แอ้ View my profile

เป็นไข้ ~ ไปสังขละฯ #1

posted on 14 May 2009 15:18 by littlest-aa in Travel

[บทนำ] 

.. 

.. 

6 พ.ค. 52 (17:30)

          แอ้เทพ : ยังเวลางานอยู่เลยแอ้

          แอ้มาร : รู้แล้วจ้ะ แต่งานเสร็จแล้วนี่

          แอ้เทพ : โอเคแล้วไป.. เอ้า อยากบ่น บ่นไป

          แอ้มาร : จะไปสังขละแหละ แต่ป่วยง่ะ

          แอ้เทพ : แล้วไปมะ

          แอ้มาร : จะเหลือเรอะ

          แอ้เทพ : แล้วจะบ่นทำไม

          แอ้มาร : เจ็บคอ ปวดหัว เป็นไข้ โอ๊ย..

          แอ้เทพ : เอ็งเป็นไข้หวัดหมูป่ะเนี่ย

          แอ้มาร : เปล่านะ เค้าไม่เคยไปเม็กซิโก 

          แอ้เทพ : แล้วไป ก็เห็นว่าอ้วนๆ

          แอ้มาร : เฮ้ย มึงด่ากูเหรอ

          แอ้เทพ : เปล่านะ เค้าเป็นแอ้เทพ ไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก

          แอ้มาร : ขัดคอนัก แล้วจะไปด้วยกันมั้ย

          แอ้เทพ : จะเหลือเรอะ !!

 

.. ..

7 พ.ค. 52 (13:30)

          แอ้มาร : ฮูยยยย์..

          แอ้เทพ : เป็นอะไร

          แอ้มาร : ตื่นเต้น

          แอ้เทพ : พรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวอีกแล้ว

          แอ้มาร : ไม่ใช่ของทริปนี้

          แอ้เทพ : นี่มีทริปหน้ารอเลยเหรอ

          แอ้มาร : อ๊ากกกก.. ตื่นเต้น

          แอ้เทพ : ฉันว่าเธอเพลาๆ ลงบ้างก็ดีนะ

          แอ้มาร : ขัดคออีกแล้ว

          แอ้เทพ : ก็ฉันรู้อะไรควรอะไรไม่ควร

          แอ้มาร : แล้วทริปหน้ามึงจะไปกะกูมะ

          แอ้เทพ : อ๊างงงงงง ตื่นเต้ลลลลล... 

..

..

..

[บทที่ ๑ : สังขละบุรีที่คิดถึง]

..

          ก่อนจะติดตามอ่านการเดินทางในครั้งนี้ โปรดคลิกดูแผนที่ประกอบบ้างนะคะ เพราะกาญจน์มันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ไอ้ที่ว่าเคยไปเมืองกาญจน์มาแล้ว แต่คนละด้าน คนละเสี้ยว เรื่องราวมันก็ต่างกันไป

..

แผนที่ค่ะ

..

          ครั้งนี้ ทีมที่เดินทางเป็นสายแข็งมาจากทริปขุนแม่ยะซะ 6 คน ที่เหลือก็เป็นชาวสมาชิกพนักงานบริษัทเดียวกันอีก 3 คน ที่ต้องการจะส่งท้ายวันหยุดยาว 8-10 พ.ค. ก่อนที่จะไม่มีวันหยุดอีกเลยเป็นเวลากว่าไตรมาศหนึ่ง (ซึ่งสะเทือนใจมนุษย์เงินเดือนยิ่งนัก)

