แอ้ View my profile

ความเดิมตอนที่แล้ว..

 

          เช้า แอ้ตื่นตีห้าครึ่งมารอดูตะวัน (จะตื่นเช้าไปไหน) อากาศทั้งหนาวทั้งชื้น เล่นเอาหวัดกินจนต้องหายใจทางปากตลอดเวลาค่ะ จริงๆ แล้วปากแบ็งมีภูมิประเทศที่สวยมาก แต่ที่นี่กลับมีหน้าที่เป็นแค่เมืองท่า สำหรับคนแรมทางแค่ชั่วคืนเท่านั้น แถมยังคิดราคาโขกสับอีก



          เฮือนพักฝั่งตรงข้ามเปิดเครื่องปั่นไฟตั้งแต่หกโมงเช้า

 

 

          ยามเช้าที่ปากแบ็ง ฟ้าเริ่มสว่าง เฮือนพักสาลิกาอยู่ติดแม่น้ำอย่างนี้เลย รู้สึกจะวิวดีกว่าใครๆ แล้วแหละค่ะ

 

 

 

          แม่เฒ่าว่าเรือจะออกตอน 8 โมงเช้า แต่เลทแน่นอน แต่เราก็ควรที่จะไปหาที่นั่งไว้ก่อนอยู่ดี ดังนั้นเราจึงเก็บข้าวของ และหาอะไรทานกันแต่เช้า แอ้นึกว่าแม่เฒ่าจะพานั่งทานข้าวร้านสวยๆ (ที่แอ้ทานเมื่อเย็น) แต่แม่เฒ่ากลับพาเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ค่ะ

 

 

 

          ที่นี่มีที่พักมากพอเชียวค่ะ คนขึ้นเรือมาร้อยกว่าคน หายไปยังเฮือนพักแต่ละหลังทีละคนจนหมดเกลี้ยง เราเดินผ่านเฮือนพักแต่ละหลัง ฝรั่งหน้าตาคุ้นๆ นั่งจิบกาแฟกับขนมปังฝรั่งเศสชิ้นใหญ่ (ซึ่งมีขายทั่วทุกแห่งในลาว) บางคนก็กำลังเช็คเอาท์ แบกกระเป๋าใบโตผ่านเราไป


          ถึงตลาดแล้วค่ะ.. เหมือนบ้านเราเลย แต่ของที่ขายจะแปลกๆ หน่อย เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้แบงค์เล็กค่ะ
ปาท่องโก๋เคลือบน้ำตาลคู่ละ 500 ทอดไว้นานไปหน่อยเลยเย็นๆ แต่ก็อร่อยมากค่ะ (จริงๆ ขอสารภาพว่าแอ้กินอะไรก็อร่อย ให้แนะนำอาหารนี่งงตายแน่)

 

 

 

 

 

          แอ้อยากได้ข้าวเหนียวหมูปิ้ง แม่เฒ่าพาไปร้านนี้ค่ะ.. หมูปิ้งใหญ่มากๆ ไม้ละประมาณ 8000 นะคะ จำไม่ค่อยได้ แอ้ซื้อมาสองไม้ ได้ข้าวเหนียวมาอีก 6000 ได้เยอะมากๆ ก้อนเท่าชามก๋วยเตี๋ยวเลย

 

 

          เมื่อช็อปปิ้งพร้อมชมเมืองปากแบ็งยามเช้าเสร็จแล้ว เราก็เดินไปลงเรือกันค่ะ แอ้เอาของวางไว้ที่เฮือนพัก ก็เลยกลับไปเอา มีหลิงหลิงตามไปเป็นเพื่อน แวะซื้อคิทแคทอีก 2 ชิ้น เอาไว้เป็นเสบียงระหว่างทาง.. เท่านี้ก็พร้อมแล้วค่ะ สำหรับการเดินทางช่วงต่อไป

 

 

 

วันที่สองของการเดินทาง ปากแบ็ง - หลวงพระบาง
(เห็นในเว็บเขียน ปากเบง Pakbeng แต่คนลาวที่แอ้คุยด้วย เหมือนจะออกเสียงว่าปากแบ็งเลยนะคะ แล้วตอนนี้แอ้ก็ติดคำนี้ไปแล้วด้วยสิ)

 

