..
..
          ไล่ดูรูปเก่าๆ จะเก็บเอาทริปค้างๆ มาเล่าสู่กันฟัง พบว่าครบ ๑ ปีวันนี้เลย มาฉลองวันเกิดให้ทริปนี้กันดีกว่า เป็นทริปที่ดองนานมาก หนึ่งปีแล้วเพิ่งจะออกสู่สายตาประชาชน (เฟซบุ๊คยังไม่ยอมเอารูปไปลงเลย) ทั้งๆ ที่เป็นการเดินทางที่สนุกมากอีกครั้งหนึ่งเลยค่ะ มาต่อกันจากเขาค้อรอรัก สมาิชิกในทริปเป็นชุดเดียวกันเป๊ะๆ (เขาค้อมีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งท่าน) เราเที่ยวด้วยกันปีละ ๒ ทริปใหญ่ กับทริปเล็กอีกนิดหน่อย ในสไตล์เที่ยวสบายๆ ไม่ซาดิสม์ ไม่ต้องทนถึกบึกบึน เหมือนการเดินทางทั่วๆ ไปของแอ้ ก็ถือเป็นการเที่ยวพักผ่อน อย่างที่มันควรจะเป็น (ปกติแอ้จะเที่ยวแนวตรากตรำซะมาก ฮ่าๆๆ)
..
ทริปเก่าๆ ที่ไปกับเพื่อนๆ กลุ่มนี้
..
..
๒๘ มกราคม ๒๕๕๔
-------------------------
..
          เราขึ้นเครื่องบินไฟลท์บ่ายสองกว่าๆ ไปลงสุราษฎร์ฯ ทริปนี้แอ้เป็นผู้ประสานงานภาพรวม โดยจองที่พักล่วงหน้านานมากๆ เพราะอยากไปที่นี่จริงๆ รีสอร์ทในฝัน ภูผาและลำธาร แต่ก็อยากไปนอนเขื่อนด้วย เลยให้ทางรีสอร์ทเสนอราคาเป็นแพ็คเกจ ต่อรองจนพอใจ ทั้งหมดจบก่อนการเดินทางนานมากค่ะ จึงเป็นทริปที่ชิวมากๆ ไปเลย แค่ทำตามแผนไปเรื่อยๆ เท่านั้น
..
..
..
..
          จากกรุงเทพฯ ท่ามกลางอากาศแบบฟ้าแจ่มๆ บนเครื่องบินของสายการบินที่ดั๊มพ์ราคาสุดๆ (หากคุณจองล่วงหน้าครึ่งค่อนปี) เปลี่ยนไปกลายเป็นหม่นๆ มัวๆ เหมือนโดนเปลี่ยนฉากหลังกระทันหัน กระไอความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศทำให้เราหวั่นใจ ชีวิตคงไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ซะแล้วมั้ง 
          ณ จุดนี้เราทำความเข้าใจกันก่อนแล้ว ว่าสุราษฎร์ฯ โดยเฉพาะโซนเขาสก นอกจากจะเป็นเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีฝนตกกระปริบกระปรอยตามธรรมดาของเขา ในพื้นที่เป็นบริเวณที่มีความชื้นสูงมาก นักเดินทางก็ต้องทำใจ เพราะแอ้ไปเขาสกมาหลายครั้ง ไม่เคยมีครั้งไหนจะไม่โดนฝนเลยนะ
..
..
 
..
..
          เครื่องบิน บินวนควบกึ่งๆ ระหว่างเหนือแ่ผ่นดินและแผ่นน้ำมากกว่าปกติ จนกระทั่งสามารถลดเพดานบินลงแตะชานชาลา ไกด์ประจำทริปมารับเราพร้อมคนขับรถตู้ พาเราเดินทางไปสู่ท่าเรือ และเดินทางไปพักยังแพภูตะวันในเขื่อนรัชชประภา จริงๆ แอ้บอกทางรีสอร์ทว่าไม่เอาไกด์ เพราะละแวกนี้แอ้เป็นไกด์ให้เพื่อนเองสะดวกกว่า แต่รีสอร์ทบอกว่าเราจะไปนอนเขื่อนคืนหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยทางเขามีกฎว่าต้องจัดไกด์ให้ลูกค้าด้วย ระหว่างอยู่แพจะได้มีคนประสานงาน แอ้ก็คิดในใจว่า ตูต้องได้ทะเลาะกับไกด์แน่ๆ เลย แล้วก็จริงตามนั้นซะด้วยฟร่ะ
..
..
