แอ้ View my profile

          ทริปในอดีตกาลคราวที่แล้ว แอ้เล่าเรื่องมุมสงบของประจวบฯ มาแล้วนะคะ ทีนี้เรามาขยับลงไปอีกหน่อย มาที่ชุมพร จังหวัดแรกที่เรานึกถึงในฐานะของจังหวัดภาคใต้ (ต่อจากชุมพร แอ้ก็มีเรื่องมาเล่านะเออ เอาไว้ติดตามกันต่อไปนะคะ)

..

          ปลายปี 2550 สามสาว แอ้ โอ๋ พี่ริน อยากไปฉลองส่งท้ายปีเก่ากันเงียบๆ คำว่าเงียบๆ ของเรานี้คือ ในระหว่างที่ผู้คนหลั่งไหลไปในทิศทางหนึ่ง เราก็อยากจะไปตรงกันข้ามค่ะ ตอนนั้นเรามีเวลาเตรียมการไม่มาก เพราะเพิ่งได้ทราบตารางวันหยุดของโอ๋มา แอ้นึกถึงจังหวัดชุมพร และก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ตลอดจนจัดการจองตั๋วรถทัวร์ได้อย่างหมิ่นเหม่

..

          แล้ววันเดินทางก็มาถึง แอ้จองตั๋วผ่านทาง ไทยรูท ซึ่งเคยชมไว้ในทริปลาว ว่าจองแล้วได้รถดี รถสะอาด หลับสบาย แต่ทริปชุมพรไม่ใช่เลยค่ะ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แอ้ไม่หลับตลอดเส้นทางอย่างสงบ เพราะรถที่เราจองไว้ที่ราคาของ VIP นั้น กลายเป็นรถแบบ 36 ที่นั่ง ซึ่งควรจะเรียกว่ารถ ป.1 มากกว่า

..

           เราไปถึง จ.ชุมพร แต่เช้ามืด มีรถตู้มารอแล้วบอกจะพาไปส่งตลาด (ชาวป่าหลงป่า ยึดลำน้ำเป็นตำแหน่งอ้างอิงฉันใด ชาวแบ็กแพ็คย่อมยึดตลาดเช้าเป็นดังต้นทางฉันนั้น) ตอนแรกเราไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ แหม.. ก็สาวสวยทั้งนั้น .. ฮ่าๆๆ (หัวเราะแบบแดกดัน) แต่พอสังเกตไม่พบพิรุธ และ ใครๆ เขาก็ขึ้นกัน ก็เลยไปกับเขาด้วย พวกเราน่าจะถึงตลาดเช้าก่อนหกโมงนะคะ แต่ตลาดคึกคักแล้ว ตามสูตรค่ะ เราเข้าร้านกาแฟ ที่ทานแกล้มกับติ่มซำ และซาลาเปา มีลุงๆ ตาๆ มากมาย ที่นั่งคุยกันออกรส (ตื่นเช้ากันมากจริงๆ)

..

..

          ทานอิ่มหมีพีมันดีแล้ว เราไปถามเวลาที่รถสองแถวออก เพื่อจะไปยังหาดทรายรี ซึ่งแอ้จองที่พักไว้ พบว่ารอสองแถวยังไม่ออก เราจึงเดินปุเลงๆ ไปยังศาลาปากน้ำ นั่งมองดูเกล็ดเมฆที่ยังซุกซ่อนดวงอาทิตย์ของวันใหม่ไว้ อย่างสบายอารมณ์ (และสบายใจด้วย เพราะรถสองแถวต้องขับผ่านตรงนี้อยู่ดี เราดักโบกเอาได้ จึงไม่ต้องรีบค่ะ)

..

อากาศดี๊ดีค่ะเช้าวันนั้น.. เราสูดอากาศกันเพลินจมูกไปเลย..

..

..

..

