แอ้ View my profile

เป็นไข้ ~ ไปสังขละฯ #3

posted on 19 May 2009 12:23 by littlest-aa in Travel

ความเดิมตอนที่แล้ว 

.. 

          ภาคสามของทริปไตรภาคมาแล้วค่า (ช้าไปหลายๆ วันเลย) .. ภาคสองติดฮอทโพสต์ด้วย ดีใจจัง ขอบคุณที่ชอบนะคะ สำหรับการเดินทางในวันที่สามนี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสังขละฯ แล้วค่ะ แต่ขอใช้ชื่อเดิมเพื่อความสอดคล้องต่อเนื่องก็แล้วกันเนอะ มาติดตามความตื่นเต้น กับสัตว์ประหลาดในบ้านกลางสวน กับความงดงามที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกันต่อเลยค่ะ

..

..

          จากที่เล่าถึงความดิบของบ้านพักในสวนที่ทำให้แอ้นอนไม่หลับ เพราะภูมิแพ้กำเริบ (อันนี้ไม่โทษใครค่ะ รู้ตัวดีว่าป่วย แต่ไม่พกยา ก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ) ก็เลยกลับมามีสติแต่เช้ากว่าใคร คือประมาณตีห้ากว่าๆ ฟ้ายังมืด แต่ก็มองเห็นตาคนขับรถคู่อริ เดินท่อมๆ ไปมาอยู่หน้าบ้าน (ซึ่งแกมาสารภาพทีหลังว่า ที่แกป้วนเปี้ยนอยู่กับพวกเรานานไปหน่อย เพราะว่าแกกลัว ไม่อยากอยู่มืดๆ คนเดียว !! ป๊อดจริงเว่ย แต่ก็ยังดีกว่าที่แอ้คิด เพราะว่าเพื่อนๆ น่ารักไง เลยไม่ชอบที่เขามาวุ่นวายมาก เหมือนลามไปหน่อย) 

          แอ้ตื่นเช้ากว่าใครๆ สำรวจห้องน้ำห้องท่า พบว่าน้องปาดตัวเขื่องมาเกาะตาโปนมันวาวขนาดเท่ากระดุมเสื้ออยู่หลังประตูกั้นระหว่างห้องโถงกับห้องน้ำห้องครัว แถมยังมีอีกตัวอยู่หลังประตูห้องน้ำ อื้อหือ.. แล้วตูจะวี๊ดตุ้มยังไงล่ะเนี่ย แอ้ไม่ได้ถ่ายรูปน้องปาดมา สำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยรู้จักเจ้าตัวนี้ มันหน้าตาเหมือนกบค่ะ แต่จะบางๆ กว่ากบหน่อย ที่เราเจอทั่วไปนั้นมีขนาดเล็กกว่ากบเยอะ แต่เจ้าสองตัวหลังบานประตูนี่ อวบอ้วนมากเลย ความน่ากรึ๋ยยย.. ของมันก็คือ เวลามันตกใจ มันจะกระโดดมั่วแบบไร้ทิศทาง แต่ถ้าเกาะป้าบ! เข้าที่ผิวหนังเราแล้ว จะได้รับสัมผัสที่เย็นๆ ชืดๆ และก็เกาะเหนียวแน่น แกะยากมากๆ  >>คลิกไปดูรูปน้องปาดที่ชาวบ้านเขาโพสต์ไว้<<

          เช้านั้นบ้านวังวารินทร์จึงมีเสียงกรี๊ดเป็นระยะๆ และเจ้าต้าแอบดูหนุ่มเดียวของเราอาบน้ำในห้องเปิดประทุน (ห้องอาบน้ำเอาท์ดอร์ด้านหลัง) ส่วนแอ้ก็เปิดฉากไอและมีไข้นิดๆ อย่างทรมาน ต้องรีบต้มน้ำชงมาม่ามาลวกคอแต่มืดทีเดียว

..

..