          จากสมาชิกที่ตกลงกันไว้ 10 คน ติดธุระด่วนบอกกระชั้นชิดสุดๆ ไป 1 ซึ่งเพื่อนๆ ไม่ยอมให้ทำงบที่คิดไว้เคลื่อน จึงเก็บเงินเต็มจำนวนที่คิดไว้ (ถามว่าโหดไหม ก็โหดนะ แต่ครั้งหน้าพวกเราจะได้สมาชิกที่มั่นใจ และสนุกกับการไปเที่ยวด้วยใจจริงมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจองๆ ไปอย่างนั้น แล้วทิ้งปัญหาให้คนข้างหลัง) สรุปว่าเราไปด้วยงบของคน 10 คนค่ะ ออกมาคนละไม่ถึง 2000 ถ้าไม่คิดเงินของคนที่ 10 ก็จะตกคนละ 2000 พอดีๆ ค่ะ มาดูรายนามสาวๆ ในทีมกันหน่อย คนที่คุณรู้จักกันดีอยู่แล้ว ไอ้แอ้เอง แล้วก็มี เก๋+พี่โก้ สามี (หนุ่มเดียวในทริป) ไอ้เจี๊ยบ (ที่ควงกันไประนองสองคน) พิม จิ๊บ เป็นสายแข็งดั้งเดิม และสมาชิกใหม่ๆ ก็มี ต้า พี่ดาว พี่เอ๋ (ที่เราเคารพ และดูแลเป็นพิเศษ อีกทั้งพี่เอ๋ยังดูแลตังค์ทั้งหมดด้วย)

..

..

          เราออกเดินทางกันเช้าวันที่ 8 พ.ค. ค่ะ เลทกันนิดหน่อย ได้ฤกษ์ออกเดินทาง เกือบ 7 โมง จากหน้า SCB
ที่ทำงานของพวกเรานั่นเอง การเดินทางช่วงแรกยังไม่มีอะไรมาก เนื่องจากเราจะยิงยาวไปสังขละฯ เลย เผลอแป๊บเดียวก็ถึงตัวเมืองกาญจนบุรีแล้ว ไวจนทุกคนงง แต่พอพ้นช่วงไทรโยคแล้ว เส้นทางเริ่มโค้งๆ คดๆ เล่นเอาสมาชิกเมารถกันหลายคน ต้องโยกย้ายเปลี่ยนที่นั่งกัน

..

 

..

          รถตู้พวกแอ้เช่า หามาจากอินเตอร์เน็ต สภาพดีมากๆ มีคาราโอเกะ กับหนังหลายเรื่องให้ดู (เป็นฮาร์ดดิสก์เลยค่ะ) วันละ 1800 บาท แต่คนขับเด้ มันส์อยู่คนเดียว เคยเห็นไหมคะ พวกผู้ชายที่ขับรถแล้วสนุกอะ เร่งๆ เบรคๆ คนนั่งจะอ้วกแตกไม่สน หลังๆ มาค่อยเพลาลงหน่อย เพราะเห็นจะอ้วกกันแล้วจริงๆ (แต่แอ้เปล่า แอ้เมาเหล้ากับเมารักเท่านั้น ยังยืนยันค่ะ)

..

          ราวบ่ายโมงตรงเราก็ถึงสังขละบุรี หลังจากวนไปวนมาอย่างงงๆ อยู่พักหนึ่ง ก็ไปถึงซองกาเรียรีสอร์ทเสียที แต่ที่เราจะไปพักคือแพของซองกาเรียน้อยค่ะ จากเว็บนี้ ไปลงเรือกันแดดเปรี้ยงๆ อย่างนี้เลย (กลับมาด้วยความดำมาก) รู้สึกว่าซองกาเรียรีสอร์ท จะเป็นแค่ทางลงเรือไปแพซองกาเรียน้อยเท่านั้น คงไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน เพราะว่าไม่เห็นจะมีคนออกมาดูแลเท่าไหร่ค่ะ

..

 

..

          เมื่อมาถึงแพพักซึ่งจอดอยู่ติดๆ กับสะพานมอญ ติดแบบว่า หน้าบ้านก็จะจิ้มอยู่กับเสาสะพานน่ะค่ะ แพของพวกเราหน้าตาน่ารัก พื้นไม้มันๆ ลื่นๆ เล่นเอาอยากเลื้อยลงไปนอน แอ้ก็จัดการเอาเปลผูกที่หลังบ้าน (แพ) แล้วคิดตังค์เพื่อนๆ 10 นาที 5 บาท.. ล้อเล่น.. ใครได้นอนเป็นต้องติดใจ

..

