แอ้ View my profile

เป็นไข้ ~ ไปสังขละฯ #2

posted on 15 May 2009 14:57 by littlest-aa in Travel
.. 
          มาเล่าต่อโดยพลันค่ะ เพื่อไม่ให้อารมณ์สนุกขาดตอน สำหรับท่านที่เพิ่งเข้ามาเจอบล็อกแอ้ ติดตามอ่านความเดิมตอนที่แล้วด้วยนะคะ จะได้แซ่บถึงอรรถรสการออกซิ่งในทริปเฮฮาสามัคคีกันยิงมุก ทริปนี้.. ส่วนเรื่องราวในเช้าวันใหม่ที่สังขละบุรี จะเป็นเช่นไรนั้น ตามมาให้ติดๆ เลยนะคะ
..
          การนอนแพคืนที่ผ่านมา มีคนนอนในห้อง 2 ห้อง 5 คน นอนข้างนอกอีก 4 คนแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ในฐานะที่เคยไปตกระกำลำบากมาด้วยกัน แอ้เลยนอนนอกห้อง ฝั่งเดียวกับไอ้เจี๊ยบ และตื่นด้วยเสียงบ่นของมันตอนเกือบหกโมงว่า "พระจันทร์แม่งสว่างมาก.. ไอ้แพข้างๆ แม่งร้องเพลงทั้งคืน (แถมเพลงแม่งยังเก่าอีกนะ)"
..
          แพข้างๆ ไม่ได้ใกล้เรามากนะคะ ห่างกันราวๆ 100 เมตรได้ (อาจจะเกินด้วยซ้ำ) แต่รอบๆ ข้างมันเงียบเหลือเกิน ก็เลยทำให้เพื่อนๆ รำคาญ แต่แอ้หลับสนิทเลย (แอ้ต้องเลือกที่นอนที่ชิดในและมีคนกั้นไว้หน่อย แถมด้วยนอนในถุงนอนล็อคไว้อีกที เพราะว่าเป็นมนุษย์ละเมอค่ะ อาจจะเดินละเมอหล่นน้ำได้)
.. 
          ล้างหน้าแปรงฟันกันแล้ว เรือก็มารับ แอ้เกือบตกน้ำด้วยค่ะ เพราะว่ากำลังจะก้าวแล้วลุงแกดันผลักเรือออก (เพื่อจะให้ท้ายมันชิด) แอ้ยกขาไปแล้ว เสียหลักอย่างแรง ถ้าพุ่งลงไปในเรือ ก็อาจจะล่มได้ เพราะเรือเล็กมาก เลยทิ้งตัวลงด้านหลังแทน (กลับมาคราวนี้ ตัวช้ำเป็นจ้ำๆ ไปทั่วเลยค่ะ)
..
..
  
 
.. 
        เราเดินสบายๆ ข้ามสะพานมอญ แล้วก็ไปเตรียมใส่บาตร มีนักท่องเที่ยวมาใส่บาตรกันเยอะมากค่ะ
แต่ชาวกล้องใหญ่ที่ถือกล้องจ่อเล็งพระรอเก็บภาพเทพๆ ก็เพียบเลย มองดูด้วยตาเปล่าไม่ผ่านเลนส์แล้วก็รู้สึกว่าไม่สวยงามเท่าไหร่
..
 
..
          ที่เห็นในภาพเป็นถาดๆ นั่นป้าคิดถาดละ 100 บาท พร้อมแท็คติกในการใส่บาตร คือให้ใส่บาตรพระรูปแรกด้วยข้าว 1 ทัพพี และห่อเทียน 1 ห่อ รูปต่อไปเป็นข้าว 1 ทัพพี กับอะไรก็ได้ 1 ชิ้นไปเรื่อยๆ จนหมดทุกชิ้นในบาตร (ใส่ได้ประมาณสิบกว่ารูปค่ะ) ในถาดจะมีกับข้าวสองสามอย่าง มีน้ำเปล่า มีน้ำผลไม้ มีมาม่าด้วย เสร็จสรรพก็ไปเอาแก้วน้ำเล็กๆ กับจานรอง มากรวดน้ำได้เลย ป้าให้กรวดใส่ถาดข้าว แต่บ้านแอ้ให้กรวดใส่โคนต้นไม้ค่ะ (ทางเหนือก็ใส่โคนต้นไม้)
..
          เสร็จแล้วพิธีกรรมอันงดงามตามอย่างพุทธ
          ทีนี้ก็ความงดงามตามอย่างแอ้บ้างล่ะ
..
..
          หลังจากทานโจ๊กอร่อยเด็ดเสร็จแล้ว เราก็เดินชิลๆ ข้ามกลับมาอีกฝั่ง อากาศเริ่มร้อนขึ้นนิดนึง..
..
 