          การเดินทางช่วงแรกค่อนข้างเร่งรีบ เพราะฝนก็จะมา ฟ้าก็จะมืดค่ำ พวกเราเดินทางตามโปรโมชั่นสายการบิน ก็เลยมาถึงเอาซะบ่ายแก่เช่นนั้น ห้าโมงครึ่งเรามาถึงท่าเรือ มองเห็นก้อนเมฆดำๆ รำไร รีบซื้อบัตรอุทยานฯ จากเจ้าหน้าที่ และลงเรือหางพุ่งไปในเขื่อนท่ามกลางขุนเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในพยับหมอก อากาศชื้นถึงขีดสุด แอ้และเพื่อนๆ ตื่นเต้นกับทิวทัศน์สองข้างเรือกันมากๆ ค่ะ เทือกเขาหินสูงชันตั้งตระหง่าน ต่อเนื่องกันเหมือนกำแพง มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นอยู่ตรงนี้ตรงนั้น ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ใครๆ ก็อยากมาที่เขื่อนเชี่ยวหลานสักครั้งเพื่อมาชม "กุ้ยหลินเมืองไทย" ที่สวยงามแห่งนี้
..
..
..
..
          ครู่ใหญ่ๆ ฟ้าเริ่มเปิด แล้วเราก็มาถึงแพภูตะวันอันเป็นที่หมายสำหรับคืนนี้ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า ก่อนพระอาทิตย์ลับฟ้าเล็กน้อย พอมีเวลาให้โดดน้ำเล่นเย็นใจ (ฝนหยุดบ้าง ตกปรอยๆ บ้าง ตลอดเวลา) น้ำที่หน้าบ้านแพใสกิ๊งเย็นสดชื่น และลึกล้ำเดาไม่ถูกว่าก้นลึกถึงระดับไหน ดำผุดดำว่ายแล้วรู้สึกเหมือนได้อาบยาอายุวัฒนะชั้นดี อันนี้อาจจะเวอร์ไปเอง แต่มีความสุขจริงๆ นะ..
          แม้ว่าจะสวยมากๆ ขนาดไหน แต่การพักที่่นี่ยังผิดคอนเซ็ปต์พักอย่างราชาไปเยอะ ห้องน้ำต้องเดินไกลเนื่องจากทางอุทยานต้องการรักษาความสะอาดของห้วงน้ำจึงไม่ให้ทำห้องน้ำติดไว้กับตัวแพ ห้องนอนแต่ละหลังก็ปลูกสร้างอย่างชาวบ้านๆ เป็นธรรมดาของบ้านแพ หรูสุดคงไ้ด้เท่านี้ แต่เราก็ทราบดี และไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่านั้น.. (แล้วแอ้ชอบแบบนี้ด้วย อยู่สบาย..) 
          เราใช้เวลาก่อนมืดค่ำ ชื่นชมความงดงามและว่ายน้ำให้สาแก่ใจ แล้วอีไกด์เกือบโดนยันตกน้ำ เพราะจู่ๆ ก็พุ่งเ้ข้ามาจับตัวแอ้เพียงแค่จะบอกให้ไปกินข้าวเนี่ยนะ เพื่อนๆ มองตาตั้ง เพราะรู้ดีว่าแอ้ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัว ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ถ้าตอนนั้นถีบโครม เพื่อนก็คงไม่แปลกใจ แต่แอ้ก็สงบสติอารมณ์ไว้ได้ แต่ในใจนี่กรี๊ดๆๆๆ เลยนะ
..          
          เราเริ่มความสัมพันธ์กับไกด์ซะแบบนี้ เขาทำอะไรก็เลยไม่ถูกใจสักอย่าง แต่เราก็ใจดีพอที่จะไม่ร้องเรียนนะ เพราะเขาบอกว่าเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ถ้าร้องเรียนไปคิดว่าน่าจะตกงาน ก็เลยให้โอกาสเขาปรับปรุงตัวกับลูกค้ากรุ๊ปอื่นแล้วกัน (แต่สำหรับกรุ๊ปเรา ตูโกรธไปแล้ว และตูแค้นฝังหมูด้วย)
..
..
..
..
          น้ำเขื่อนนิ่ง กระเพื่อมไหวแค่เวลาที่เรือแล่นผ่าน เงาของทุกสิ่งเหนือผืนน้ำสะท้อนเป็นภาพสมมาตร เวิ้งน้ำสงบเงียบ เสียงใดๆ ที่เราทำขึ้นจะได้ยินกันชัดเจน พวกเราได้บ้าน ๔ หลังเรียงกันอยู่ปลายสุดของแนวแพ ทำให้ยิ่งสงบสันโดษเข้าไปใหญ่ ที่แพภูตะวันมีเรือคายัคให้พายฟรี และมีเรือถีบเท่ห์ๆ ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม น้ำใสและเย็นสบายพวกเราเลยสมัครใจว่ายน้ำเล่นกันเป็นส่วนมาก ซึ่งก็คือออกจากห้องน้อยๆ ปุ๊บก็พุ่งลงน้ำไปเลย
..
..
..
..