 

..

          อาหารมาแล้ว.. อาหารและเครื่องดื่มที่นี่ ราคาไม่แพงเลยค่ะ กับข้าวก็อร่อยด้วย แพพวกเราคืนละ 1200 บาท แล้วเราให้ลากไปผูกกลางน้ำ ราคาค่าลาก 500 บาท ไม่แพงเลย เพราะจะขึ้นจะลงฝั่ง เขามีเรือมารับตลอด ฟรีหมดค่ะ สั่งข้าวไปส่งก็ฟรีนะ มาพักที่สังขละฯ นี่ รู้สึกได้เลยว่า คนละแวกนี้มีน้ำใจ และก็มีวิถีชีวิตที่พอเพียงจริงๆ

..

          ระหว่างที่ทานข้าวเสร็จกันนั้น แพของเราก็ได้ถูกลากออกไปกลางน้ำ โดยที่ช่วงที่จะเอาออกจากช่องจอดนั่นยากลำบากมากๆ พอเขาเอาแพเราไปผูกไว้กับเสาใหญ่ๆ กลางน้ำได้สำเร็จ ก็จากไป โดยนัดหมายว่า 4 โมงเย็นจะมีเรือมารับไปชมวัดจมน้ำในราคา 350 บาท ต่อ 1 ลำเรือ (ซึ่งนั่งได้ 10 คนพอดี เราจึงเที่ยวได้ถูกสุดแล้ว) 

..

 

..
          จากนี้ก็ได้เวลาเล่นน้ำจริงๆ กันซะที ไอ้ต้ามันโดดลงไปคนแรก แล้วเพิ่งมาเห็นว่าไอ้เจี๊ยบมันเข้าห้องน้ำพอดี (ศัพท์ของไอ้เจี๊ยบ มันบอกว่ามันไป "วี้ดดดดด.. ตุ้มมมม" มา)  ใครไม่เก็ตหลังไมค์ได้นะคะ แต่ใบ้ให้ว่า เราเดากันว่าในแพไม่มีที่เก็บสิ่งปฏิกูลแน่ๆ น่าจะปล่อยลงน้ำเลยนั่นล่ะ
..

 

..

          แอ้เล่นน้ำจนตัวจะเปื่อย ยิงมุกเฮฮากันเป็นระยะ (เป็นกลุ่มที่เสียงดัง และถ้าฟังดีๆ จะพบว่าฮาทุกเม็ด) หลังจากนั้นฝนก็ตกโปรยปราย อยู่กาญจน์มา 3 วัน ได้เรียนรู้ว่า ฝนฟ้าก็อย่างนี้แหละ อยู่ๆ ก็ตกโครมครามลงมา ดูท่าว่าจะหนัก แต่ก็ไม่เท่าไหร่ ตกทีก็ไม่นาน แป๊บๆ เดียวก็หยุด หลังฝนหยุดฟ้าก็ใส แม้กล้องป๊อกแป๊กยังถ่ายรูปได้สีสวยงามมากๆ .. เอ.. จะว่าไปก็คล้ายชีวิตคนเลยนะคะ

..

          จากตรงนี้ก็ขึ้นมาอาบน้ำอาบท่า รอเวลาที่เรือมารับกันค่ะ 

..

          เรือมารับเลทนิดหน่อย เป็นเรือคล้ายๆ คันเดิม แต่มีหลังคา และมีชูชีพให้ใส่เพียงพอต่อจำนวนคน แต่เราไม่ค่อยใส่กันเท่าไหร่ มองผ่านๆ เห็นว่าใส่แค่ไม่กี่คนค่ะ หนุ่มน้อยคนขับเรือพาเราแล่นไปตามแม่น้ำกว้างๆ อธิบายนิดหน่อยว่าตรงที่แม่น้ำสามสายมารวมกันเรียกว่า สามประสบ ประกอบไปด้วย แม่น้ำซองกาเรีย, รันตี และบีคลี่

          "ยังไม่ปวดอะพี่" ไอ้เจี๊ยบยิงมุก เล่นเอาคนขับเรือไปไม่เป็นเลยทีเดียว

..