..
          กลับมาถึงที่ท่าจอดแพ แพของพวกเราก็ถูกลากมาจอดที่ตีนสะพานมอญเรียบร้อยแล้ว ตามที่เราได้บอกไว้ค่ะ ระหว่างนี้ก็ผลัดกับอาบน้ำอาบท่า (เพราะต่อน้ำเข้ามาได้แล้ว แต่ดันขุ่นกว่าน้ำเขื่อนซะอีก) และซาบซึ้งกับบรรยากาศแสนดีที่เราจะต้องบ๊ายบายแต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะว่าเราเป็นยิปซีขี้เบื่อ จึงต้องรอนแรมหาที่นอนใหม่ในค่ำคืนต่อไป
..
 
..
          ทำธุระเสร็จ ระหว่างรอเรือมารับ อากาศตอนสายๆ สบายดี เล่นเอาเคลิ้ม เจ้าหมาขาวตัวนี้เป็นหมาของลุงชาวแพแถวนี้ ฉลาดและน่ารักมาก เลยได้ปาท่องโก๋ไปหลายตัว แค่โชว์ยืนสองขาเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายพอโดนแกล้งจะผลักลงน้ำ เลยเผ่นหนีแทบไม่ทัน (อาจเป็นเพราะว่ามันอิ่มแล้วด้วยแหละ)
..
 
..
          พอเรือมารับ เราก็ฝ่าเปลวแดด กลับไปยังท่าเรือที่ลงเรือมา ตอนนั้นแดดเผามาวันครึ่ง แสบตัวไปหมดแล้วค่ะ แต่ก็คิดซะว่า จากนี้ไปก็ปิดฤดูท่องเที่ยวแล้ว.. แอ้คงมีเวลาพักฟื้นรักษาหนังหน้ามากขึ้น.. (หวังว่านะคะ)

          ทันทีที่มาถึงบันไดสูงๆ ขากลับขึ้นไปยังตัวรีสอร์ท มองเสยขึ้นไปก็แทบหมดแรง แอ้เลยตัดสินใจวิ่งขึ้นไปให้เร็วที่สุด พอไม่ไหวก็หยุด แล้ววิ่งต่อ หอบจนหายใจแทบไม่ทันแน่ะ เกลียดบันไดจัง.. อะไรที่ไม่ชอบยิ่งต้องรีบๆ ทำให้มันเสร็จๆ ไป จะได้ไปสำราญกับสิ่งที่รักต่อค่ะ
..
 
..
..
..
..

[บทที่ ๒ : ชะโงกทัวร์อันแสนเหน็ดเหนื่อย] 
..

          วันที่สองนี้ เป็นวันที่ค่อนข้างเหนื่อย และสับสน เพราะว่าอยู่ระหว่างการเดินทางระหว่างที่พักที่ 1 ไปยังที่พักที่ 2 ซึ่งคนจองเป็นคนละคนกัน จากที่แรกซึ่งเราชอบกันมากๆ ก็เริ่มกังวลว่าที่ที่สองจะเจ๋งได้เท่าที่แรกไหม
แต่ก่อนอื่นไปฝ่าเปลวแดดกันต่อก่อนค่ะ

          ที่จุดชมวิวสังขละบุรี ตรงนี้ซึ่งเราจะมองเห็นจากสะพานมอญ แอ้หลบอยู่ในศาลาก่อน เพราะร้อนเกิน ลมจะใส่อยู่แล้ว
..
 