          ภาพบ้านที่เราพัก ส่วนมากเอามาจากกล้องเพื่อนๆ ค่ะ แอ้ไม่ได้ถ่ายภาพบ้านไว้เลย เพราะมัวแต่ไปเดินสำรวจนี่นั่นรอบๆ บ้านอยู่ ช่วยโฆษณาซะหน่อย กับบ้านบรรยากาศแบบใจกลางสวน สวย เท่ห์ อินดี้ และอุดมไปด้วยสรรพสัตว์ ที่ทำให้สาวๆ กรี๊ดยิ่งกว่าเจอเรนมาดีดดิ้นอยู่ตรงหน้าบวกกับออแลนโด้บลูมในเสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อ (สมมติเองจะกรี๊ดเองเอ้า..)

..

..

          กว่าจะเดินทางออกจากบ้านวังวารินทร์ได้ ก็ขอบอกเลยว่าโอ้เอ้ไม่ใช่เล่น เพราะว่าทางคุณลุงเจ้าของก็คุยเก่งซะด้วยค่ะ แถมก่อนเกษียณ คุณลุงก็มีอาชีพไม่ธรรมดาเลยนะคะ เป็นถึงศัลยแพทย์สมองที่โรงพยาบาลชื่อดังเลยแหละ (พวกเราก็เริ่มมีหวังว่าจะฝากรักษาเจี๊ยบ เผื่อเจี๊ยบจะหายบ้า) แต่แล้วพวกเราก็ต้องเดินทางต่อกันอยู่ดี ตอนแรกเราว่าจะแวะกันที่ถ้ำดาวดึงษ์เป็นที่แรก แต่จากการสอบถามข้อมูลพบว่า ต้องเดินไกลและไต่บันไดในถ้ำ ซึ่งจะทำให้เสียเวลาวันสุดท้ายของเรามากเกินไป เราจึงตรงไปที่น้ำตกไทรโยคใหญ่เลยทีเดียวค่ะ

..

..

          แอ้สารภาพก่อนว่า น้ำตกไทรโยคใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จักเนี่ย แอ้ไม่เคยมา และเป็นคนไม่ชอบดูรูปมาก่อนซะด้วย พอเจอสดๆ เลยตะลึงเหมือนโดนคาถานะจังงังไปเลย .. น้ำจืดบ้าอะไรเนี่ย สวยมากกกกก..  ตายแล้วอยากจะกรี๊ดเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง

..

..

กลอนไทรโยคที่ป้ายในอุทยาน 

ถึงไทรโยค ไม่มีไทร ที่ไหนโยค

หรือไทรโศก โยกไปซบ หลบอยู่ไหน

เห็นแต่สัก อักโข โตเต็มไพร

ไม่มีไทร สักต้น จนใจจริง

เขาเล่าว่า เจ้าสัก หลงรักไทร

เข้ารุกไล่ ปลุกปล้ำ ทำสุงสิง

ไทรวิโยค โศกทรุด สุดประวิง

ทอดต้นกลิ้ง ลงน้ำ เสียงครามโครม

ตัดใจพราก จากผา ที่อาศัย

ขอฝากไว้ แต่ชื่อ บันลือโฉม

ว่าไทรโยค น้ำตกผา ซ่าๆ โครม

งามพอโน้ม จิตให้ คลายอาวรณ์

..

..

..

          ก่อนมาที่นี่ เคยคิดว่าการไปเที่ยว "แพเมืองกาญจน์" นั้น น่าจะเป็นอารมณ์ของกลุ่มเพื่อน ไปเฮฮา ไม่เน้นสถานที่ ไม่เน้นสวย ก็แปลกดีที่เพิ่งมาเห็นกับตาว่าสวยได้ขนาดนี้ ถ้าใครมีข้อมูลเบื้องลึก ช่วยบอกแอ้หน่อยนะคะว่า ที่นี่สวยเฉพาะเดือนที่แอ้ไปรึเปล่า หรือว่าเขาสวยของเขาอย่างนี้ทั้งปี เพราะว่าเห็นสีฟ้าๆ เขียวๆ แล้วใจจะละลายซะให้ได้ อยากจะนอนต่อที่นี่อีกคืนจริงๆ แต่ต้องกลับไปทำงานแล้ว..