          มื้อเย็น ทานอาหารกลิ่นอายชาวใต้กันที่ร้านอาหารของแพ อาหารอร่อยใช้ได้เลยค่ะ มีเมนูรสเผ็ดให้เพื่อนๆ ที่ชอบท้าทายความเผ็ดได้ตื่นเต้นกันด้วย แอ้ชอบใบเหลียงผัดไข่ ลงใต้ครั้งใดต้องหาใบเหลียงทาน อารมณ์เหมือนทานอาหารจีนต้องมีใบปอกับข้าวต้มประมาณนั้น หลังมื้ออาหารเราก็พักผ่อนสบายๆ สันทนาการด้วยการถ่ายรูปเล่น และเล่นเกมนับเลข จำได้ว่าไม่ค่อยได้หรอก ลักษณะจะโดนรับ'ทานซะมากกว่า จริงๆ คืนนั้นเราจะต้องมีโปรแกรมล่องเรือออกไปส่องสัตว์ด้วย แต่ฝนตั้งเค้าและตกบ้างไม่ตกบ้างตลอด เพื่อนๆ เลยพร้อมใจกันไม่ส่องสัตว์ มาล้อมวงส่องโพแดง โพดำ เล่นไฟเย็นและเขียนไฟถ่ายรูป ฯลฯ แทน
..
..
..
..
..
๒๙ มกราคม ๒๕๕๔
-------------------------
..
..
..
..
          เช้าวันต่อมา อากาศแจ่มใส ฟ้าแอบมีสีฟ้าให้เห็น หลังทานอาหารเรียบร้อย นังไกด์ก็นำเราขึ้นเรือเพื่อไปชมบรรยากาศยามเช้าอันงดงามสมญานามกุ้ยหลินเมืองไทย พร้อมเล่าประวัติขาดๆ เกินๆ ไปเรื่อยเปื่อย (แอนตี้ไกด์แบบจริงจัง ฮ่าๆๆ) ยอดภูเขาสูงชันโผล่พ้นปุยหมอกขาว เห็นได้ตลอดเส้นทาง อากาศกำลังสบาย ฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่วาน เปิดทางให้อากาศดีๆ รายล้อมนักเดินทางที่กำลังมีความสุขทุกคน
..
..
..
..

..
..
          จากนั้นเป็นกิจกรรมเดินเขาเข้าถ้ำ ซึ่ง.. โปรแกรมนี้ไม่ยอมบอกก่อน อิไกด์มันบอกว่าอุบไว้เป็นเซอร์ไพรส์ กวนไหมล่ะ ข้าวที่กินมาย่อยเหี้ยน เนื่องจากต้องเดินข้ามเขาลูกหนึ่ง มีช่วงชันมากแค่นิดหน่อย แต่กับคนที่ไม่ได้เตรียมมาเดินก็เหนื่อยเอาการ สองหนุ่มในทริปเลือดสาดเพราะโดนทากเข้าคนละตัว โชคดีชะมัดที่สาวๆ ไม่โดน ไม่งั้นมีหวีดป่าแตกแน่นอน (ยกเว้นแอ้นะ จะให้แ้อ้หวีดต้องเอางูจงอางมาล่อ)
..
..
..
..
          มันนานแล้ว เริ่มจำสถานที่ไม่ได้ แต่คิดว่าจำไม่ผิดนะ เราเดินเท้าเข้าไปยังส่วนที่เรียกว่าทะเลใน แพห้าร้อยไร่ ซึ่งเคยเป็นแพพักชื่อดัง แต่ตอนหลังมีดราม่าอะไรกันจนต้องปิดตัวชั่วคราว ปัจจุบันเหมือนได้ข่าวว่าเขาเปิดขึ้นมาใหม่แล้ว แต่เปลี่ยนทำเลไปค่ะ เราไปขึ้นแพกันที่นั่น เพื่อล่องไปชมถ้ำปะการัง จริงๆ ทำเลที่นั่นสวยมากเลย เสียอย่างเดียวต้องเดินเท้าเข้าไปเนี่ยแหละ
..
..
..
..
          เดินเขาแล้ว ก็เข้าถ้ำกันอีกเล็กน้อย ถ้ำปะการังเป็นถ้ำหินปูนที่อุดมไปด้วยหินงอกหินย้อย อากาศก็ชื้นมากค่ะ รู้สึกว่าเขาจะผลัดเปลี่ยนให้คนเข้าไม่มากนัก คงเพราะอากาศข้างในจะไม่พอเอา ทางเดินตอนแรกต้องปีนขึ้นกันเล็กน้อย แล้วก็ไต่บันไดลงไปภายในตัวถ้ำ ให้ความรู้สึกแอดเวนเจอร์ดีค่ะ
..
..
..

..
..

..
..
          จากนั้นก็ไ้ด้เวลาเปลี่ยนที่นอน เอนทรี่หน้าแอ้จะพาไปชมอีกหนึ่งรีสอร์ทโปรดของแอ้ 
          รีสอร์ทในฝัน ภูผาและลำธารค่ะ
          โปรดติดตามนะคะ
..
..
..
          แถมท้ายด้วยอีกหลายชีวิตที่แพภูตะวัน ยามเที่ยง ก่อนจากกันในวันนั้น
..
..
..
..
..
          เผื่อใครติดใจสถานที่แห่งนี้ ลองไปอ่านทริปเขาสกเก่าๆ เดินทางปี ๒๕๔๙ ได้นะคะ
..
..