          ราวเจ็ดโมง เราก็โดดขึ้นรถคันนี้ค่ะ ออกแบบรถได้เหมือนคอกหมูมาก.. เราสามคนได้เจอคารมหนุ่มใต้คนแรกก็ตาคนขับรถนี่เลย บนรถเขียนไว้ว่า คนสวยนั่งฟรี หุ่นดีครึ่งราคา และตัวเล็กๆ แอบอยู่ว่า อีแก่สองเท่า เราก็หัวเราะกันคิกคัก ถามตาคนขับว่า อย่างนี้จะคิดเงินเท่าไหร่ ตะแกตอบมาว่า ถ้าคิดตามที่เขียน ผมคงไม่เอาเงินเลย เพราะพวกคุณสวยทุกคน เอากะมันสิ แหลจริงๆ ที่คอนเฟิร์มว่าจริง คือมันดันนับแอ้เป็นคนสวยด้วยเนี่ยค่ะ แหลแน่นอน

..

..

          แปดโมงเช้าเราถึงที่พัก ทรายรีลอดจ์ ซึ่งมีเค้าความรุ่งเรือง แอบซ่อนอยู่ใต้ความเก่าและรอยซ่อมแซมค่ะ พอเก็บข้าวของเข้าที่พักได้ เราก็ลงน้ำกันไปเลย.. และที่เหลือที่จะเล่าสำหรับทริปนี้ ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากมายไปกว่า ฮาวทูการใช้ชีวิตที่หาดสวยสงบ การกินอาหารทะเลแบบที่ทะเลแทบร้าง และความบังเอิญบางอย่างที่เราได้ประสบการณ์สุดยอดที่สุดเท่าที่ทริปง่ายๆ จะให้ได้ค่ะ

..

..

..

 

..

          วันแรกเราไม่ทำอะไรค่ะ เราเล่นน้ำ แล้วก็กินแล้วก็นอน หลังมื้อเที่ยง ลากเก้าอี้ไปหลับกันคนละมุม ส่วนแอ้นอนเปล เผลอหลับแบบจริงจังจนแดดส่องซะหน้าไหม้ไปเลยค่ะ (แอ้เป็นคนที่จะง่วงง่ายๆ ในความร้อนค่ะ แดดส่องนี่เหมือนเอายาสลบมารมกันเลยแหละ)

..

..

..

..

          บ่ายคล้อย น้ำลดลงไปจนหาดเผยตัวให้เห็นทรายและก้อนกรวดใหญ่น้อย เราก็ไปตลาดกันค่ะ ด้วยการเดินเลียบริมหาด ไม่ต้องขึ้นเขา (ขามารถที่รีสอร์ทไปรับ ขับขึ้นเขาย่อมๆ มาลูกหนึ่งค่ะ) เท้าเปียกๆ แล้วก็ไปขึ้นรถสองแถวไปตลาด ก็ไม่ได้รู้ทิศทางอะไรนะคะ แผนที่อยู่ที่ปากค่ะ ย่าสอนไว้ ถามไปตลอดทางลูกเอ๋ย.. (สมัยยังมีชีวิตอยู่ ย่าแอ้นี่นักผจญภัยคนหนึ่งเลยนะคะ สงสัยได้ย่ามาเยอะ เหอๆ)

..

          เราไปช็อปปิ้งกันอย่างมันส์เลยค่ะ แอ้ไปหาซื้อลังโฟมใบเขื่อง แล้วก็ไปเซเว่น ไปซื้อน้ำแข็งและเครื่องดื่ม ทั้งอย่างเมาและอย่างไม่เมา ทั้งโอ๋และพี่รินหิ้วอาหารทะเลสดๆ กันจนเต็มไม้เต็มมือ .. พอเอาทุกอย่างมารวมกันใส่ลังจนเต็ม (และล้นออกมาหิ้ว) แล้วเราก็รู้ตัวว่า...

..

เราไม่รู้ว่าจะกลับไปที่รีสอร์ทได้ยังไง

..