          พอเพื่อนๆ มากันครบ เราก็ลงเรือหางยาวกันค่ะ

..

..

          ตลอดทางที่เรือแล่นไป กระแสน้ำแรงมาก คนที่เล่นน้ำต้องใส่ชูชีพ และยังต้องเกาะเชือกที่ผูกเอาไว้แน่นหนาด้วยค่ะ แต่น้ำสะอาด มองไม่เห็นขยะแม้แต่ชิ้นเดียว แพที่เห็นล้วนแต่ตกแต่งสวยงามและลูกเล่นเพียบ (เช่น บันไดแบบสระว่ายน้ำไว้ปีนขึ้นลง, เปลถักสีขาวสวยไฮโซ ท่าทางน่าสบาย, เก้าอี้หวายที่เห็นแล้วอยากจะโดดไปนอนพร้อมหนังสือโปรดสักเล่ม ฯลฯ

..

          ได้เวลาก็ต้องออกเดินทางกันต่อ ระหว่างนั้นแอ้ก็ได้มีโอกาสดีมากๆ ที่ได้ครอบครองหนังสือ Passport ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแล้ว.. เย้.. ราคาแค่ 60 บาทเอง ได้ประทับตราของไทรโยคเป็นที่แรกเลยค่ะ ชีวิตคือการเดินทาง มาดูกันว่าพวกเราไปไหนกันต่อ.. ฮ่าๆๆ .. (จริงๆ น้องๆ ที่รักได้โดดเป็นที่ระลึกในอุทยานด้วยค่ะ แต่รูปมันตลกม้าก..มาก.. ไม่เอามาลงดีกว่า เดี๋ยวจะฮาเกิน อย่างกับนางอัปสราเหินเวหามาเที่ยวแน่ะ (กลัวน้องมันด่าเอา))

..

..

          เราเดินทางไปยังสถานีรถไฟที่น้ำตกไทรโยคน้อย แต่ไมได้เข้าไปที่น้ำตกนะคะ แค่ทานข้าวก็จะได้เวลารถไฟมาแล้ว.. อาหารตามสั่งราคาบ้านๆ ฝีมือจัดจ้านไม่เบาเลยค่ะ (ของแอ้ตบด้วยไอติม เข้ากับบรรยากาศฝนพรำๆ)

..

..

          เอ้านั่น.. รถไฟมาแล้ว.. มหาชนก็กรูกันขึ้นไปค่ะ สู้เขาไม่ค่อยได้เท่าไหร่ .. ก็บอกแล้วว่าไม่สู้คนเนาะ

..

..

          เวลาผ่านไปพอประมาณ กำลังเมื่อยตูด เราก็มาถึงสถานีสะพานข้ามแม่น้ำแควแล้ว.. ผู้คนด้านล่างมากมายเหลือเกินค่ะ ส่วนมากน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับมากกว่าผู้เดินทางสัญจร

..

.. 

         โทร.เรียกตาคนขับรถตู้ ปรากฏว่ามารออยู่ใกล้ๆ แล้วตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ และเวลาที่มาถึงก็เหมาะเหม็งกับการเดินทางกลับทีเดียวค่ะ

..

.. 

          เจ้าต้าที่ซ่ามาตลอดทริป เผยไต๋ว่าเป็นโรคกลัวความสูงบนสะพานนี้เองค่ะ.. ส่วนแอ้ซึ่งระแวงนั่นระวังนี่ตลอดเวลา ไต่เดี๊ยะๆ ที่ริมนอก (ไม่ใช่ตรงกลางราง) เดินแซงผู้คนไปมา เพราะว่าแอ้ไม่ค่อยกลัวสูงเท่าไหร่ ว่าแต่ว่าอิฝรั่ง 4 คนนี่.. หล่อล่ำจริงๆ นะคะ..

..

..

..

..