          เมื่อเราลงไปที่เรือนั้น ฝรั่งไปนั่งยึดหัวหาดด้านในเรือไว้เกือบหมดแล้ว เราต้องนั่งตรงบริเวณหัวเรือ ซึ่งเปิดพื้นขึ้นมาได้ เป็นที่เก็บของ พอเก็บของเต็มช่องใต้ท้องเรือแล้ว คนเรือก็ปิดพื้น แล้วเอาเก้าอี้ (ที่เก็บไว้บนหลังคา) มาตั้งเรียงๆ กันเป็นสองแถวได้อีกเป็นสิบตัวเลยค่ะ

 

 

 

 

          หลิงหลิงพอสนิทกันดีแล้ว ก็เริ่มเอาแต่ใจตัวเองนิดหน่อยค่ะ แอ้ก็อึดอัดนิดๆ นะคะ แต่ไม่ได้มากมายอะไร ถ้าจะบอกว่าไม่อึดอัดเอาซะเลยก็คงจะโกหกแล้วแหละ ไม่ใช่นางงามเนาะ บางทีอยากถ่ายรูป แต่หลิงหลิงก็แกล้งบังเล่นๆ อะไรประมาณนี้ค่ะ แต่รู้นะว่าจริงๆ น้องไม่มีอะไรหรอก แค่อยากให้เล่นกับเขา เรือนานๆ อย่างนี้ สำหรับเด็กเล็กๆ คงจะรำคาญน่าดูเหมือนกันค่ะ แอ้ก็เลยให้หลิงหลิงเอากล้องไปถ่ายรูปซะเลย เพราะว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาเงียบได้บ้างค่ะ



แต่ปรากฏว่า....



เด็กอย่างหลิงหลิงคุ้นเคยกลับกล้องแอ้เร็วมากๆ (SLR-like) ถึงขนาดถ่ายได้ กดดูได้ เปลี่ยนจาก LCD เป็น View finder ได้ แค่สอนครั้งเดียวเท่านั้น..



และนี่คือประมวลภาพที่หลิงหลิงถ่าย (ไม่ได้ Crop ค่ะ)

 

 

 

 

รู้สึกรูปที่หลิงหลิงถ่าย ได้อารมณ์การเดินทางมากกว่าที่แอ้ถ่ายละมั้งเนี่ย..




แอ้อยากรู้จังว่าจะมีคนสงสัยไหม..ว่าน้องปูที่แอ้บอกไว้แต่แรกหายไปไหน..
นานๆ ทีจะเจอคนคอเดียวกันค่ะ น้องปูนี่ยอดยุทธจักรแห่งการเที่ยวมึนอีกคนหนึ่งเลยนะคะ
คือเราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เกือบๆ จะเวลาเดียวกัน แต่เข้าลาวคนละทางค่ะ
ไว้น้องปูเขียนบล็อกเสร็จแล้ว แอ้จะลิงค์ให้อ่าน เผื่อว่าสนใจว่าการเดินทางของน้องเป็นยังไงบ้าง..



แต่เรานัดกันอย่างนี้ค่ะ (นัดทางอีเมล คำเดียวไม่มีย้ำ)



"เย็นวันที่สองของการเดินทาง เราจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน ที่พูสี หลวงพระบาง"




          จากการนัดหมายแบบสุดจะกวนของแอ้กับน้องปู ทำให้การเดินทางวันที่สองในแม่น้ำโขงนี้ (ไม่ใช่เส้นที่เลียบประเทศไทยนะคะ แม่น้ำช่วงนี้แยกเข้าสู่ประเทศลาวมาตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปากท่าแล้ว) แอ้มีความรู้สึกกดดันนิดหน่อย ว่าเรือที่เดินทางแบบชิลๆ ซะมากมายนี้ จะพาแอ้ไปถึงหลวงพระบางทันพระอาทิตย์ตกไหมละนี่ แถมพูสีอยู่ไหนก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจนัก..