          ช็อปปิ้งนานเกิน รถสองแถวหมดแล้วค่ะ แถมเราซื้อของเยอะประมาณปาร์ตี้คนซักเจ็ดคน (จริงๆ นะคะ ไม่ใช่แค่เปรียบเปรย) เดือดร้อนที่รีสอร์ทอีกแล้ว ขับรถมารับค่ะ เหมือนจะมาธุระเลยแวะรับกลับไปด้วย .. ใจดีจริงๆ

..

 

..

          เย็นนั้นคงไม่ต้องอธิบายว่ากิจกรรมคืออะไร แอ้เอาโน้ตบุ๊คมาตั้งบนชิงช้า เอาลำโพงเล็กมาต่อ เราก็ตั้งเตากันชายหาดตรงนั้น เงียบจากความวุ่นวาย และวิเวกจากความสับสนทุกอย่าง มีแต่เสียงคลื่น กับเสียงเพลงค่ะ อาหารมากมายที่ซื้อมานั่น เรากินกันแทบเกลี้ยงเลยทีเดียว อ้อ อุปกรณ์ทุกอย่างทางพี่ๆ เจ้าของรีสอร์ทจัดหาให้ด้วยความใจดีค่ะ

..

..

          เช้าแล้ว.. เดินออกไปดูทะเลกันแต่เช้า..

..

..

.. 

          เราโดนจับย้ายบ้านไปด้านหลังค่ะ เพราะแอ้จองไว้คืนเดียว ที่แผนเปลี่ยนเพราะเดิมแอ้โทร.นัดแนะกับไอ้บอยน้องรักหักเหลี่ยมโหด ชาวเกาะที่ อ.สวี จ.ชุมพร ว่าจะไปเที่ยวบ้านมันอีกคืน (นิสัยเร่รอนนอนไม่ซ้ำนี่เป็นมานานแล้วล่ะค่ะ) แต่ไอ้บอยดันติดงาน กลับไม่ทันปีใหม่ เราเลยอยู่ที่หาดทรายรีต่ออีกคืน

..

..

..

          ห้องนอนใหม่หลบไปอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ มองทะเลเห็นไกลตาขึ้น แต่ก็ยังดีที่มีที่ให้นอนนะคะ ตอนแรกคิดว่าคนจะมาเยอะเมื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค. แต่กลับไม่มีผู้มีคนเช่นเดิม เมื่อทานข้าวแล้ว เราเริ่มคิดหาอะไรเล่นกันค่ะ .. เห็นเรือเล็กๆ ลำนั้น กับเกาะเล็กๆ ที่เรามองมาตลอดไหมคะ..

..

..

          ค่ะ เราอยากหาอะไรทำ พี่ที่รีสอร์ทบอกว่า ไปดำน้ำกับลุงแกก็ได้ ลุงคิดเราหกร้อยบาทค่ะ เราก็โดดขึ้นเรือแก แล่นออกไปกลางทะเลทันใด .. ถึงได้รู้สึกกระจิ๊ดๆ ว่าเรือ..เล็ก..จัง..

..

..

          ที่นี่นั่นเอง ประสบการณ์สุดวิเศษของเราได้เริ่มต้นขึ้นค่ะ    

..

 

..

          ลุงคนขับเรือ จอดเรือเข้าที่หาดเล็กๆ สะอาดสะอ้าน มีหน้าผาที่เขียวชอุ่มด้วยพืชพันธุ์สารพัดอย่าง ลุงชี้บอกว่า เอ้า.. ว่ายอยู่แถวนี้นะ เพราะว่าที่นี่เป็นเกาะสัมปทานรังนก เราจะเดินเล่นยุ่มย่ามไม่ได้ พวกเราลงน้ำกันค่ะ แอ้ไม่ได้ทาซันบล็อค เลยเอาเสื้อแจ๊คเก็ตที่บริษัท (ตอนนั้น) เพิ่งแจก ยังไม่ได้ซักเลยค่ะ ติดกระเป๋ามาด้วย เอามาใส่ แล้วเอาชูชีพทับอีกที ไอ้เรื่องดำน้ำจนได้เรื่องนี่ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกค่ะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อๆ ไปอีกนะคะ

..

