฝน นี่แหละข้อดีของการเที่ยวกับสายฝนค่ะ ฝนตกก็ขับรถ พอฝนหยุดก็ลงไปถ่ายรูปกัน
..
 
 
..
          แล้วแอ้ก็ยืมกล้องเพื่อนไปเก็บภาพมุมกว้างมาฝากค่ะ กล้องแอ้นี่จะถ่ายรูปปราสาทที่กาญจน์ ถอยไปยันราชบุรียังเก็บภาพมุมกว้างไม่หมดเลย (ใช้กล้องมั่วไปหมด อยากเก็บภาพอะไรที่กล้องตัวเองทำไม่ได้ ก็ไปหิ้วของเพื่อนมากดเลย.. แหะๆ ..เพื่อท่านผู้อ่านเลยนะเนี่ย..)
..
 
 
..
          สังเกตเห็นสนามหญ้าอันเรียบแปล้ไหมคะ แอ้ชื่นชมมันมากเลย พอเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งถอนหญ้าเป็นกองๆ เลยปรี่เข้าไปถาม ได้ความรู้ใหม่มาค่ะ ลุงบอกลุงถอนหญ้า "เห็ดหอย" (แหม.. ชื่อน่ารักจริงๆ) ออกจากสนาม เพราะว่าหญ้านี้จะทำให้หญ้าญี่ปุ่นที่ปลูกไว้ตายหมด และแอ้ลองถอนดูแล้ว ถอนยากมากค่ะ ต้องใช้เหล็กแหลมเหมือนสิ่วที่เล็กๆ แซะรากมันออกทีละเส้น ทีละเส้น.. คุณลุงบอกว่า ลานตรงหน้าแกนี่ ทำทั้งวันก็ไม่หมด
..
 
..
          เมื่อยน่ะยังไม่เท่าไหร่ แต่ฝนเริ่มหนาเม็ด และบรรดาสมาชิกต่างก็หิวกันแล้ว เราจึงรีบเดินทางออกจากอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ โดยไม่ลืมที่จะวนรถไปด้านนอกซากกำแพงเมืองเก่า เพื่อแวะชมโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อายุราว 2000 ปีเสียก่อนค่ะ ตรงนี้แอ้และผองเพื่อนต่างก็แข่งกันถ่ายรูปว่า ใครจะถ่ายได้น่ากลัวที่สุด.. ซะงั้นน่ะ..
..
 
.. 
          ดูจากโครงกระดูกที่เหลือแล้ว ความสูงของเขาไม่ค่อยต่างจากเรามากนักนะคะ รอบๆ โครงกระดูกมีไหที่ใส่อาหาร (อ่านจากป้าย) และผู้ทำพิธีได้แต่งตัวศพ และตบแต่งด้วยกำไลอย่างดี เหมือนเป็นความเชื่อที่ให้นำไปใช้ในชีวิตหลังความตายด้วยค่ะ ด้านหลังสุดของอุทยานแห่งนี้ติดแม่น้ำแคว คงเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามทั้งสำหรับคนมาชม และสำหรับผู้ที่นอนสงบอยู่ตรงนี้ด้วยแหละเนอะ แอ้ว่านะคะ..
..
..
..
          หิวกันแล้ว.. เมืองกาญจน์ก็ช่างเป็นจังหวัดที่กว้างใหญ่ ร้านข้าวสักร้านก็หากันไม่เจอ ขับวนไปวนมา อยู่ๆ ก็เจอร้านป้าริมทางรถไฟ พวกเราเลยจอดป้าบเข้าให้ และกรูกันเข้าไปสั่งข้าว สร้างความตื่นเต้นตกใจให้ป้าซึ่งวันๆ น่าจะรับแขกพร้อมๆ กันไม่เกินครั้งละ 3 คน แกเลยรับออเดอร์และทำอาหารมั่วไปหมด .. แต่อย่างไรเราก็ได้อิ่มกันนะคะ บางจานอร่อย บางจานไม่อร่อย พวกเราตั้งชื่อร้านให้ป้าแกทันทีว่า "ป้าจืดเค็ม"
..
 