นักเดินทางเริ่มทยอยขึ้นเรือไปยังแต่ละจุดหมายค่ะ

 

 

          ฝรั่งบางคนที่เริ่มคุ้นหน้า ได้พยักหน้าทักทายกันมาเกือบสองวัน ก็แบกเป้ใบโต เดินย่ำหาดทราย ไปสู่หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาที่เราไม่แม้แต่จะรู้ชื่อ อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะไปยังไงต่อ และมันจะสนุกดีไหม เพราะแอ้ก็อยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่ต้องให้มีเวลามากกว่านี้หน่อยนะคะ เผื่อมีอะไรผิดพลาดไง (ตอนนี้ทำไม่ได้ งานการยิ่งต้องสงวนเอาไว้ให้ดีอยู่ด้วย)

 

 

          จากปากแบ็งมา โขดหินที่กีดขวางในน้ำมากขึ้นและใหญ่ขึ้น เริ่มมองเห็นความอันตรายของการล่องแม่น้ำโดยไม่คุ้นเคยชัดเจนเลยค่ะ เพราะว่าหินนั้นจะโผล่มากน้อยตามระดับน้ำขึ้นลง แสดงว่าส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำที่มองไม่เห็นนั้น ต้องอาศัยความชำนาญ และสติของผู้ขับเรืออย่างแท้จริง จึงขอย้ำอีกทีค่ะว่า Rapid Boat น่ากลัวมาก เพราะว่าเรือนั้นเร็วเกินไป แอ้ว่าถ้าเจอปัญหาอะไร น่าจะแก้ยากแล้วค่ะ 

 

 

 

 


          เมื่อเวลาใกล้เย็น ฝรั่งเริ่มชะเง้อคอว่า "ฮอดหลวงพระบาง" แล้วหรือยัง แอ้กับหลิงหลิงก็ชะเง้อด้วยค่ะ ทริปนี้แอ้รู้สึกคุ้มค่ากับการตัดแว่นใหม่มากเลยค่ะ มองไปทางไหนก็ชัดเจนสดใส สมชื่อแว่นที่เจ้าชินเพื่อนที่ทำงานตั้งให้ว่า 'เนตรอินทรี'

 

 

          ใกล้ถึงหลวงพระบางจะมีแก่งมากขึ้น จำนวนผู้โดยสารลำนี้มีมากเกินไปสักนิดหน่อย ทำให้มีน้ำสาดเข้ามาทางด้านซ้ายของเรือ ซึ่งเป็นด้านที่ไม่ถูกแดด จึงมีคนไปนั่งมากกว่าด้านขวา (แอ้กับหลิงหลิงอยู่ขวา) พอใกล้ถึงแก่งท้ายๆ พี่สาวภรรยาเจ้าของเรือ เดินมาหาแอ้ หน้าตากังวล บอกว่า 'เจ้าเป็นผู้เดียวในเรือนี้ที่พูดได้ทั้งลาวทั้งอังกฤษ ช่วยบอกฝรั่งหน่อยให้ย้ายมานั่งด้านขวาบ้าง เพราะกลัวเรือล่ม ดูสิเรือเอียงแล้ว'


โห.. ไอ้แอ้เครียดเลย.. ภาษาอังกฤษชั้นยิ่งสำเนียงกระเหรี่ยงอยู่ด้วย.. แต่ก็ลองบอกเขานะคะ เขาย้ายอยู่สองสามคน แบบไม่สนใจอะไรเลย.. โชคดีที่คนขับเรือเก่งมาก เอียงกระเท่เร่เข้าแก่งเลยแหละ..


แต่ก็รอดกันมาจนได้... ฟิ้ววว..





จากผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับสีเงิน.. ก็กลายมาเป็นสีทองแล้ว..

 

 

 

          ก่อนเรือจะเทียบท่า แอ้ขอที่อยู่กับเบอร์โทร.ของหลิงหลิง และแม่เฒ่า กะว่ากลับถึงกรุงเทพฯ แล้วจะอัดรูปของหลิงหลิงส่งไปให้ แต่คงต้องหัดเขียนลาวด้วย ไม่งั้นน้องคงอ่านไม่ออกแน่ๆ เลยค่ะ


กอดและหอมแก้มหลิงหลิงหนึ่งที และไหว้แม่เฒ่าอย่างงดงามตามประเพณีไทย แล้วรีบเผ่น
เพราะแม่เฒ่าจะรอขึ้นเรือเป็นคนสุดท้ายอีกแล้วสิ..