..

          ลุงเดินไปยังสิ่งปลูกสร้างทางซ้ายมือ ซึ่งเราเห็นเหมือนเป็นบ้านๆ แต่ยังไม่ทันได้พินิจชัด เราก็พุ่งลงน้ำกันไปซะแล้ว โอ้โห................ ไม่เห็นเจอตัวอะไรเลย เราสามคนว่ายไปว่ายมา จนกระทั่งเห็นชายลึกลับยืนถือคันเบ็ด โบกไม้โบกมืออยู่บนก้อนหินใหญ่ พี่แกแหล่งอะไรสักอย่างที่คนเหนือหนึ่งอีสานสองไม่อาจเข้าใจฝ่าเสียงลมเสียงคลื่นมาหลายคำทีเดียว เราก็เลยว่ายเข้าไปหมายจะฟังให้ถนัดค่ะ แกยิ่งตะโกนมากขึ้น เราก็ยิ่งว่ายไปใกล้ขึ้น.. ในที่สุด แกก็วางคันเบ็ด แล้วกวักมือเรียกเราไปอีกทาง

..

 

..

          แกบอกว่าแกชื่อพี่ชัย (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ มันปีกว่ามาแล้ว) และสิ่งที่แกพยายามจะบอกก็คือ พวกเรากำลังจะว่ายน้ำไปติดเบ็ดแกแล้ว และเจ้าตัวเงี่ยงที่ใช้ตกปลาหมึกน่ะ มันแหลมรอบด้าน ถ้าโดนเข้าคงดูไม่จืดเป็นแน่แท้

          ที่จะเล่าต่อจากนี้ แอ้จะขอไว้ก่อนเลยว่า เกิดเจ้าของสัมปทานเกาะนั้นเกิดได้อ่านบทความของแอ้เมื่อไหร่ ก็อย่าไปโกรธพี่เขานะคะ เราก็ไม่ได้ทำให้เกาะหรือว่าธุรกิจของคุณเสียหายตรงไหนนะ แค่เราได้ไปเห็นความสวยงามที่น่าตะลึงเท่านั้นเอง.. เอ้าเล่าต่อ..

          จากตรงนี้ไป ต้องเป็นตัวหนังสือล้วนๆ แล้วนะคะ เพราะแอ้แขวนกล้องไว้ที่เสากระโดงกลางเรือนู่นแน่ะ ส่วนรองเท้าก็อยู่ที่เรือเช่นกัน พี่ชัยพาเราเดินลงจากหาด มุดน้ำเล็กน้อยไปโผล่ในโพรงหินซึ่งลัดมายังอีกหาด (ตรงโพรงหินตรงนั้นบรรยากาศมันหนังไทยติดเกาะชัดๆ เลยค่ะ) แล้วพาลงไปดำน้ำไกลจากฝั่ง แต่แกบอกว่าเดือนนี้น้ำแรง พัดเอาทรายขุ่นขึ้นมา อาจจะไม่ค่อยเห็นอะไร แอ้เห็นแต่พืชน้ำหรืออะไรสักอย่าง ที่ขดไปขดมาหยึกหยักอยู่ที่พื้นทรายใต้น้ำ ยิ่งดำนานน้ำยิ่งพัดเราห่างฝั่ง จนพี่ชัยบอกว่าขึ้นเถอะ ถึงตรงนี้แอ้ถึงรู้ตัวว่า เสื้อแจ๊คเก็ตบวกชูชีพมันหนักและต้านน้ำมากเลยค่ะ