..
          แล้วก็ไปสักการะ ที่เจดีย์พุทธคยา (จำลอง) ซึ่งท่ามกลางแดดร้อนๆ พอเข้าไปปุ๊บก็เย็นปั๊บ แต่ถ่ายรูปยาก เพราะว่าพื้นที่แคบค่ะ ใครถ่ายมาก็เห็นจะได้แต่มุมนี้แหละ (ใครมีมุมอื่น เอามาอวดแอ้บ้างนะคะ)
..
 
 
..
          ที่นี่มีต้นสาละใหญ่ๆ ดอกดกๆ อยู่สองต้น ใต้โคนต้นมีรอยการปักเทียนเต็มไปหมด ดอกสาละดอกใหญ่สมบูรณ์ สวยงามมาก มีผึ้งตัวเล็กๆ ตอมเยอะมากค่ะ สำหรับท่านที่ไม่ทราบประวัติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติใต้ต้นนี้ค่ะ ปัจจุบันเป็นต้นไม้หายาก (ที่สวนหลวง ร.9 มี 1 ต้น แต่ไม่งามเท่าที่นี่)
..
 
..
          จากเจดีย์พุทธคยา เราก็กระดึ๊บไปอีกหน่อย ที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ ความร้อนแรงของแดดยังไม่ลดลงค่ะ เลยแวะที่นี่กันแค่แป๊บเดียวพอ ข้อมงข้อมูลอะไร คุณแอ้ไม่ได้จดจำมาฝากท่านผู้อ่านเลยค่ะ เพราะเมาแดดไปซะแล้ว แถมหิวกาแฟจะลงแดงอีกต่างหาก (งามนะคะที่นี่ จริงๆ แล้วควรที่จะมีเวลาให้สัก 1 ชั่วโมงค่ะ)
..
 
 
..
           หลังจากนี้ เราก็ขอเดินทางไกลอีกซักนิด เพื่อตากแอร์ในรถหน่อย เพราะว่าป้าๆ จะเป็นลมกันแล้ว (แน่นอนรวมป้าแอ้ด้วย) ไปชมเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ค่ะ อ้อ..ก่อนอื่น แวะนี่ด้วยค่ะ ของเขาอร่อยจริงๆ นะ แต่ทำช้าซักนิด ต้องใจเย็นๆ
..
 
..
           ระหว่างทางไปยังด่านเจดีย์สามองค์ เจอด่านตรวจของทหารเยอะแยะ ถึงขนาดเปิดรถดูหน้าดูตากันเลยทีเดียว พวกเราก็แซวกันเองเป็นที่ครึกครื้นว่าจะเอาไอ้เจี๊ยบไปส่งคืนประเทศพม่า
..
           พิม : เจี๊ยบมันไม่สบายอะ มันกินกาแฟเยอะเกินแล้วมันใจเต้น
           แอ้ : อ้าว เจี๊ยบไหวมั้ยวะ ทำไงดีเนี่ย
           พิม : ก็พิมบอกแล้วให้กินน้ำเข้าไปเยอะๆ
           เจี๊ยบ : ไม่เอาๆ
           แอ้ : กินเข้าไปเถอะน่าเจี๊ยบ รู้มั้ยว่าเราออกมากันไกลขนาดนี้ ถ้าเจี๊ยบเป็นอะไรไปมันจะลำบากนะ คือมันไกลโรงพยาบาลสัตว์น่ะ พี่เป็นห่วง
..
           นานพอที่เราจะสบายตัวกับแอร์ (ประมาณ 15 นาทีแค่นั้นเอง) เราก็ไปถึงด่านค่ะ
..
           เอ่อ.. เนี่ยค่ะ ด่านเจดีย์สามองค์..
..
 
..
           รอบๆ บริเวณ มีร้านค้าขายของฝากของที่ระลึก ซึ่งเมืองกาญจน์ เป็นจังหวัดที่ไม่เห็นมีอะไรเป็นของที่ระลึกเลย คือมาเที่ยวเนี่ย ดีที่สุดแล้ว จะให้หิ้วอะไรไปฝากก็คงจะสื่อไม่ได้ถึงความเป็นที่นี่..
..
..
           ตรงนี้ก็ถ่ายรูปกันค่ะ ไม่มีกิจกรรมอะไรมากมายไปกว่านี้
..
 