 

 

 

 

ก้าวแรกหลวงพระบาง


          เมื่อลงจากเรือได้สำเร็จ (ถ้าคุณเคยเดินทางพร้อมฝรั่งแบ็กแพ็คจำนวนมาก คุณจะรู้เลยว่า มันยากมากกับการจะฝ่าดงฝรั่ง ที่แบกสัมภาระใหญ่มากๆ และทุกคนอยากจะไปคนแรกเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เขาเองก็ยังแบกของไม่เรียบร้อยดี) แอ้กางแผนที่เล็กๆ ที่พรินท์มา แล้วก็พบว่าพูสีนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากท่าเรือเลย
          แม่เฒ่าสั่งไว้ว่า ถ้าจะขึ้นรถจัมโบ้ ก็อย่าให้ราคาเกิน 5000 นะ (20 บาท) พอขึ้นถึงริมถนนถามรถจัมโบ้ เขาจะเอา 10000 นั่นยังไม่พอ เขาบอกจะรอให้เรียกฝรั่งอีกสามสี่คนให้เต็มรถ.. แอ้ยืนงงๆ เพราะว่าอยากจะทำเวลาให้ดีที่สุด พระอาทิตย์ก็จะตกแล้วด้วย



          อยู่ๆ มีหนุ่มลาวมายืนข้างๆ แล้วถามว่า คุณจะไปไหน แอ้บอกว่า พูสีค่ะ เขาบอกว่า เดินไปนิดเดียวเองนะ อย่าขึ้นรถเลย แล้วบอกทางให้เดิน เลี้ยวซ้าย ตรงไปก็ถึง แอ้ขอบคุณแล้วรีบเดินไปเลยค่ะ..

          พอเลี้ยวซ้าย และตรงมาจนสุดถนนก็เจอเข้ากับตลาดนัดสวยๆ ที่กำลังเปิดร้าน คนที่เดินไปมา เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยเยอะมากๆ ค่ะ

 

 

          แอ้ถามทางแล้วเดินไปทางขวาอีกนิด ก็เจอเข้ากับทางขึ้นพูสี พร้อมกับมีคนนั่งเหนื่อยอยู่เป็นระยะ
เอาวะ แบกกระเป๋าอยู่ด้วยสิ .. ว่าแล้วก็วิ่งขึ้นเลยค่ะ

..

..

แล้วก็หมดแรงอยู่ตรงชั้นสอง คือเกือบครึ่งทางถึงยอด หมดแรงจริงๆ ค่ะ แบบว่าหายใจไม่ทันแล้ว (ก็เล่นวิ่งแบกกระเป๋าขึ้นบันไดนี่เนาะ ไม่ได้ดูสังขารตัวเองเล้ย..)

 

 

          นั่งตรงนี้ กะว่าจะส่ง SMS หาน้องปู บอกว่าพี่ขึ้นไม่ไหวแล้ว จะรอตรงนี้ ..  ก็พอดีน้องโทร.เข้ามา บอกว่า เดินไปหาแอ้ที่ท่าเรือ ..  ตกลงเรานัดเจอกันที่ตีนพูสี แอ้ไปเข้าห้องน้ำ และยืนมองดูพระอาทิตย์ตกอย่างสวยงามที่ชั้นสองของพูสีนี่เอง..

 

 

 

          น้องปูมาทันเก็บซากไอ้แอ้ แล้วก็พากันเดินไปที่เกสต์เฮาส์ เพื่อวางข้าวของซะก่อน ตอนนั้นแอ้เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ (ไอ้ความฝันจะเดินป่าขึ้นเขา ถ้าแค่พูสียังไม่รอด แอ้ว่าคงต้องฟิตร่างกายใหม่หมดค่ะ)

 

          มาถึงเกสต์เฮาส์แล้ว ราคาถูกมากๆ ห้องละ 250 บาท น้องปูนอนมาแล้วคืนหนึ่ง เพราะว่ามาถึงก่อน แถมยังเที่ยวหลวงพระบางซะเกลี้ยง แต่แอ้ไม่มีเวลาเที่ยวอย่างน้องปูแล้ว คงต้องอาศัยอ่านบล็อกน้องปูแทน (น้องปูก็มาอ่านบล็อกพี่เอาแล้วกันส่วนของการเดินทางทางเรือนะ)

 

เราก็ขำๆ กันนะว่า มีใครทำได้บ้าง ใช้เวลา 4 วัน แต่เดินทางได้ถึง 6 วัน มีท