          เราจะข้ามส่วนที่ทุลักทุเลไปนะคะ สรุปว่าแอ้ว่ายเข้าฝั่งได้ด้วยตัวเองค่ะ แต่เกือบตายไปเหมือนกัน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วย.. ฮ่าๆ พอขึ้นไปถึงหาดทราย แอ้ร่วงไปกองแน่นิ่งอยู่พักหนึ่ง พอเรี่ยวแรงกลับมา ก็มองหาอะไรเล่นซนต่อค่ะ

          พี่ชัยเห็นว่าเรามาเสียเที่ยว แกอาสาจะพาเราชมเกาะสัมปทานรังนกเกาะนี้ เราปีนเขาที่มีแต่หินพรุนคมๆ ด้วยเท้าเปล่ากันค่ะ มันเจ็บมากเลยนะ แต่เราก็ยังอยากจะไปดูไปเห็น ตอนกลับมานี่เท้าแต่ละคนจะดำๆ คงเป็นเพราะมีเศษหินเล็กๆ ติดไปทั่วน่ะค่ะ แต่ถ้าคุณถามว่าแอ้รู้อย่างนั้นยังจะไปไหม ตอบได้เลยว่าไปค่ะ 

          กระท่อมแต่ละหลังถูกตั้งอยู่บนยอดโขดหินใหญ่แต่ละก้อน ถูกวางตำแหน่งให้สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ในช่วงเก็บรังนก พี่ชัยให้ข้อมูลว่า ไม่ว่าเรือไหนๆ ก็ห้ามเข้ามาจอดทั้งนั้น แค่โฉบเข้ามา พวกพี่ๆ ซึ่งผลัดกันอยู่ยามบนยอดเขาแต่ละด้านจะยิงก่อนถาม กระท่อมเหล่านี้พี่ชัยเรียกว่า หนำ ค่ะ วิศวกรอย่างแอ้อึ้งไปเลย เขาสร้างหนำต้านลมทะเลยอดเขา ด้วยการใช้สลิงผูกยึดฐานบ้านเข้ากับก้อนหิน เราได้ขึ้นไปชมสองหนำด้วยกันที่ด้านท้ายเกาะ บนหนำนั้นน่าอยู่มากๆ (แต่พี่ชัยบอกตรงๆ ว่า เกาะนี้ไม่ได้ให้ผู้หญิงเข้าค่ะ ความคิดจะค้างบนเกาะนี้ไม่เข้าท่าแน่ๆ) ทุกวันนี้แอ้ยังจำภาพที่มองจากยอดเขาสูงที่สุดลงมา เห็นแนวปะการังใต้น้ำสีเขียวอมฟ้าใส สูงจนมองริ้วคลื่นเล็กๆ เป็นเหมือนผิวแก้วที่ขรุขระสะท้อนแสงของเวลากลางวัน ลมพัดแรงจนเราต้องยืนงอตัวไว้ ไม่งั้นจะหงายหลังเอาง่ายๆ พี่รินสนุกกับการสมมติตัวเองเป็นนางเอกจำเลยรัก แล้วก็เริ่มหาวัสดุธรรมชาติมาห่อหุ้มเท้าค่ะ เพราะว่ามันเจ็บจนไม่ไหวแล้ว..

          เราเสียเวลาปีนเขากันอย่างเมามัน เมื่อได้เศษรองเท้าเก่าๆ มาหลายชิ้น เก็บเศษเชือกตามหนำแต่ละแห่งมาผูกเท้า ชีวิตค่อยดีขึ้นหน่อย เรากลับมาที่จุดจอดเรือซึ่งชาวเกาะเรียกว่า ทับใหญ่ ซึ่งก็คือจุดส่งข้าวส่งน้ำนั่นเอง (ลุงเจ้าของเรือแกเป็นคนส่งข้าวส่งน้ำให้กับชาวเกาะเกาะนี้ เราเลยได้อานิสงฆ์มาเดินลอยชายอยู่นี่ด้วย) ไหนๆ ก็ไหนๆ พี่ชัยและหนุ่มชาวเกาะ เชื้อเชิญเราให้อยู่ดื่มกาแฟและน้ำเปล่าด้วยอาการกระดี๊กระด๊ากันเอามากๆ ได้โอกาสเดินสำรวจทับใหญ่ก่อนที่ลุงจะเร่งให้กลับเพราะชักจะเย็นเกินไปแล้วค่ะ

..