 

..

          มองเห็นยอดเจดีย์พุทธคยา (จำลอง) ด้วย

..

.. 

          ระหว่างกำลังเดินทาง ชมวิวเพลินๆ เกิดเหตุการณ์ตื่นเต้นขึ้น คือถึงเห็นน้ำมากๆ อย่างนี้ นี่คือช่วงน้ำลดมากของสังขละบุรีแล้วนะคะ น้ำลดแล้วเป็นไงล่ะคะ ตอก็เลยผุด พอตอผุดเรือก็เลยเสยตอเข้าไปเต็มๆ จังหวะนั้นมันเหมือนภาพสโลว์โมชั่นเลย แอ้นั่งอยู่หน้าสุดคู่กับพี่ดาว เรือเสยตอเอาข้างขวาเข้า (ด้านที่แอ้นั่ง) เรือยกเอียงขึ้น แล้วก็แฉลบลงทางซ้าย ปั้ง!!
          เสียงใครไม่รู้ กรี๊ดดดดด..

..

          แล้วเรือก็แล่นต่อไปเหมือนเดิม ไม่ได้พลิกคว่ำ แต่เห็นได้ชัดว่าตาคนขับหายซิ่งไปเยอะค่ะ และแล้วก็มาถึง เกือบมาไม่ถึงซะแล้ว วัดจมน้ำ วัดหลวงเดิมของหลวงพ่ออุตตมะ ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ และทำให้บริเวณนี้จมอยู่ในน้ำ ซึ่งถือว่าเรามาได้จังหวะมากค่ะ น้ำลดจนสามารถเข้าไปเดินท่อมๆ ข้างในได้เลย.

 

 

..

          ระดับน้ำเวลาที่น้ำสูงสุด จะอยู่สูงถึงขอบบนของโบสถ์เลยทีเดียว ทำให้วัดนี้ต้องจมน้ำ และก็ได้ย้ายวัดไปอยู่ที่สูงกว่านี้แล้ว ได้ชื่อใหม่เป็นวัดวังก์วิเวการาม จากการสอบถามชาวท้องถิ่น พบว่า อีกหนึ่งเดือนที่จะน้ำแห้งอยู่อย่างนี้ หลังจากฝนตกลงมา วัดนี้ก็จะกลับไปอยู่ใต้น้ำเหมือนเดิมค่ะ

..
          คุยกับตาคนขับเรือ "พี่ๆ ตะกี้โชว์เหรอ"
          "แหะๆ"
          "อลังการมากอะพี่ แต่ขากลับไม่เอาแล้วนะ .. กลัวอะ"

..

..

          จากวัดจมน้ำ ก็มาถึงไฮไลท์ของงานค่ะ สะพานมอญ.. ออน ออน ออน .. สวยมาก.. อากาศแถวนั้นดีมาก พอขึ้นไปบนสะพานมอญยิ่งดีใหญ่ เราบอกตาคนขับเรือซิ่งว่า ตอนจะกลับจะโทร.บอกนะ (จริงๆ เขาต้องไปส่งที่แพ แต่เราจะไปเดินสะพานมอญก่อน)

..

..

          สะพานมอญนี่ประหลาดมาก ค้นข้อมูลความยาวแล้วได้ข้อมูลไม่ค่อยจะตรงกัน เอาเป็นว่าแอ้ว่า 900 เมตรนะคะ ความยาวของสะพานนี้ ทำจากไม้เก่าๆ เท่ห์มากๆ (แต่พอข้ามไปฝั่งตรงข้าม เห็นกำลังซ่อม ใช้ไม้แดงใหม่ๆ อย่างหรู เอ่อ .. อีกหน่อยจะเหลือสะพานมอญเก่าๆ เท่ห์ๆ ให้ไปเดินกันไหมเนี่ย..)