หมายเหตุ : เดินทางอย่างฉลุย ถึงกรุงเทพฯ ในเวลาอันพอเหมาะ สามารถจะกลับไปดูแจ๋วใจร้ายฯ ได้ทัน แต่รถกลับติดบรรลัยบนทางข้ามบรมราชชนนี (ทราบทีหลังว่าฝนตก ถนนลื่น รถชนกัน 6 คันแน่ะ) แอ้กลับมาถึงก็ป่วยหนักเลยค่ะ ทั้งไข้ทั้งไอ กลับมานอนซมอยู่หลายวัน แต่ตอนนี้หายดีแล้วค่ะ พร้อมที่จะออกซิ่งอีกครั้ง..

..

แต่เอ๊ะ.. เหมือนแอ้จะบอกไว้ว่าจะหยุดเที่ยว หรืออะไรคล้ายๆ อย่างนี้รึเปล่านะ..

ฮ่าๆๆๆ

..

..

..

..

ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่สำคัญที่ติดค้างไว้

     1. วัดจมน้ำ ; คือวัดเก่าที่หลวงพ่ออุตตมะ และชาวมอญร่วมใจกันสร้างไว้ ซึ่งจะต้องจมน้ำเมื่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์เสร็จ จึงย้ายไปอยู่ที่สูงขึ้น กลายเป็นวัดวังก์วิเวการามนั่นเองค่ะ

     2. ด่านเจดีย์สามองค์ ; เดิมเรียกเจดีย์สามองค์นี้ว่า หินสามกอง ซึ่งเป็นที่สักการะของคนไทยที่จะเดินทางเข้าประเทศพม่า ต่อมาในสมัยพระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี ได้นำชาวบ้านก่อสร้างเป็นเจดีย์สามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน

..

..

=========

สารบัญตะลอนๆ

=========

Comment

Comment:

Tweet

ทุกครั้งที่ผมไปไทรโยคก็มักจะไปแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านโต๊ะเรือเจ๊มะลิตลอด เพราะร้านนี้ขายมาตั้งแต่ถนน 323 ยังเป็นทางลูกรัง สมัยก่อนเป็นร้านเล็กๆ มีเรือแค่ลำเดียว ตอนนี้เรือเต็มร้านไปหมด ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อยมากๆๆ ที่สำคัญคืออัธยาศัยเจ้าของร้านดีมาก พูดถึงแล้วก็ให้นึกอยากกินก๋วยเตี๋ยวขึ้นมา ที่คุณแอ้บอกว่าก๋วยเตี๋ยวไม่อร่อยอาจจะเป็นเพราะไม่สบายรึเปล่าครับ วันหลังหายดีแล้วลองแวะไปกินใหม่เชื่อว่า คุณน่าจะต้องรู้สึกดีอย่างที่ผมและลูกค้าประจำอีกเป็นจำนวนมากรับรู้ได้นะครับ..

#46 By เจริญ (125.27.159.227) on 2011-03-29 13:48

อยากไปเที่ยวบ้างจังconfused smile
..
.
แต่ช่วงนี่งานเยอะ
แย่จัง sadangry smile

#45 By nawk__kwan on 2009-09-16 17:13

open-mounthed smile open-mounthed smile

#44 By mp3 (222.123.143.55) on 2009-07-08 16:41

น่าไปจังแต่ว่าช่วงนี้มันน่าฝนน่าหน่า
จะมีน้ำป่าเปล่าวนี่
แวะไปทักทายกันได้เน้อออ
โอ้ววววววววววววววววว
น้ำใสมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

น่าโดดมากค่า โฮ้ววววววววววว Hot! Hot! Hot!

#40 By iDoi* on 2009-05-20 23:28

อากาศดีน่าไปเที่ยวจังเรยย

#39 By Popopure on 2009-05-20 19:56

อ่านมาทั้งหมดเพลินๆ ลืมสิ้นทุกคำพูดตอนเห็นกองทัพกล้ามแน่นเนี่ยล่ะค่าคุณแอ ไบเซฟของพวกเขาช่างยั่วยวนยิ่งนัก


มีวี่แววว่าจะได้หมายข่าวไปสังขละในเร็วๆนี้เหมือนกัน
แ่ต่ลุ้นๆอยู่ว่าหวยจะตกที่กาญฯ หรือนครสวรรค์กันแน่


เห็นเรื่องราวและรูปภาพจากคุณแอ้ยังงี้แล้วก