..
..
..
           ในเวลาต่อมา .. เนื่องจากโน๊ตบุ๊คที่ปกติแอ้จะหิ้วไปไหนๆ ด้วยเสมอ มันดันเจ๊งไปซะแล้ว ทริปนี้เราจึงอนาถกันมาก เพราะการ์ดกล้องค่อนข้างจะเต็มกัน แอ้ไปขอใช้คอมพ์ที่ร้านอาหารหน้าน้ำตกเกริงกระเวียตอนที่พักทานข้าว เพื่อเคลียร์การ์ดกล้องได้คนละนิดละหน่อย แบ่งๆ กันไป (เพราะว่า Card reader ก็ไม่ค่อยจะดี เลยถ่ายข้อมูลช้าจัด <-- จะมีอะไรสมประกอบบ้างไหมเนี่ยคนนี้)
..
 
.. 
..
..
          พอทานข้าวเสร็จ ก็มีการหยั่งเสียงกันดูนิดหน่อย เนื่องจากมีบางส่วนเห็นว่า เส้นนี้ไม่มีอะไรน่าแวะแล้ว จึงอยากจะลองไปเสี่ยงดูที่ อช.ทองผาภูมิ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปค่ะ ดีแล้วแหละ เพราะว่าคนเยอะนี่ไม่ควรเปลี่ยนแผนปุ๊บปั๊บ ถ้าไปคนเดียวแบกเป้ขึ้นหลังล่ะถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว..
..
          ดังนั้นที่หมายต่อไปของเราในเส้นทาง ก็คือพุน้ำร้อนหินดาด ซึ่งตอนแรกแอ้อยากลงแช่มากๆ แต่หงุดหงิดคนขับรถสู่รู้ ก็เลยไม่ลงมันแล้ว (เริ่มงอแงค่ะ)
คือแอ้น่ะ เที่ยวมาจนปรุแล้ว รู้ดีว่าถ้าอยากจะเล่นก็ถือเสื้อผ้าไปเลย เล่นเลย จบ แต่นี่คุณคนขับทำรู้ดี บอกว่าลงไปดูก่อน ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องเล่น คือกูจะเล่นไง มัน เอ๊ย เขามายืนขวางรถไว้ ไม่ยอมเปิดให้หยิบเสื้อผ้า แอ้เลย ไม่เล่นก็ได้วะ สาดดด ของแค่นี้ กูมาใหม่เองก็ได้ จากตรงนี้ไป แอ้ก็ไม่พอใจคุณคนขับไปจนตลอดทริปเลยด้วย นิสัยเหมือนเด็กๆ เลยเนอะ
          ถ่ายรูปอย่างเดียวก็ได้.. ไม่ง้อหรอก..
..
 
 
..
          แล้วเพื่อนๆ ก็ทานส้มตำกัน ระหว่างนั้น ฟ้าก็ครึ้ม ลมพัดแรง แล้วฝนก็เทลงมา ต้นไม้บริเวณนั้นแกว่งไกวอย่างแรง ฝักของมันร่วงใส่หลังคาสังกะสีและร่ม เสียงดังปุ้ ปุ้ สนั่นไปหมด แอ้เริ่มจะอารมณ์ดีแล้ว ก็เอาฝักแก่ที่ร่วงมาเล่นทำตลกอยู่ข้างๆ วงส้มตำ (จริงๆ เป็นคนที่เจ้าอารมณ์มาก แต่เวลาแอ้โกรธจะน่ากลัวมาก เลยไม่อยากโกรธนานค่ะ เกรงใจเพื่อน)
..
 
..
          พอทานกันเสร็จ ก็เดินทางต่อ ในเส้นทางเดิมค่ะ ราวสี่โมงเย็นนิดๆ เราก็มาถึงเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือเจ้าพวกนี้ค่ะ
..