..

..

          ขากลับหฤโหดมากค่ะ พวกเราผิดเองที่มัวแต่เล่นจนชักช้า คลื่นลมเปลี่ยนทิศแล้ว ลุงต้องขับเรือเข้าฝั่งอย่างยากลำบาก ตอนนี้เรือลำน้อยได้แต่ไต่ยอดคลื่นสูงท่วมเรือทีละยอด ทีละยอด เอาเป็นว่าแอ้ไม่กล้าคิดถึงฝั่ง แค่คิดให้เราพ้นยอดคลื่นข้างหน้าไปได้เท่านั้น บางลูกที่เราไต่ไม่ไหว ลุงจะผ่อนเรือลงแล้วรอจังหวะไต่ยอดคลื่นลูกต่อไป ลูกแล้วลูกเล่า พระอาทิตย์ก็เริ่มหล่นลงใกล้ขอบฟ้ามากขึ้น แอ้ต่อบุหรี่ให้ลุง ตอนนี้เพื่อนๆ ไปเกาะรวมกันอยู่ที่เสากระโดงเรือแล้วค่ะ..

..

          ถามว่ากลัวไหม .. มันเสียวๆ นะ แต่แอ้เชื่อว่าเราจะปลอดภัยค่ะ

..

          สุดท้ายเราก็ปลอดภัย แต่ไม่ได้เข้าไปจอดที่หน้ารีสอร์ทอย่างตอนขามา เนื่องจากคลื่นลมแรงเกิน ลุงต้องอ้อมไปทางด้านซ้าย อ้อมไปมากจนเราต้องโทร.บอกที่รีสอร์ทให้ขับรถมารับ (อีกแล้วสิ) หลังจากตอนนั้น เรามาทราบทีหลังว่าลุงไม่สบายเข้าโรงพยาบาลไปเลยค่ะ รู้สึกผิดมากๆ ..

..

..

..

          คืนนั้นสามสาวสลบเหมือด เพราะเหน็ดเหนื่อย วันรุ่งขึ้นเราก็ไม่ได้ทำอะไรค่ะ กินๆ นอนๆ แล้วเช็คเอาท์เพื่อเดินทางกลับ ซึ่งที่จริงรถไฟออกช่วงเย็น แต่เราเช็คเอาท์เที่ยงเพราะเกรงใจค่ะ ขามาก็มาแต่เช้า แล้วก็เอาแต่หลงทางอยู่นั่น.. พวกเราตุปัดตุเป๋ไปจนถึงสถานีรถไฟ แล้วตรวจสอบสถานภาพของตั๋ว (ซื้อตั๋วสวีเอาไว้ค่ะ) เมื่อเห็นว่าปกติดี เราก็เอากระเป๋าไปฝากกับทางสถานี แล้วออกเที่ยวตลาดในเมือง ซึ่งเหมือนมีตลาดนัด เพราะมีของขายยาวไปตลอดแนวถนน กินกันพุงกางเลยค่ะ เราแวะทุกสิ่งที่เราอยากจะแวะ และกินทุกสิ่งที่ไม่ดิ้นแล้ว.. อ้อ.. ไอ้ที่ดิ้นก็กินค่ะ หอยนางรมไง

..

..

..

..

          รถไฟเลทได้ใจ เลทไปได้ไงสองชั่วโมงครึ่ง หลังจากรอจนเซ็งแล้วเซ็งอีก แอ้คุยกับนายสถานีจนแทบจะรู้ประวัติตระกูลของกันและกันแล้ว พี่รินควักยาทาเล็บมาทาเล็บเท้า โอ๋โท