..
          ป้ายังมีทีเด็ดส่งท้าย เมื่อเราทานกันเรียบร้อย เจ้าหมูไปถามทางป้าเผื่อไว้กรณีที่จีจ้าไร้ประโยชน์ถ้าเราพิมพ์อะไรผิดอีก หมูเดินเข้าไปหาป้าถึงหน้าเตา ทำหน้าเอี้ยมเฟี้ยมเรียบร้อยสุดๆ ตอนถาม
..
          หมู : ป้าครับ นี่พวกผมจะไปไทรโยคใหญ่กันต่อ ไปทางไหนดีครับป้า
          ป้าจืดเค็ม : อ๋อ.. มาทางไหนไปทางนั้นเลยนะ
          หมู : Oo"
          ป้าจืดเค็ม : เนี่ย พวกคุณมาจากทางนั้นใช่มั้ย ก็กลับไปทางนั้น พอเลี้ยวซ้ายแล้วก็ตรงไปเลย ไป๊...
..
          แหะๆ ป้าไม่ได้โหดกับเราหรอกค่ะ แกตั้งใจจะช่วยนั่นแหละ แต่สำนวนแกออกจะแปลกๆ ไปสักหน่อย เป็นเรื่องให้เอามาขำกันได้อีกหลายๆ รอบเลยค่ะ
..
          เมื่อเราเดินทางแบบ "มาทางไหนไปทางนั้น" ได้สักระยะ ก็เข้าสู่เส้นทางปกติ และจะตรงไปยังอุทยานไทรโยค อากาศที่โปร่งได้สักแป๊บก็เซย์บ๊ายบาย ฝนซัดลงมาหนักมาก ตอนที่พวกเราเข้าสู่เขตอุทยาน แอ้ก็แอบคิดด้วยความท้อใจว่า ทำไมมันไม่รอซักหน่อยค่อยตกว้าเนี่ย..
..
          ที่นี่นั่นเองที่ทำให้เกิดทริปนี้ จากครั้งก่อนทริปสังขละฯ แอ้ได้แวะที่ไทรโยคใหญ่แค่ไม่นานนัก แต่อยากกลับมานอนที่นี่มากๆ จึงลากเพื่อนๆ สนิทมา (ให้แอ้) แก้มือกันที่นี่ดีกว่า แพที่จองยี่ห้อสี่พี่น้องค่ะ เจ้าของแพคนที่มาดูแลเราเป็นสาวหน้าคมชื่อพี่ดา (ซึ่งก็เรียกแอ้ว่าพี่แอ้อย่างไม่ลดละ ต่างคนต่างเรียกพี่กันไปมา) เราซื้อข้าวของที่ยังขาด และขนของไปลงเรือ ท่ามกลางฝนโปรยปราย และทางเดินที่ลื่นเป็นบ้า และแล้วพวกเราก็ปลอดภัยอยู่บนแพได้ซะทีค่ะ
..
 
..
          แอ้กะไว้แล้วว่าตอนนี้ไทรโยคจะต้องเปลี่ยนสี ไม่ได้มีสีสดอย่างที่มาเดือนก่อน (โปรดคลิกกลับไปดูที่ทริปสังขละฯ นะคะ จะได้เห็นความแตกต่าง) แต่สเน่ห์ของสายน้ำก็ยังคงดึงดูดชาวเราให้มาเยือนที่นี่อีกครั้ง เพื่อนๆ แอ้ชอบมาก แม้ว่าฝนจะยังตกปรอยๆ แต่ตอนลากแพไปชมน้ำตก เพื่อนๆ ก็ยังออกปากอยู่ดีว่า "มิน่าล่ะ คนเขาถึงชอบมาล่องแพกาญจน์กัน"
..
..
          เมื่อแพจอดที่ชายหาดเรียบร้อย ชาวคณะถ่ายรูปกันหนำใจ ก็ได้เวลาเล่นน้ำ ซึ่งฝนจะตกไม่ตก ตอนนี้เราก็ลดความสนใจลงไปเยอะเลยค่ะ มาว่ายน้ำ และโชว์โดดน้ำกันดีกว่า.. สร้างสรรค์จริงๆ .. อ้อ งานนี้ มือกล้องภาพกระโดดนี่เป็นแอ้คนเดียวล้วนๆ เลย.. อยากโดดเองแต่กลัวเจ็บค่ะ.. สมัครเป็นตากล้องดีกว่า..
..
..
          บรรยากาศเรียบๆ ง่ายๆ เงียบๆ สไตล์ชาวแพ นานๆ จะมีเสียงหัวเราะมาจากแพข้างๆ (ห่างกันราวๆ ร้อยเมตรได้ค่ะ) ส่วนฝั่งเขาอาจจะได้ยินเสียงหัวเราะจากพวกเราถี่หน่อย ขยันยิงมุกกันเหลือเกิน
..
..