..

 

..

          เราข้ามสะพานมอญไปจนสุดอีกด้านหนึ่ง แน่ล่ะ สะพานมอญย่อมพาเราไปหาคนมอญค่ะ ที่นั่นก็คือหมู่บ้านมอญ (ซึ่งคนมอญจะร่าเริงมาก ถ้าหดหู่เมื่อไหร่จะน่าเกลียดมาก เพราะกลายเป็นมอญหงอย มันดูไม่ดี)

          ร้านที่เก๋พาไปชิมเนื่องจากได้รับคำแนะนำมาว่าเด็ด คือร้านขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยค่ะ หน้าตาแปลกๆ แต่อร่อย แอ้ชอบมาก มันไม่เผ็ด รสชาติเหมือนน้ำยาปลา เพื่อนๆ บอกว่าหยึยๆ หยวกกล้วย แต่แอ้ว่า ถ้าไม่บอกนะ รู้สึกเหมือนทานซุปหอมหัวใหญ่เลยค่ะ ส่วนจานที่สองนี่คือน้ำยาแกงฮังเลไก่ ไอ้เราก็นึกว่าเหมือนแกงฮังเลเหนือที่สุดจะโปรดปราน เลยสั่งมาเบิ้ล ปรากฏว่าทานไม่หมด คือเหมือนแกงเผ็ดมากกว่า (แต่อร่อยนะคะ) แอ้ไอมากเลยทานต่อไม่ได้
..

..

          เมื่อทานอาหารเสร็จ เวลาประมาณ 1 ทุ่มแล้ว เราก็เริ่มคุยกัน ตอนแรกว่าจะไปวัดหลวงพ่ออุตตมะ ไปเวียนเทียน คืนนั้นวิสาขบูชาพอดี แต่ก็จนใจว่าระยะทางตั้ง 2 กม. ชาวบ้านมาบอกจะให้เช่ารถ คุยไปคุยมาท่าจะไม่ได้เรื่องแถมไม่ค่อยรู้เรื่องอีกต่างหาก (งบบานแน่ๆ) เลยตัดใจไม่ไป เพราะยังไงก็จะแวะโดยรถตู้ของเราเองอยู่แล้วค่ะ ก็เลยเดินข้ามสะพานมอญกลับกัน อากาศยิ่งดีมากๆ เย็นเจี๊ยบ และสงบสงัด โดยนัดหมายกับป้าร้านขนมจีนไว้ว่า จะกลับมาใส่บาตรตอนเช้า ซื้อของใส่บาตรร้านป้า

..

..

          ปัญหาของการอยู่แพก็คือ เมื่อเรือพาเราไปส่งแล้ว เขาก็ต่อไฟฟ้าให้ด้วยแบตเตอรี่รถเนี่ยค่ะ เขายึดพัดลมกลับหมด เพราะว่าไฟไม่พอ ส่วนน้ำที่เติมไว้แค่ 1 ถัง 1 กาละมังนั้นใกล้หมดแล้ว ด้วยความที่สมาชิกมีหลายคน สับสนกันนิดหน่อย พอคนรองสุดท้ายอาบน้ำสระผมเสร็จ น้ำหมดก็เกลี้ยง คนสุดท้ายเลยไม่มีน้ำอาบ ไอ้คนสุดท้ายที่ว่าน่ะแอ้เอง แอ้ก็เลยไปอาบน้ำทั้งเสื้อผ้าที่ท้ายแพ ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง เซ็กซี่ซะไม่มี..

..
          จะสงสารมากเลย ถ้ามีใครทะลึ่งส่องกล้องดู ฮ่าๆๆ กร๊ากกกซ์ซ์


..

..

..

จบภาค 1 เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ รูปชักเยอะ เดี๋ยวจะโหลดช้าไปกันใหญ่ แอ้จะพยายามเล่าให้จบให้ได้ในตอน 2 นะคะ  

..

..

=========

สารบัญตะลอนๆ

=========